
โรงหนัง+ร้านหนังสือควงแขนAlternative Content
โรงหนัง+ร้านหนังสือควงแขน Alternative Content : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
แม้ไม่ได้เป็น “สายลับ” และไม่มีอาชีพเป็น “นักสืบ” แต่โดยนิสัยส่วนตัว ผมก็ชอบสังเกตโน่นนั่นนี่เวลาไปเดินเล่นในที่ต่างๆ การรู้จักสังเกตเรื่องราวรอบตัว ทำให้เรามีโอกาสเห็นอะไรมากขึ้น แต่ก็มีข้อแม้ว่า บุคลิกแบบนี้ต้องไม่พยายาม มันควรมาของมันเอง
เพราะการรู้จักสังเกต เหมือนสายตาที่สาม แม้คนจะมีดวงตาแค่สอง
ล่าสุด เมื่อแวะเวียนเข้าไปในร้านหนังสือบ่อยๆ ผมเห็นว่ามีร้านหนังสือหลายแห่งทั้งแบรนด์เนมและไม่มีชื่อ ยอมแบ่ง “พื้นที่” เพื่อขายขนมและของกินมากขึ้น ซึ่งจะว่าไปไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เนื่องเพราะโดยขนบที่เราเข้าใจกันเองนั้น “ร้านหนังสือ” มักคู่กับ “มุมกาแฟ” เท่าๆ กับที่ “โรงหนัง” เคียงคู่มากับ “ป๊อปคอร์น”
ผมค่อยๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้มา 2 เดือนแล้ว และนำไปเขียนเล่าใน “กรุงเทพธุรกิจ” แต่วันนี้อยากจะนำมาขยายเพิ่มเติม เพราะมีข้อมูลที่รับรู้มาจากร้านหนังสือที่เหมือน “รังรัก” ของความรู้ ระยะหลังๆ นี้โรงหนังหลายแห่ง มีการจัดกิจกรรมมากขึ้น ตั้งแต่คอนเสิร์ตนูโว ไปจนถึง “โชว์อีเวนท์” หรือตั้งแต่งานแถลงข่าวสินค้า ไปจนถึงการแถลงข่าวในโรงหนังของโปรดักท์ที่ไม่เกี่ยวกับภาพยนตร์
สองเรื่องนี้คือประเด็นเดียวกัน นั่นคือผมเข้าใจว่าโรงหนังก็ต้องปรับตัวเหมือนร้านหนังสือ คือออกจากพื้นที่ตัวเอง ไปหาคอนเทนท์และเรื่องราวใหม่ๆ ร้านหนังสือไม่ได้แข็งแรงแบบอดีต จะมาขายแต่งานเขียน คงอยู่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ
ขณะเดียวกัน โรงภาพยนตร์เอง แม้จะเป็นระดับไฮเอนด์หรือมัลติเพล็กซ์ มาถึงนาทีนี้ก็สะท้อนแล้วว่า อยู่ไม่ง่าย ถ้าไม่คิดอะไรมาเล่นตลอดเวลา คือถ้าจะรอเอาแต่ขายตั๋วแล้วแบ่งครึ่งๆ กับค่ายหนัง คง “รวยช้า”
แต่ไม่ผิดนะครับ มันก็เหมือนที่เวิร์คพอยท์มาทำสถานีข่าวบ้าง...เนชั่นไปผลิตละครเวทีและการศึกษา...แกรมมี่กับอาร์เอสไปทำฟุตบอล...หรือทรูก็อาจจะมาทำคอนเสิร์ตมากขึ้น ทุกอย่างมันคือการเดินทางเพื่อหาเรื่องราวใหม่ๆ เพื่อประคับประคองตัวเอง อย่างน่าสนใจ
อันที่จริง พูดแบบเป็นกลางไม่ได้เข้าข้าง “โรงหนัง” หรือ “คนดู” มันก็มีเหตุผลให้เข้าใน เห็นใจทั้งสองฝ่าย เพราะจากการทำข่าวและเจอคนดู พบผู้บริหารค่ายหนัง โรงหนัง ก็ได้รับรู้และล่วงรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้อง
ฝ่ายคนดูมองว่าตั๋วมีราคาที่แพง ราคา 150-200 บาท แต่โรงหนังก็ขอความเห็นใจว่า ตั๋วราคา 100-120 บาทมานานแล้ว คนทำธุรกิจโรงหนังเองก็อธิบายว่า สินค้าต่างๆ รอบตัวขึ้นหมด โรงหนังก็ได้รับผลกระทบแบบนี้ เมื่อถึงเวลาหนึ่งจึงต้องขึ้นตาม
ผมไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น แต่เอาเป็นว่า เราลองพิจารณาเหตุผลจาก “ทั้งสองฝ่าย” ไปพร้อมๆ กัน
