บันเทิง

แรงจริง : คอลัมน์พริกกะเกลือ

แรงจริง : คอลัมน์พริกกะเกลือ

29 ต.ค. 2555

แรงจริง : คอลัมน์พริกกะเกลือ : โดย...นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected] : https://www.facebook.com/NithinandY

                      ไม่อยากเขียนถึงละครทีวี “แรงเงา” เพราะใครๆ ก็พูดถึงแรงเงา จนแทบหาประเด็นใหม่ไม่ได้ แต่ก็ตัดสินใจเขียน หลังจากได้ยินเสียงวิจารณ์ครึกโครมในแนวเดียวว่า ละครเรื่องนี้เน้นความรุนแรงจนจะทำให้เด็กไทยเสียคนกันหมด

                       เวลานี้เด็กอายุสิบสองสิบสามทำคลิปแสดงการด่าด้วยลีลาแบบที่เห็นใน “แรงเงา” เผยแพร่กันทั่วไปในโลกโซเชียลมีเดีย

                       ถ้าลองคิดมุมกลับ อาจเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องเด็กไทยจู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาแสดงอารมณ์รุนแรงอย่างในละครเพราะได้ดูละคร แต่ความจริงคือละครสะท้อนความรุนแรงที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในสังคมไทยวันนี้

                       บทประพันธ์ “แรงเงา” ของคุณนันทนา วีระชน จากตัวหนังสือกลายเป็นภาพบนจอมาแล้ว 3 ครั้ง แรกสุดคือในปี 2529 เป็นภาพยนตร์ของไฟว์สตาร์ ในชื่อว่า แรงหึง กำกับโดยแจ๊สสยาม นำแสดงโดย จินตหรา สุขพัฒน์, อำพล ลำพูน, เกรียงไกร อุณหะนันทน์ และญาณี จงวิสุทธิ์

                       จากนั้นในปี 2531 จึงมาเป็นละครหรือซีรีส์ทางทีวี โดยมายโชว์โปรดักชั่น บทโดยเอื้องอรุณ กำกับโดยอดุลย์ ดุลยรัตน์ นำแสดงโดยจริยา แอนโฟเน่ ตฤณ เศรษฐโชค นพพล โกมารชุน และมยุรา เศวตศิลา และในปี 2544  โดยบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น บทโดย วิสุทธิชัย บุณยะกาญจน กำกับโดย ชูศักดิ์ สุธีรธรรม นำแสดงโดย แอน ทองประสม ธีรเดช วงศ์พัวพัน ยุทธพิชัย ชาญเลขา และสาวิตรี สามิภักดิ์ และเปลี่ยนชื่อละครจากแรงหึง เป็นแรงเงา

                       ปี 2555 นี้ที่กำลังดังหลุดโลก ก็โดยบรอดคาซท์ฯ เจ้าเก่า ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งสร้าง “ดอกส้มสีทอง” ให้คนจำชื่อเมียน้อยอันตราย “เรยา” ได้ทั้งเมือง ไม่ชมก็ต้องชมว่าบรอดคาซท์สามารถสูงมากในการตีโจทย์ความต้องการของตลาด

                       ส่วน “แรงเงา” ปีนี้ ดังขนาดคนไม่ดูและไม่เคยดูละคร “แรงเงา” ยังรู้เรื่อง เพราะในวันที่ละครออกอากาศ ซึ่งอาจเรียกว่า “วันแรงเงาแห่งชาติ” นั้น กิจกรรมต่างๆ เหมือนจะหยุดไปทั่วขณะ และโลกโซเชียลมีเดียก็เต็มไปด้วยรายงาน “แรงเงา”

                       ผู้เขียนกลับบ้านไม่เคยทันดูละครเรื่องนี้ แต่เพราะความดังของมันทำให้มีโอกาสได้ดูคลิปย้อนหลังซึ่งทำให้ถึงบางอ้อว่า เหตุที่ฉากตบกันของผู้หญิงดังระเบิดเถิดเทิงก็เพราะนักแสดงตบกันได้สมจริงเหมือนดูเรียลลิตี้คลิปนักเรียนหญิงตบกันนั่นเอง

