
ประชาธิปไตยที่รัก
19 ม.ค. 2552
ประชาธิปไตยที่รัก
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
[email protected]
จัดระเบียบรายการคุยข่าว
ไม่มีอะไรจะทำแล้วเหรอครับ ?
+++++++++++
นายกรัฐมนตรีประเทศประชาธิปไตยล้นถ้วยประเทศหนึ่งให้ความเห็นรายการคุยข่าวหรือเล่าข่าวทางสถานีโทรทัศน์เป็นรายการที่อันตราย เนื่องจากมีการชี้นำผู้ชม และองค์กรวิชาชีพควรหารือกันในเรื่องนี้ (มติชนรายวัน-ส.นักข่าวเห็นด้วย "มาร์ค" ติติง สับสน "ข้อเท็จจริง-ความเห็น" - 15 ม.ค.52)
ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ของสมาคมนักข่าวฯ ในประเทศเดียวกันนั้นประสานเสียงว่า การนำเสนอข่าวของรายการตามสถานีโทรทัศน์และวิทยุ จะต้องแยกแยะว่าอะไรคือรายการข่าว อะไรคือการคุยข่าว หรือสนทนาเรื่องข่าว เพราะผู้บริโภคจะได้ไม่สับสน เนื่องจากข่าวคือข้อเท็จจริง แต่การคุยข่าวหรือทอล์กโชว์ มีความเห็นของพิธีกรหรือผู้ร่วมรายการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จะสังเกตได้ว่าพิธีกรบางคนจะอ่านข่าวพร้อมตั้งข้อสังเกตไปพร้อมๆ กัน โดยไม่บอกว่าประเด็นใดเป็นข้อเท็จจริงในข่าว ประเด็นใดเป็นความเห็นของพิธีกร ทำให้ผู้ชมหรือผู้ฟังสับสน ... รัฐบาลวางบทบาทไว้ดีแล้วที่ไม่แทรกแซงสื่อ และปล่อยให้สื่อกำหนดบทบาทและควบคุมกันเอง (ข่าวเดียวกัน)
นี่น่าจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงชิ้นที่สองที่สื่อเริ่มตรวจสอบกันเอง ... หลังจากเคยออกมาประณาม "สื่อเทียม" กันมายกหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้
วงการสื่อสารมวลชนในบ้านเราเริ่มจะพัฒนาตัวเองคล้ายๆ กับวงการนิติศาสตร์มากขึ้นทุกที ... มีกำแพงแน่นหนา ไม่ฟังคนอื่น และมุ่งประเด็นด้านเทคนิคและความเป็นมืออาชีพ ... ครับ ... ต่อไปคงจะเห็นนิเทศศาสตร์ภิวัฒน์มากขึ้น เพราะการลากเอาผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการเข้าไปนั่งในตำแหน่งทางการเมืองก็จะกลายเป็นเรื่องที่รับได้มากขึ้น
ประเทศไทยควรจะปล่อยให้สื่อควบคุมกันเองต่อไปอีกนานเท่าไร คำตอบคือไม่ควรปล่อยให้สื่อควบคุมกันเอง แต่ควรให้สื่อและนิเทศศาสตร์นั้น "สื่อสาร" กับคนอื่นและสาขาสังคมศาสตร์อื่นๆ ซะบ้าง
ไม่ใช่ปล่อยให้สื่อลากนักวิชาการสาขาต่างๆ ไปแสดงความเป็นผู้เชี่ยวชาญในสื่ออย่างเดียว
สาขาเทคนิคทางนิเทศศาสตร์ที่กอดความบริสุทธิ์ผุดผ่องของความเป็นมืออาชีพควรจะเริ่มเข้าใจแนวคิดในเรื่องของอุดมการณ์ การครองความคิด วาทกรรม และวัฒนธรรมศึกษา/สื่อศึกษา (ต่างจากการสื่อสาร) ที่แทบจะเป็นเรื่องล้าหลังของวิชาสังคมศาสตร์อื่นๆ ไปแล้ว
ในแง่ที่ว่า ข่าวนั้นไม่ใช่การรายงานความจริง แต่เป็นการสร้างความจริงภายใต้ความสัมพันธ์กับบริบททางชนชั้น เพศสภาวะ และความเหลื่อมล้ำอื่นๆ เพียงแต่ว่ามันถูกซ่อนเอาไว้ในแบบไหน
การอ้างอิงว่าการถ่ายทอดข้อเท็จจริงนั้นสามารถแยกจากการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นเพียงจริตของการสื่อสารของชนชั้นหนึ่ง และขาดความเข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่า ความจริง นั้นมันต้องสามารถถูกตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ (validity claim) ซึ่งความน่าเชื่อถือมันประกอบทั้งจากส่วนที่วัดได้ และส่วนที่ว่าด้วยเรื่องของความหมายและความเข้าใจตรงกันในแต่ละเรื่องของสังคม
ถามว่ากล้องถ่ายรูปมันเก็บภาพได้หมดไหม ทำไมรูปถึงมีกรอบ?
คนเขาดูรายการเล่าข่าว เขาคงไม่ใช่คนโง่ที่รอการชี้นำจากสมาคมสักเท่าไรหรอกครับ เขาดูเพราะมันใกล้เคียงชีวิตของเขาว่าข่าวนั้นมันต้องมีทั้งข้อมูลและความคิดเห็นของคนที่เขาอ่าน เพราะเขาอยากรู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร สิ่งนี้มันต่างกับการร่ำเรียนมาที่เชื่อว่าผู้รับสารนั้นเป็นปัจเจกบุคคลที่รับสารและกรั่นกรองเอง
หรือถ้าลืมที่ร่ำเรียนมา "สื่อคือตัวสาร" นั้นก็คือความล้มเหลวของตัวแบบข่าวปัจเจกอุดมคติ ที่ทำให้สังคมแตกแยกไปอีกแบบ เพราะคนแต่ละคนนั้นเสพข่าวรวมกันไม่ได้ ต่างคนต่างฉลาดอยู่ในห้องน้ำนั่งขี้ไปอ่านหนังสือพิมพ์ไปเหมือนโฆษณายุคหนึ่ง
ผมว่าถ้าจะดัดจริตกันถึงขั้นนี้ ควรไปใช้เวลาตรวจสอบการทำสกู๊ปของข่าวแต่ละช่อง หรือข่าวที่อ้างตัวว่าเป็นข้อเท็จจริงทั้งหลายซะด้วย ... ว่า "เนียน" กับ "เทียม" นั้นอะไรสร้างความฉิบหายให้สังคมไทยในช่วงไม่กี่ปีนี้มากกว่ากัน



