
จากจอแก้วสู่จอเงิน...ก็เพื่อเงิน
จากจอแก้วสู่จอเงิน...ก็เพื่อเงิน : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ความสำเร็จของ ‘สาระแน’ ทั้ง 3 ภาค ไม่ว่าจะ ‘ห้าวเป้ง’ ‘สิบล้อ’ ‘เห็นผี’ และอาจรวมถึง ‘โอเซกไก’ ที่น่าจะหยิบ 40 ล้านบาทได้ในไม่ช้า...ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดนั้น มีอิทธิพลมาจากรายการทีวีที่ส่งตรงมาถึงแวดวงภาพยนตร์อย่างช่วยไม่ได้ รายการยอดฮิตโกยเรตติ้งถล่มทลาย จึงน่าสนใจไม่น้อยที่จะถูกจับมาขึ้นจอด้วยเป้าประสงค์เดียวกันคือหวังรายได้กลับมาไม่แพ้เม็ดเงินโฆษณาที่เคยได้รับเมื่อครั้งเป็นรายการทีวี
ในอเมริกา ทีวีซีรีส์หลายเรื่อง กลายเป็นตำนานถูกหยิบจับมาปัดฝุ่นสร้างเป็นหนังครั้งแล้ว ครั้งเล่า หลายเรื่อง หลายตอน หลายภาค ทั้งซีรีส์สายลับชุด Mission Impossible, ซีรีส์ผจญภัยในอวกาศอย่าง Star Trek และซีรีส์พิภพวานรอันโด่งดังเรื่อง Planet of the Apes ไม่เว้นแม้แต่ซีรีส์บางเรื่อง แม้กำลังออกอากาศอยู่ แต่กระแสความฮิตฮอตร้อนแรง ก็ถูกกวาดต้อนขึ้นจอ ตั้งหน้าตั้งตาโกยงินพอๆ กับที่เคยกวาดเรตติ้งมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนังอย่าง Sex and the City, High School Musical, Hanna Montana ฯลฯ
ความสำเร็จของหนังที่สร้างจากซีรีส์ในอเมริกา ส่วนหนึ่งมาจากการตีความหรือเล่าเรื่องผ่านบริบทใหม่ๆ เนื้อหาหรือพล็อตเรื่องถูกคิดขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยคาแรกเตอร์ตัวละครหรือเค้าโครงเดิมเพียงเบาบาง บางเรื่องใช้แค่ชื่อเท่านั้น หากแต่เนื้อหาข้างในถูกรื้อโครงสร้าง จับมาเล่าใหม่เกือบทั้งหมด ซึ่งการตีความและเล่าเรื่องใหม่ๆ ของฮอลีวู้ดนี้เอง ที่ทำให้หนังมีความน่าสนใจมากกว่า การกลับไปเดินย่ำซ้ำรอยเดิมจากทีวี
หันกลับมาดูบ้านเรา ความสำเร็จของหนังชุด ‘สาระแน’ แน่นอนว่าเกิดจากความแข็งแรงของ ‘แบรนด์สาระแน’ ที่สั่งสมมาตั้งแต่ออกอากาศครั้งแรกเมื่อ 15 ปีก่อน การเกิดขึ้นของ “สาระแนห้าวเป้ง” อาจไม่ได้ต่างอะไรจากรูปแบบดั้งเดิมของรายการทีวีมากนัก แต่สำหรับ “สาระแนสิบล้อ” และ “สาระแนเห็นผี” การพยายามผูกเรื่อง สร้างพล็อต เพื่อให้หนังแตกต่างแค่แกล้งดาราแล้วแอบถ่ายแบบ Candid Camera แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าการก๊อบปี้รูปแบบมาจากรายการทีวีกันโต้งๆ ก่อนจะกลับมาใช้วิธีเดิมอีกครั้งกับ “สาระแนโอเซกไก” (เดี๋ยวก็จะได้รู้กันว่า หนังแบบนี้ยังเป็นที่นิยมชมชอบจากคนดูอยู่อีกหรือไม่ ทั้งที่เนื้อหาแบบนี้ นั่งดูทีวีอยู่กับบ้านก็ได้)
ถ้าวงการหนังไทยยังขาดไร้ไอเดียใหม่ๆ วนเวียนหากินกับหนังไม่กี่แนว แค่ผีกับตลก และหาทางผ่องถ่ายความสำเร็จจากรายการโทรทัศน์มาสู่ธุรกิจหนัง อีกไม่นานเราอาจจะได้เห็นหนังอย่าง ‘ดันดารา เดอะ มูฟวี่’ กลุ่มก๊วน เท่งโหน่งจาก “ระเบิดเถิดเทิง” มาปรากฏกายบนจอในโรงภาพยนตร์ (หลายปีก่อน เคยมีข่าวว่า เวิร์คพ้อยท์จะทำหนัง “ระเบิดเถิดเทิง” แต่สุดท้ายก็เงียบหายไป) หรือแม้แต่การประกวดวงดนตรีลูกทุ่งในรายการ “ชิงช้าสวรรค์” หลายๆ ตอนมีความเป็นดราม่าสูงทีเดียว วงดนตรีระดับเยาชนหลายวงที่ชนะเลิศการประกวดในรายการนี้ มีเส้นทางการต่อสู้แข่งขันที่น่าสนใจไม่น้อย
