บันเทิง

เก้าอี้ที่ว่างเปล่า

เก้าอี้ที่ว่างเปล่า

12 พ.ย. 2555

เก้าอี้ที่ว่างเปล่า : คอลัมน์เล่นหูเล่นตา : โดย...เจนนิเฟอร์ คิ้ม

                ช่วงนี้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของฉันได้ทุ่มเทให้ “เก้าอี้สีแดง” ที่มีปุ่มกดตัวนั้นแม้ว่าจะลุกจากเก้าอี้แล้ว ไม่ว่าจะเดินออกไปทางไหน หน้าจะแน่นด้วยเครื่องสำอางหรือโล้นซีดเป็นอาซิ้มเสียไพ่ ผู้คนก็ล้วนแต่ทักทายชวนคุยเกี่ยวกับรายการนี้กันแทบทุกคน

                “คิ้มทำไมไม่เลือกคนนั้นล่ะ ร้องก็เก่ง เต้นก็เก่ง เด็กอีกคนดูเฉยๆ นะพี่ว่า” ผู้ใหญ่ที่ฉันเคารพท่านหนึ่งออกความเห็นในฐานะคนดูและคนรู้จัก … ฉันได้แต่ยิ้มและตอบว่า

                “บางทีหนูคงชอบอะไรเรียบๆ ไม่ต้องปรุงแต่งมั้งคะพี่ มันเป็นธรรมชาติดี … ”

                “พี่ครับ … ตอนนั่งดูสดๆ กับดูหน้าทีวีความรู้สึกต่างกันมั้ย? แล้วพี่ใช้เกณฑ์อะไรเลือกนักร้อง? นักดนตรีรุ่นน้องชวนคุยขณะอยู่ในห้องซ้อมดนตรี (อือ … ถามยังกะมาจากแมกกาซีน)

