
ทีวีสีรุ้ง : เรื่องเดิมๆ
เรื่องเดิมๆ : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์
การคงอยู่ของ “แรงเงา” การจากไปของ “ตะวันทอแสง” และการมาใหม่ของ “ปัญญาชนก้นครัว” ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับอ้อม เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่า เราคงไม่สามารถดูละครเรื่องเดียวกันได้ยาวเป็นปี เก่าไปใหม่มาเลยเป็นเรื่องปกติ
คอละครคงมองเห็นจุดร่วมกันอย่างหนึ่งของทั้งสามเรื่องนี้ นั่นคือทั้งสามต่างเป็นละครรีเมก หรือเรียกว่าเคยผ่านการสร้างมาแล้วเมื่อครั้งอดีต จึงเป็นธรรมดาอีกเช่นกันที่จะมีผลให้คนดูบางคนต้องมาคอยเปรียบเทียบว่า เก่าใหม่ อันไหนดีกว่า ซึ่งอ้อมเคารพความสามารถในจุดนั้นนะ เพราะอ้อมทำไม่ได้ การจะเอาสองเรื่องมาเปรียบเทียบกัน แปลว่าเวลาดูละคร ใจเราจะไม่ได้อยู่กับละครตรงหน้า แต่มันย้อนกลับไปรีรันเหตุการณ์ซ้ำๆ ในอดีต มันเหมือนอ้อมต้องดูละครเรื่องเดียวกันสองหน ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ
และอีกเหตุผลสำคัญสำหรับอ้อมคือ ถึงแม้ละครเรื่องนั้นๆ จะสร้างมาจากบทประพันธ์เดียวกัน แต่ปีที่สร้างมันต่างกัน แน่นอนว่าการตีความในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะบท การกำกับ นักแสดง องค์ประกอบต่างๆ คงต้องเป็นไปตามบริบทของสังคมยุคนั้นๆ ถ้าอ้อมจะเอาละครรีเมคมาเทียบกัน ก็คงต่อเมื่อมันเป็นละครพีเรียดหรือละครย้อนยุค ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นคนทำละครก็ต้องทำการบ้านจากโจทย์เดียวกัน พยายามตีความทุกอย่างจากช่วงเวลาเดียวกัน ทีนี้ละค่อยน่าเปรียบเทียบกันว่า ใครขยันหาข้อมูล หรือทำความเข้าใจกับบทประพันธ์รวมทั้งบริบททางสังคมได้ละเอียดกว่า
อย่างไรก็ดี นอกจากประเด็นเรื่องการรีเมก โดยส่วนตัวอ้อมมองเห็นจุดร่วมกันอีกข้อของละครทั้ง 3 เรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องเดิมๆ ที่มักจะเห็นกันบ่อยๆ นั่นคือความสำคัญของ “ครอบครัว” ค่ะ
“แรงเงา” กับ “ตะวันทอแสง” นั้นมีตัวละครเด่นประเภทจมปลัก รักทุ่มเท แล้วชีวิตก็หักเห เมื่อคนที่ตัวเองรักมัน “ไม่ใช่” มันไม่ใช่แค่ไม่เหมาะกัน แต่มัน “ไม่ใช่คนดี” นี่สิปัญหา เพราะว่าเมื่อวาดฝันจากคารมและการแสดงออกของฝ่ายชาย ก็ทำเอาสาวๆ ถึงกับยอมแลกชีวิตตัวเอง (เป็นที่มาให้นางเอกต้องมาแก้แค้น โดยเอา “ความชอบธรรม”มาอ้าง แต่ขอหน่อยเถอะ อ้อมว่าจริงๆ น่าจะเป็น “ชอบทำ” คือชอบทำให้สะใจตน โดยไม่สนคนอื่นมากกว่า ก็คนตายเขาไม่ได้บอกให้ทำเสียหน่อย)
“มุตตา” ยอมตกที่นั่งเมียน้อยจากคำพูดที่วา “เดี๋ยวผมจะหย่ากับเขา” ส่วน “พิม” จากตะวันทอแสงยอมโดนตัดพ่อตัดลูก เพื่อจะไปอยู่กับผู้ชายที่(คิดไปว่า)รักเธอเหลือเกิน แถมชีวิตของทั้งสองสาวดันคล้ายกันอีกตรงที่พอผิดหวังก็ตั้งใจจะกลับไปพักพิงที่ที่คิดว่าปลอดภัย นั่นคือบ้านของตัวเอง ไปหาพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมา
แต่ว่าเรื่องมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นสิคะในความเป็นปุถุชนพ่อแม่อาจไม่หายโกรธได้ง่ายนัก หรือยิ่งถ้าบังเอิญมีพี่น้องอยู่ให้เปรียบเทียบถึงความไม่ได้ดั่งใจด้วยแล้ว สภาพจิตใจของคนที่บอบช้ำมายิ่งแย่หนัก เพราะคนเรายิ่งอ่อนแอไปเท่าไร ยิ่งหวังให้คนเข้าใจมากเท่านั้น ไม่ใช่ว่าพ่อแม่จะแสดงออกไม่ได้ เสียใจไม่เป็นนะคะ แต่ในกรณีนี้พ่อแม่ทั้งสองบ้านอาจลืมสังเกตสภาพจิตใจลูกตัวเอง ไม่ทันคิดว่าอะไรร้ายๆ จะเกิด หรือเรื่องจะเลยเถิดจนกู่ไม่กลับ
ดูแล้วก็ไม่รู้จะบอกอย่างไรว่าใครถูกใครผิด บอกได้แค่ว่าไม่มีใครได้ดีจากเรื่องแบบนี้เลย ชีวิตต้องมาจมกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว และคงไม่พ้นที่จะโทษตัวเองกันเข้าไปอีก
ส่วน “ปัญญาชนก้นครัว” กับ “แรงเงา” นั้นมีตัวละครเด็กที่มีพฤติกรรมเลียนแบบผู้ใหญ่ การที่เด็กอยากแต่งตัว หรือเล่นแสดงบทบาทไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ แต่เรื่องที่เห็นชัดคือเด็กผู้หญิงทั้งสองเรื่องนี้มีคนในครอบครัวใช้คำไม่สุภาพ ทะเลาะเบาะแว้ง แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด อันนี้ต่างหากที่ละครสะท้อนให้เห็นว่า สถาบันครอบครัวมีผลแค่ไหนต่อพฤติกรรมของเด็กที่พร้อมเปิดรับทุกสิ่งทุกอย่าง เขาถึงว่าสอนด้วยปากอย่างเดียวไม่พอ การทำให้ดูนั้นสำคัญกว่าไงคะ
หวังว่า(ว่าที่)คุณพ่อคุณแม่ที่ดูอยู่อย่ามัวแต่เพลินหัวเราะหรือเอ็นดูการแสดงเพียงอย่างเดียว เตรียมตัวรับมือด้วยว่า ถ้าเด็กสักคนต้องอยู่กับเรา เราจะสอนเขาอย่างไรให้โตมาแล้วเป็นเด็กดีมีความสุข พร้อมเผชิญทุกข์ที่อยู่ข้างหน้าอย่างมีสติ และเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรพวกเขาจะมีพ่อแม่ที่พร้อมเข้าใจ
เป็นเบาะนุ่มๆ ที่คอยรองรับเขาไว้ในทุกสถานการณ์
.......................................
(หมายเหตุ เรื่องเดิมๆ : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์)



