
เหมือนเข้าใจแต่ไม่
เหมือนเข้าใจแต่ไม่ : คอลัมน์พริกกะเกลือ : โดย...นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ ([email protected])
ได้อ่านเนื้อหาของละคร หรืออีกนัยคือหนังไทยหลายตอนจบทางโทรทัศน์หลายๆ เรื่องในหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วสงสัยอยู่ในใจว่า คงเป็นเทรนด์ใหม่ของคนเขียนบทละครยุคนี้ ที่จะต้องเอาเรื่องการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม หรือการแสดงความเห็นอกเห็นใจคนที่เสมือน “ต่ำต้อย” กว่า มาใส่ไว้ในบท
แน่ๆ คือเรื่อง “แรงเงา” ที่มีผู้นำไปวิเคราะห์วิจารณ์มากมายถึงขั้นเป็นตัวแทนการต่อสู้ทางชนชั้น ให้ตัวละคร “มุตตา” แทนชนชั้นล่างยากจนผู้อ่อนแอแพ้พ่าย ยอมจำนน ถูกหลอก ถูกกระทำฝ่ายเดียวจากอภิสิทธิชนตลอดกาล ขณะที่แฝดมุนินทร์คือชนชั้นล่างสมัยใหม่ที่ขยับฐานะขึ้นมาเป็นคนชั้นกลางและไม่ยอมถูกกระทำอีกต่อไป
ใครเถียงว่า “แรงเงา” มีแต่ตบแก้แค้นกันเวิ่นเว้อ จิกตาใส่กันไปมา ไม่เห็นจะมีสาระทางชนชั้นอย่างการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมของประชาชนจริงๆ สักหน่อย
อาจต้องรีบหุบปากภายในสองนาที เพราะนอกจากไม่มีใครฟัง ยังถูกด่าเช็ดเจ็ดวันไม่ซ้ำคำโทษฐานมองข้ามการต่อสู้ของคนเล็กคนน้อย
คนทำ “แรงเงา” คงรู้ว่าแฟนคลับชอบดูการแก้แค้นกันให้สะใจ ฉากตบตีในเรื่องจึงมีให้เห็นเป็นระยะๆ ไม่จำเป็นต้องตบเลือดสาด ก็ต้องตบให้เลือดสาด ไม่จำเป็นต้องหมกมุ่นหาทางเอาคืนทั้งวาจาและการกระทำ ก็ต้องหมกมุ่น
ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมุกให้นางเอกในเสื้อคลุมหญิงร้ายและเมียหลวงจอมตบค่อยๆ เปลี่ยนใจคิดถึงหลักพุทธธรรม เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร ทุกฝ่ายต่างอโหสิกรรมโดยพลันทันใด ยกเว้นผู้ร้ายหลัก คือนางน้องเมียหลวง ตัวอิจฉากว่าใครๆ ซึ่งบทละครผูกให้เป็น “คนเลวแท้จริงคนเดียว” ผู้อยู่เบื้องหลังปั่นหัวมุตตา นพนภา และเจนภพจนบ้าคลั่ง
บทให้เหตุผลนิดเดียวว่า นางน้องเมียหลวงเลวอย่างนั้นเพราะตอนเด็กๆ แม่ไม่ใส่ใจ ซึ่งก็พอๆ กับลูกของเมียหลวงที่แม่ไม่ใส่ใจ เลยมีเซ็กส์วัยใสบ้าง ติดยาบ้าง และเป็นเกย์! ซึ่งข้อหลังนี้เป็นเรื่องน่าตกใจมากว่าสังคมไทยช่างไม่อิโหน่อิเหน่กับเรื่องราวในโลก เพราะมีแต่คนตามไม่ทันความรู้เท่านั้นแหละ ที่จะบอกว่า คนเราเป็นเกย์ เพราะพ่อแม่ทอดทิ้งไม่เอาใจใส่
ความจริงโครงเรื่องของละคร (หนัง) ไทยก็เหมือนสังคมไทย นั่นคือ จะเกิดเหตุช้างม้าวัวควายอันใด จำต้องหาแพะมารับผิดให้ได้หนึ่งตัว แพะตัวนั้น คือศูนย์รวมความเลวร้ายทั้งปวง ไม่มีใครชั่วและผิดยิ่งไปกว่าแพะชั่วตัวนั้น คนอื่นๆ ให้อภัยได้หมด ยกเว้นแพะ ถ้ามันไม่กลับใจมาเป็นฝ่ายเรา มันย่อมต้องเป็นผู้ร้ายเดียวดายตลอดกาลในโลกของคนดีๆ อย่างเรา
พล็อตคุ้นๆ ไหม?