                “ต่างกันมาก … ก … ก ตอนอยู่ในสตูดิโอช่วงเวลานั้นมันสด มันตื่นเต้น กดดัน ประสาทสัมผัสของเรามันจะส่งคลื่นความถี่ไปจับความละเอียดได้มากกว่าช่วงปกติ ความคิดและการตัดสินใจมันแล่นออกไปตอบรับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าโดยฉับพลัน เราไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองอะไรมากนัก แต่เวลากลับมานั่งดูทีวีในวันอาทิตย์ความรู้สึกมันก็อีกอย่างซึ่งเรามองในฐานะคนดู ไม่ใช่โค้ชที่ต้องมองทั้งเหตุการณ์เฉพาะหน้าและเหตุการณ์ข้างหน้า การเลือกใครสักคน คนคนนั้นต้องช่วยผลักดันทีมไปข้างหน้า ขณะเดียวกันก็ต้องพร้อมจะพัฒนาและแสดงศักยภาพด้านอื่นๆ ในการร้องให้ออกมาได้ดีกว่าคนอื่น ตรงนี้โค้ชต้องมองให้เห็น บางทีเฉพาะพน้าอาจทำได้ไม่ดีนักแต่ด้านอื่นๆ เขายังมีของจะโชว์อีกมากมายขณะที่บางคนความสามารถสุดแค่นี้ พี่เป็นนักร้องสายงานอีเวนท์ ไม่ใช่สายผับหรือสายคอนเสิร์ต มันต่างกันมาก นักร้องโชว์ตามผับขายความเป็นตัวของตัวเอง นักร้องร็อกก็ขายร็อก นักร้องป๊อปก็ขายป๊อป แนวอิสระก็ขายแนวกันไป ไม่มีใครมาสั่งให้ทำอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ศิลปินคนนั้นเป็นอยู่ ผิดกับนักร้องงานอีเวนท์ ที่ต้องทำตามคำสั่ง รับคำสั่ง ตีความหมาย แสดงออกมาตามที่ลูกค้าตั้งเอาไว้ให้ เช่น ต้องร้องเพลงความหมายดีๆ ให้กำลังใจ แสดงถึงความยิ่งใหญ่ในความสำเร็จของบริษัท พนักงานหรือผู้บริหาร ก็ต้องตามนั้น บางทีก็เอาเพลงฝรั่งล้วน ฝรั่งก็แยกไปอีก โซล อาร์แอนด์บี ป๊อป ร็อก แจ๊ส (สแตนดาร์ด-ฟิวชั่น) ดิสโก้ ยุคซิกตี้ (60’s) เซเว่นตี้ (70’s) คือช่วงแนวเพลงที่รุ่งเรืองในยุค 1960-1970 หรือจะเอาแนวร่วมสมัยวัยปัจจุบันก็ต้องแตกจังหวะและความหมายกันออกไปอีกว่าเพลงช้า เพลงเร็ว เพลงเศร้า เพลงสนุก บางทีก็ต้องเจอกับโจทย์เพลงสุนทราภรณ์ ออกแนวลีลาศ บางงานลูกค้าเป็นคนจีนก็ต้องร้องเพลงจีนทั้งหมด ต้องตัดความเป็นตัวตน ทิฐิในตัวออกไปให้หมด ร้องให้ได้ทุกแนว ทำตัวเหมือนตู้เพลงที่คนหยอดเหรียญแล้วเลือกเพลง ลูกค้าพอใจ คนฟังคนดูมีความสุข นั่นคือสอบผ่าน แต่ละงานที่แตกต่างคือการทดสอบตัวเองเหมือนทำข้อสอบ วิทย์ คณิต อังกฤษ ภาษาไทย ต้องทำให้ผ่านทุกวิชา  แต่จะทำคะแนนดีที่สุดวิชาไหน ด้วยความถนัดเฉพาะตัวก็เป็นอีกเรื่อง … เราต้องเอาความพอใจของลูกค้าคนจ้างเป็นที่ตั้งมากกว่าเอาตัวเราความชอบของเราเป็นที่ตั้ง …  ด้วยประสบการณ์การร้องเพลง 25 ปีของพี่ๆ เริ่มร้องจากคอฟฟี่ช็อปโรงแรม ล็อบบี้ ร้านอาหาร ค็อกเทลเลาจน์ ผับ บาร์ ยันอาบอบนวด ซึ่งลูกค้าก็มักจะขอเพลงตามใจชอบ เราก็ต้องคอยเอาใจลูกค้า บางคนมาประจำแต่ฟังเพลงคนละแนวกับที่เราร้องประจำ การทำให้ลูกค้าไม่หนีไปไหนก็ต้องร้องเพลงตามใจเขา บางทีก็ต้องหัดร้องลูกทุ่งบ้าง เพื่อชีวิตบ้าง ลูกค้าก็จะรู้สึกดีรู้สึกว่าเราให้ความสำคัญกับเขา ซึ่งมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเขาไม่มาอุดหนุนร้านเรา ร้านก็ไม่มีสตางค์มาจ้างเรา เราก็ไม่มีงานทำ ลูกค้าไม่ว่าจะดีบ้าง งอแงบ้าง อย่างน้อยก็ยังมาอุดหนุน เพลงที่เราหัดร้องเพื่อเอาใจลูกค้าก็ทำให้เราขยายฐานความสามารถของเราออกไปไกลกว่าที่เราเคยคิด ยิ่งร้องมากแนวได้ก็ยิ่งจะเป็นกำไรติดตัวไปต่อยอดให้เราสามารถตอบสนองความต้องการได้เกือบทุกแนว หรืออย่างน้อยขอบเขตแนวเพลงของเราก็กว้างกว่าคนอื่น เราจึงเป็นนักร้องในสายอีเวนท์ที่หากินได้เรื่อยๆ ต่อไปอย่างไม่จบสิ้น มันช่วยต่อยอดและตอกย้ำความสามารถและความเชื่อในเรื่องที่ว่า “ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือความต้องการและความพอใจของคนดูคนฟัง” ดังนั้นเราจึงไม่ใช่คนที่มีตัวตน ไม่จำเป็นต้องยึดถือหรือแบกอะไรไว้ก่อนที่จะได้รับโจทย์หรือคำสั่งในแต่ละครั้งเรียกว่ามีงานค่อยแบกงาน