                       แรงหึงหรือแรงเงาสามครั้งแรกไม่ดังเท่าครั้งนี้ และไม่แรงเท่าครั้งนี้ แต่ความแรงในละครครั้งนี้ก็ไม่ได้แรงกว่าคลิปจากชีวิตจริงเรื่องอื่นๆ หรือการแสดงอื่นๆ ที่เราได้เห็นก่อนหน้าในโลกโซเชียลมีเดีย รวมทั้งในโลกจริงตั้งแต่ประวัติศาสตร์ยุคใกล้คือยุคฟาดเก้าอี้ จับคนเป็นๆ เผาและแขวนคอเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 เพราะเหตุที่ “พวกมัน” เป็นคนเถื่อนถ่อยล้มเจ้าขายชาติ จนถึงยุคปราบเสื้อแดงในปี 2553 ด้วยข้อหาแบบเดิมๆ

                       เมื่อเห็นคนถูกทำร้าย ถูกฆ่าตายต่อหน้าแล้วไม่สะทกสะท้อนใจ ไม่คิดถึงความเที่ยงธรรมใดๆ นอกจากเชื่อว่ามันเลวมันจึงสมควรถูกทำร้าย จะตกใจทำไมกับละครแรงเงา ซึ่งเมียน้อยคนหนึ่งถูกทำโทษ เพราะบังอาจทำลายครอบครัวคนอื่น และพี่สาวของเมียน้อยที่ผูกคอตายไปก็สมควรแก้แค้นเมียหลวงและสามีที่ทำให้น้องสาวของเธอต้องตาย
 
                       นี่คือเรื่องตาต่อตา ฟันต่อฟัน อาฆาตมาดร้ายไม่ลดละ จนกว่ามันที่เราเกลียดจะตายตกหรือฉิบหายวายวอดให้เราสะใจไปข้างหนึ่ง แบบที่นิยมและสนับสนุนกันอยู่ในสังคมไทยวันนี้มิใช่หรือ ?

                       ที่สำคัญ วิธีแก้แค้นของตัวละครใน “แรงเงา” ยังเป็นสิ่งที่เราคุ้นชิน นั่นคือ แก้ปัญหาปลายเหตุ ไม่มองทะลุถึงรากปัญหาแล้วแก้ที่ต้นเหตุ หากเหวี่ยงแหทำร้ายทุกคน โดยเฉพาะคนที่บังเอิญโผล่มาอยู่ตรงหน้า เช่น กรณีนพนภา แทนที่จะตระหนักว่าปัญหาเริ่มจากผู้ชายที่มีอำนาจมากกว่าไปรังแกผู้หญิงอ่อนต่อโลกที่มีอำนาจน้อยกว่า ก็กลับไปตบไปด่ามุตตาให้ได้อาย ราวกับว่า ถ้ามุตตาฉิบหายวายวอดไปได้ สามีของเธอจะเลิกเจ้าชู้

                       หรือแม้กรณีมุนินทร์ แทนที่จะจัดการผู้ชายตัวต้นเหตุให้ได้รับโทษทางกฎหมายว่าล่อลวงผู้หญิง เธอกลับใช้วิธีตบตอบโต้ ด่าตอบโต้กับเมียหลวงและพลพรรคอย่างรุนแรงเชือดเฉือน
 “แรงเงา” ไม่ได้ทำให้เด็กไทยหรือสังคมไทยเลวลง เพราะสังคมไทยวันนี้ก็เป็นอย่างที่เป็นอยู่ ยิ่งผู้คนมีความหวาดวิตก คับแค้น เคียดแค้น กลัวจะเป็นผู้แพ้ ก็ยิ่งด่าคนอื่นๆ เจ็บๆ แรงๆ (ในทัศนะของผู้ด่า) เพื่อปลดปล่อยความกลัว และให้กำลังใจตัวเองว่าฉันกล้าหาญและเก่งจึงสามารถสรรหาถ้อยคำมาเหน็บแนมเขาได้ดีมาก

                       น่าห่วงก็เพียงว่า โดยปกติแล้วคนที่คิดอย่างนี้มักเป็นเด็ก ที่ยังไม่รู้จักเครื่องมืออื่นโดยเฉพาะสติปัญญาในการต่อสู้ แต่เด็กส่วนใหญ่นั้น ถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องเติบโตขึ้น ผู้ใหญ่ไทยหลายๆ คนต่างหาก ที่อาจเก็บกดมากไปจนถอยหลังเข้าคลองกลับไปสู่วัยเด็ก

.........................................
(แรงจริง : คอลัมน์พริกกะเกลือ : โดย...นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected]  : https://www.facebook.com/NithinandY)