เช่นวงดนตรีจากโรงเรียนสตรีระดับมัธยม ที่สมาชิกในวงเป็นผู้หญิงล้วน หรือวงจากบ้านนอก บ้านนา ในพื้นที่ห่างไกล เดินทางฝ่ามาจนถึงรอบสุดท้าย เรื่องราวของวงดนตรีในชิงช้าสวรรค์ มีผู้สร้างหลายคนสนใจอยากมาทำเป็นหนัง กระทั่งเรื่องราวสนุกๆ ในรายการ “คดีเด็ด” ก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน หากจะหยิบนำมารวบรวมขยายความจับมาเล่าใหม่อีกครั้งด้วยความยาว 2 ชั่วโมง เผลอๆ อาจจะทำเงินถล่มทลายก็เป็นได้ ‘นะ...จะบอกให้’
ส่วนรายการที่เพิ่งออกอากาศมาไม่นาน แต่ได้รับความนิยมถูกพูดถึงอยู่ไม่น้อยอย่าง “คนอวดผี” ช่วง "ล่าท้าผี" ที่ทีมงานพาดารากับผู้ชมทางบ้าน ตะลุยบ้านร้าง บ้านผีสิงก็มีแง่มุมน่าสนใจ สามารถหยิบนำมาทำเป็นหนังได้ไม่ยากเช่นกัน ไม่นับรวมละครดังๆ อีกมากมายหลายเรื่อง ที่คนทำหนังไทยอาจจะยังลังเล ไม่แน่ใจว่า ถ้าดัดแปลงมาทำเป็นหนังจะยังคงอรรถรสเข้มข้น ดุเด็ด เผ็ดร้อน เหมือนครั้งเป็นละครทีวีได้หรือไม่ ในเมื่อละครโทรทัศน์หลังข่าวความยาวหนึ่งตอนเกือบ 2 ชั่วโมง ละครหนึ่งเรื่องออกอากาศไม่ต่ำกว่า 10-12 ตอน) อย่างน้อยเวลาที่สั้นลงของหนัง คนดูอาจจะไม่สะใจพอ ที่เห็นมุนินตบหน้านภนภาแค่ไม่กี่ทีในหนังอย่าง “แรงเงา” ก็เป็นได้
ณ เวลานี้ คนทำหนังไทยยังคงเมียงมองหาลู่ทางใหม่ๆ ในการทำหนังเพื่อให้ได้ ‘เงิน’ มากกว่าจะขยับขยายไปสู่แนวทางใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำซากจำเจ แน่นอนว่าอุตสาหกรรมหนังไทยในปีนี้ มีหนัง ‘ขาดทุน’ มากกว่า ‘ได้ตังค์’ คนทำหนังจึงให้ความสำคัญกับการอยู่รอด มากกว่าทำหนังดีๆ ไอเดียแปลกใหม่แล้วเจ็บตัว กลับไปหลบเลียแผลใจที่บ้านโดยเสียงชื่นชมแซ่ซ้องที่ได้รับอาจไม่ทำให้ท้องอิ่มขึ้นมาได้ หนังในกระแสหลักผ่านสายพานการผลิตในระบบสตูดิโอ จึงยังย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่หนังอิสระ ก็ก้าวออกมาเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้คนดูได้ลิ้มลอง ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะกว่าที่หนังเหล่านี้จะมีพื้นที่ และมองเห็นเส้นทางการเข้าถึงและรู้จักคนดูของพวกเขาอย่างชัดเจน ตลอดจนมีโอกาสเติบโตต่อไป
ส่วนหนังไทยในกระแสหลัก ก็อาจพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำนักว่าอยู่ในภาวะ ถดถอย หรือตกต่ำ แนวคิดนำรายการทีวีลงโรง อาจจะใช้ได้แค่ไม่กี่รายการ และก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไปหรือไม่...คำถามคือ ทำไมผู้ชมต้องตะเกียกตะกายดิ้นรนเดินทางจากบ้านมาโรงหนัง ทั้งๆ ที่นั่งๆ นอนๆ เอกเขนกดูทีวีอยู่ที่บ้านก็ได้ ในเมื่อเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า หาได้แตกต่างกัน
.......................................
(หมายเหตุ จากจอแก้วสู่จอเงิน...ก็เพื่อเงิน : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