แต่การที่อุตสาหกรรมและความบันเทิงพร้อมใจกันปรับตัวมาขนาดนี้ คือพยายามจะเอาคอนเทนท์อื่นๆ ใส่เข้าไป ในแง่ของการทำงาน จะดีไม่ดี ผมก็มองว่าพวกเขาก็เรียนรู้ที่จะปรับตัว พยายามที่จะอยู่ให้ได้ภายใต้ข้อจำกัดและเงื่อนไข ซึ่งมีคำถามเพิ่มว่า แล้วแวดวงอื่นๆ ได้ปรับตัวกันมากน้อยแค่ไหน
โฆษณาคงปรับตัวกันไปแล้วหลายมุม การศึกษาล่ะในแง่ของวิธีคิดสายนิเทศฯ หรือการบริหารสมาคมกีฬา เหล่านี้ปรับตัวไปมากน้อยแค่ไหน
ผมเคยไปบรรยาหรือสอนเกี่ยวกับนิเทศศาสตร์บ่อยๆ ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ บางแห่งก็ปรับตัวไปแล้ว เพราะเห็นว่าโลกหมุนเร็วขึ้น ไม่อยากเป็นไดโนเสาร์ แต่บางแห่งก็ไม่ปรับ ยังคงยึดเอาแบบเดิมๆ เพราะคิดว่ามันคือสิ่งคุ้นชิน แต่อันตรายตรงนี้ครับ นักศึกษาเรียนๆ ไป ก็นึกว่าโลกสื่อสารมวลชนนอกห้อง เป็นแบบที่เรียน พอออกมาเจอจริงๆ ก็งงกันหมด
บางแห่งพอมาทำงาน เคยถามว่า อะไรเหรอครับ ส่งข่าวทางทวิตเตอร์ หรือต้องรายงานผ่าน social media บางคนมึนถึงขนาดที่ว่า ไปทำงานโฆษณา และเจอคนเก่งบอกว่า ทำโฆษณานาทีนี้ ไม่ใช่เอาแต่สร้างสรรค์อะไรแปลกๆ นะ ไม่ใช่เอาแต่ create แต่คุณต้องช่วยในแง่ result และ solution ด้วย แบบที่โฆษณาในเกาหลีเขาทำ จนไปชนะที่คานส์
จะมาเดินยืดๆ เบ่งๆ ไม่ได้แล้ว เพราะโฆษณาไม่ได้มีความสำคัญมากแบบสมัยก่อน
การปรับตัวของทุกองค์กรทั้งในและนอกเอนเตอร์เทนเมนท์ ก็คือการหันหน้าเข้าหา Alternative Content ซึ่งไม่ได้เป็นกันแค่บริษัทไม่กี่แห่ง แต่จะเห็นว่ามีมากมายหลายที่ได้ปรับไปก่อนหน้านี้
บางคนวิจารณ์ว่ามันสูญเสียคุณค่าของแนวทางหลักๆ แต่ผมมองว่า ถ้ารู้จักปรับใช้ และผสานให้เหมาะสม มันน่าจะมีประโยชน์มากขึ้น ที่ไม่ใช่แบบเอาโจรไปเป็นตำรวจ เอา “นักข่าว” ไปขายการตลาด หรือเอา “คนตัดฟืน” ไปวาดรูป
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางแนวทางนิยมด้วย Alternative Content นั้น ผมก็สังเกตเห็นเหมือนกันว่า หลายๆ กิจกรรมก็ไม่ใช่สิ่งที่เวิร์กและเป็นทางออก หรือบางครั้ง อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการเสียดทาน เสียดสี เพื่อให้ได้ความแน่นอนและหนักแน่น
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากแวดวงอาชีพของเพื่อนๆ ในวงการทั่วไป ก็คือ จะสร้างคอนเทนท์อะไร ที่แปลกไปหรือแตกต่างนั้น ได้หมด แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ “ความเหมาะสม” ซึ่งจะไม่ลดคุณค่าของคนทำงานลงไปจนดูต้อยต่ำ เพราะข้ออ้างแค่ความอยู่รอดทางปากท้อง มันน่าจะเกี่ยวข้องกับการอยู่รอดทางจิตใจด้วย
เพราะระหว่าง “ฆ่าคน” กับไป “ตัดฟืน”
ต่อให้ไม่มีขวาน เราก็ควรจะเลือกตัดฟืนก่อนแม้จะดูต้อยต่ำ
.......................................
(หมายเหตุ โรงหนัง+ร้านหนังสือควงแขน Alternative Content : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