สนุกยิ่งขึ้นตรงที่ "แรงเงา” ยังไม่ทันจบ และขณะที่มุนินทร์กำลังเริ่มเห็นดอกบัวแทนกงจักร (ตามสไตล์ไทยๆ) บทละครก็กำหนดให้ผีมุตตาในใจของศัตรูมุตตา กลายร่างเป็นผีจูออน ทำหน้าตาพร้อมจะตบแหลกแทนมุนินทร์ ประมาณว่าอย่าเพิ่งรีบเห็นดอกบัวแล้วอโหสิกรรมสิคะแม่คุณพ่อคุณ ยังฆ่าล้างแค้นกันไม่หมดโคตร ยังสะใจไม่พอ
ตามมาด้วย “กี่เพ้า” ละครดูสนุกอีกเรื่อง กำหนดให้นางเอกเป็นนักสู้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่เธอบอกพระเอกว่า เพราะตอนเด็กๆ แม่พาไปชุมนุมประท้วงการสร้างเขื่อน ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกถึงความสุขและความเป็นฮีโร่ของนักสู้ในยามที่ช่วยคนอื่น..โวะโวว! นี่มันสายตาเด็กน้อยมองวีรชนเดือนตุลาฯ พฤศจิกาฯ ธันวาฯ ที่ส่งเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ของจิตร ภูมิศักดิ์ มาเป็นเพลงชาติวีรชนบนเวทีกู้ชาติชัดๆ
ส่วนนางอิจฉาร้องกรี๊ดๆ ในเรื่องนี้ ผู้เขียนบทส่งเธอให้โดดเด่นด้วยภาพชีวิตวัยเด็กที่มีแม่เป็นหญิงกลางคืน มีพ่อเป็นนักพนักขี้เมาชอบทุบตีทำร้ายร่างกายลูกเมีย แต่ละวันคืนช่างขื่นขมเป็นอียาจกเข็ญใจ ดังนั้นเมื่อแม่ของเธอจับพลัดจับผลูมาเป็นเมียรองของเจ้าสัว แม่ก็ต้องสวมบทคุณนายรองตาถลนแทบหลุดออกมานอกเบ้าตลอดเวลา ส่วนเธอผู้เป็นนางอิจฉาก็โตมากับคำสั่งสอนของแม่ตาถลนว่า “เราจะไม่กลับไปลำบากให้ใครต่อใครข่มเหงรังแกเหมือนเดิม จำไว้ หากเราไม่เป็นผู้ล่า เราจะเป็นผู้ถูกล่า!”
สองสามประเด็นที่เป็นข้อสังเกตจากบทละครแบบ “แรงเงา” และ “กี่เพ้า” ก็คือ “เยอะไปไหม” ในความหมายว่า เกินจริงเวิ่นเว้อไปไหม? บทพูดยัดปากตัวละครง่ายไปไหม? เหมือนสรุปกันดื้อๆ ว่า ฉันมีประเด็น มีปมปัญหา และเพราะฉันไม่ได้รับความเป็นธรรมมาก่อน จึงต้องแก้แค้นเหวี่ยงแหทุกรูปแบบ รวมถึงเห็นแก่ตัว ถ่อย เถื่อน ตามประสาคนยากที่ไม่เคยรู้จักของดีๆ
สุดท้ายก็คือ ทั้งสองข้อที่ว่ามานั้น บ่งบอกว่า ละคร (หนัง) ไทยเป็นงานที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงและความสนุกสะใจ ไม่ใช่ที่ทางสำหรับจินตนาการถึงเสรีภาพและความเท่าเทียมของมนุษย์อย่างสากล
มันไม่ใช่ทั้ง เล มิเซคาบ (เบลอ) หรือ เดอะ เมทริกส์ และมันไม่ใช่ความผิดใคร ก็มันเป็นละคร (หนัง) ไทยนี่นะ
.....................................
(เหมือนเข้าใจแต่ไม่ : คอลัมน์พริกกะเกลือ : โดย...นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ ([email protected]))



