
มองผ่านเลนส์คม : ดูหนังเป็นแพ็ก
ดูหนังเป็นแพ็ก : มองผ่านเลนส์คม โดย... วิทยา ทองอยู่ยง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้คนแวดล้อมรอบข้าง ล้วนพากันทำกิจกรรมที่ผมเรียกว่า ดูหนังเป็นแพ็ก คือหาเวลาไปดูหนัง 3 เรื่องที่เข้าฉายอยู่ในโรงในขณะนี้ และต้องดูให้ครบทั้ง 3 เรื่องโดยเร็ว เพราะเขาจะเริ่มเม้าท์เรื่องเนื้อหากันแล้ว ไปดูซะจะได้มาเม้าท์กันได้ บางคนไปดูไล่เรื่องกันไปแบบ 3 วันติด บางคนเวลาว่างไม่มาก ก็ดู 3 เรื่องต่อกันไปเลยตั้งแต่เช้าถึงเย็น ใครจะดูเรื่องไหนก่อนหลังก็ได้ เพราะเป็นหนัง 3 เรื่องที่เนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกันเลย เรียกว่าคนละแนวกันด้วย และเกือบ 100 % ที่ดูจบครบถ้วนก็ล้วนแล้วแต่ชอบหมดทั้ง 3 เรื่อง อยู่แค่ว่าจะชอบเรื่องไหนมากน้อยกว่ากันเท่านั้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นานๆ เกิดขึ้นสักที
หนัง 3 เรื่องที่ว่าก็คือ Looper , Argo และ The Perks of Being a Wallflower Looper เป็นหนังไซไฟที่ไม่หวือหวาในแง่ภาพ แต่หวือหวาในแง่ไอเดีย เล่าถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่ไกลมากนัก ไม่ไกลเกินเราจะมีชีวิตอยู่ถึง ภาพของอนาคตจึงไม่ได้แปลกตา หรืออลังการงานสร้างนัก เป็นหนังที่ว่าด้วยการเดินทางข้ามเวลาที่แสนคุ้นเคย แต่ไอเดียว่าด้วยตัวเองต้องมาขัดแย้งกับตัวเราเองในอนาคต ต้องปะทะกันทั้งในแง่ความคิด และกำลัง ดูน่าสนใจ คนดูจะสนุกกับการได้คิดตามไปด้วยกับเส้นเวลาที่เริ่มจะมาชุลมุนพัลวันกัน หนังจะล้ำหน้าคนดูไปหนึ่งก้าวเสมอ แต่เมื่อเรารู้สึกว่าหนังมันชักจะนำหน้าเราไปแล้ว หนังก็จะมีช่วงที่คนดูสามารถเดาหนังได้ ทำให้เรารู้สึกดีที่ได้ชนะหนังบ้าง ความรู้สึกเหมือนดู โดเรม่อนผสมกับ In ception เป็นหนังฉลาดๆ ที่ทำให้คนดูไม่รู้สึกแย่เวลาที่ตามไม่ทันหนัง
การแสดงของนักแสดงก็ดี ไล่ตั้งแต่พระเอกทั้ง 2 ช่วงเวลา นางเอก และ ลูกชายของนางเอก และบรรดาผู้ไล่ล่าทั้งหลาย หนังดูสนุก กวน ตื่นเต้นและประเทืองปัญญา บริหารสมองดี รวมๆ แล้วเป็นหนังที่แพรวพราว ครบเครื่องมาก
Argo เป็นหนังตื่นเต้นระทึกขวัญ หักเหลี่ยมเชือดเฉือนคมกัน หนังเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่ไกลมากนัก ไม่ไกลเกินเราจะนึกภาพไม่ออก เป็นช่วงเวลาที่โลกยังเผชิญหน้ากับสงครามเย็น เป็นพล็อตที่ว่าด้วยการเชือดเฉือนทางการเมืองการทูตที่แสนคุ้นตา ...ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นหนังที่ว่าด้วยการช่วยเหลือตัวประกันที่พล็อตไม่น่าเชื่อที่สุดในโลก ถ้าไม่บอกว่าสร้างมาจากเรื่องจริงล่ะก็ มันจะดูโม้มากๆ แต่เพราะคนทำทำมันอย่างเชื่อจริงๆ ผลลัพธ์เลยออกมาโคตรลุ้น โคตรตื่นเต้น ยิ่งช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายนี่ หัวใจเต้นพอๆ กับเสียงดนตรีประกอบ ถือซะว่าได้บริหารหัวใจดี
นอกจากนั้นผมยังชอบที่คนทำเอาหนังสองแบบซึ่งไม่น่าเข้ากันได้มาผสมผสานกันอย่างลงตัว คือระทึกขวัญแบบหนังการเมืองชั้นดีกับหนังตลกร้ายว่าด้วยแวดวงภาพยนตร์
ปิดท้ายที่ The Perks of Being a Wallflower หนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวประจำพ.ศ.นี้ ก็เหมือนที่เคยมีคนบอกไว้ ว่าชีวิตจะพบความเปลี่ยนแปลงทุก 7 ปี
และทุกๆ 7 ปี ก็จะมีหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์แบบนี้เป็นเหมือนตัวแทนของยุคสมัยตัวเอง เหมือนที่เราเคยมี Reality Bites , trainspotting หรือ All About Lily Chou-Chou เป็นของหนุ่มสาวเมื่อ 7 ,14, 21 ปีมาก่อน
The Perks of Being a Wallflower ว่าด้วยมิตรภาพของหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ที่ต่างก็มีบาดแผล และไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ ดูเป็นคนนอกของสังคม ก็เหมือนที่นางเอกบอกในหนังนั่นแหละ “ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนของเล่นชำรุด”
สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ใช่ว่าแล้วพวกเขาจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไง แต่เป็น ขอแค่มีคนเข้าใจธรรมชาติของพวกเขา มากกว่า
เป็นหนังที่ให้ความรู้สึกอุ่นๆ จี๊ดๆ ระหว่างดูเราจะรู้สึกจุก และเจ็บนิดๆ และนึกย้อนไปถึงชีวิตของตัวเอง มันต้องมีสักช่วงเวลานึงในชีวิตที่เรารู้สึกว่าเราก็เป็นของเล่นชำรุดเหมือนกัน
หนังยังมาพร้อม scene เท่ๆ เพลงเพราะๆ และนักแสดงมีเสน่ห์ สมเป็นตัวแทนหนังของหนุ่มสาวยุคนี้แน่นอน ทุกครั้งที่ได้ดูหนังดีๆ ผมจะรู้สึกไฟแรง อยากทำอะไรดีๆให้กับตัวเองและโลก แต่นี่ได้ดูหนังดีๆ ถึง 3 เรื่อง ไม่ต้องพูดถึงว่าไฟจะแรงแค่ไหน ...เกือบไหม้เอานะครับ
.......................................
(หมายเหตุ ดูหนังเป็นแพ็ก : มองผ่านเลนส์คม โดย... วิทยา ทองอยู่ยง)