                ใครก็แล้วแต่ที่อยู่ในทีมเราๆ ก็ต้องถ่ายทอดความคิดและทัศนคติเหล่านี้ให้เขาเพื่อที่เขาจะได้เอาตัวรอดในชีวิตจริงได้ ไม่ใช่แค่รอดในรายการอย่างเดียว เราไม่อยากให้เขาเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ยึดเอาแนวเพลงแนวเดียวเฉพาะที่ตัวเองถนัดเพราะมันจะดึงดูดความสนใจได้สั้นๆ ในช่วงแรกๆ เท่านั้น จากนั้นเราก็ต้องออกจากหน้าจอทีวีไปหากินตามงานอีเวนท์ เปิดตัวสินค้า เลี้ยงลูกค้า ฉลองโอกาสต่างๆ ซึ่งนั่นก็ต้องใช้ความรอบจัดหรือต้นทุนอันหลากหลายในตัวเราตอบโจทย์ลูกค้ากันไปงานแล้วงานเล่า ถ้าเราได้แนวเดียวเราจะสู้นักร้องที่ร้องหลายแนวไม่ได้แน่ๆ ดังนั้นพี่จึงเลือกและสอนลูกทีมจากประสบการณ์ตลอดชีวิตที่จับไมค์ร้องเพลงแลกกับเงิน คนที่พี่เลือกให้ผ่านเข้ามาทั้ง 6 คน สิ่งหนึ่งที่คิดว่าไม่มีใครปฏิเสธได้ก็คือ “เก่งทุกคน”  เก่งกันคนละแบบและสามารถพัฒนาให้กว้างออกไปได้อีก เราดันเลือก 12 คนมาในรอบแรกโดยที่แต่ละคนไม่มีใครเหมือนใครเลย ต่างคนต่างแนว พอจับคู่มันก็ยากอย่างที่เห็น โจทย์แต่ละเพลงเหมือนกำหนดอาวุธให้ใช้แต่ละอย่างตั้งแต่ ธนู ดาบ มีดสั้น ขวาน หอก เก่งแค่มีดสั้นอย่างเดียวอาจไม่พอต้องสู้ให้ครบอาวุธทุกชนิด ในช่วงฝึกซ้อมเราจะมองออกว่าใครจะไปได้ไกลกว่า อาจจะมองต่างมุม ดูขัดใจบ้าง เอาเป็นว่ารอดูให้จบก่อนแล้วค่อยว่ากันอย่าเพิ่งถอดใจ ที่สุดแล้วก็จะเหลือแค่เพียงคนเดียวที่เป็นสุดยอดแห่งเสียงจริง ตัวจริง

                ช่วงเวลาแห่งความสนุกและความขัดแย้งต่างๆ เกิดขึ้นบนเก้าอี้สีแดง การที่ฉันลุกออกมาปล่อยให้เก้าอี้ว่างเปล่า หัวสมองของฉันก็ว่างเปล่าด้วยเช่นกันมันทำให้มีเวลาคิดไตร่ตรองและทบทวนสิ่งที่ผ่านๆ มา แต่ก็มีแวบๆ กับสิ่งตกค้างที่ตามมาบ้าง มีเพียงเรื่องของ “ตั๊ก บงกช” ที่พอจะทำให้ฉันยิ้มได้ คิดเรื่องงานปวดหัว คิดเรื่องผัวดีกว่า ชอบไอเดียทองหมั้นเท่าน้ำหนักฝ่ายหญิง นังนุชนาฎมันบอกว่า “ถ้าคุณพี่มีผัวรวยระดับนั้น บอกเขานะว่า น้ำหนักทองต้องเท่าน้ำหนักลูกน้องสองคน (นุชนาฎและสีเกด) รวมกันตั้งร้อยกว่าโล คุณพี่ชนะตั๊ก บงกช เลย! ”  … เฮ้อ! นังนุชนาฎมันเพ้อกว่าฉันอีก

               .....................................................
(เก้าอี้ที่ว่างเปล่า : คอลัมน์เล่นหูเล่นตา : โดย...เจนนิเฟอร์ คิ้ม)