บันเทิง

เล่นหูเล่นตา : หน้าที่ … ที่รัก

เล่นหูเล่นตา : หน้าที่ … ที่รัก

22 ต.ค. 2555

หน้าที่ … ที่รัก : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          23.00 น. ฉันเดินออกจากร้านทำผมเจ้าประจำแถวบ้านออกไปตามซอกซอยมุ่งหน้าสู่ถนนเพื่อกลับคอนโด  สวมเสื้อยืดกางเกงยีนกับรองเท้าแตะเครื่องแบบประจำตัวของฉัน เดินฝ่าความมืดในบางช่วงของซอยเล็กซอยน้อยที่ผู้คนส่วนใหญ่ปิดประตูเหล็กหน้าบ้านนั่งอยู่หน้าทีวี เล่นเน็ต หรือนอนหลับไปแล้วตามวิถีของบ้านตึกแถว ยังพอมีแสงสว่างจากไฟนีออนในร้านขายลาบส้มตำและซุ้มยาดองอยู่ 3-4 เจ้า ที่มีไว้บริการคนหาเช้ากินค่ำละแวกนั้น

          ฉันเดินดมกลิ่นความชื้นในอากาศที่คาบเกี่ยวกันระหว่างหน้าฝนกับหน้าหนาว บางช่วงทั้งมืดและชื้นจนไม่รู้ว่าจะเหงาหรือจะกลัวดี รู้แต่ว่ามันเป็นชีวิตธรรมดาติดดินที่ฉันคุ้นเคยและไม่เคยห่างเหินจากมันแม้อาชีพของฉันอาจต้องปีนป่ายขึ้นที่สูง (บนเวที) เพื่อทำมาหากิน มันอาจเป็นอาชีพหนึ่งที่ใครหลายคนอิจฉาในเรื่องของชื่อเสียงและเงินทอง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันไม่ง่ายอย่างนั้น ถ้านับจากจุดเริ่มต้นของฉันก่อนจะถึงทุกวันนี้...การได้ใช้ชีวิตแบบปกติเดินหน้าซีดเป็นซิ้มอยู่ท่ามกลางผู้คนทั่วไปโดยไม่มีใครสนใจถือเป็นสปาชีวิตของฉัน มันให้ทั้งความผ่อนคลายและการปล่อยวางไม่ยึดติดกับชื่อเสียงเงินทองคำชื่นชมและก่นด่าใดๆ ไม่ต้องขับรถคันใหญ่ๆ แพงๆ มีแค่ตัวเปล่าๆ และหัวใจที่ว่างเปล่า เปิดช่องให้สติเข้ามาสถิตอยู่ยาวนานเท่าระยะทางก่อนถึงคอนโด

          ฉันเดินผ่านร้านสะดวกซื้อ ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นที่วางโต๊ะเก้าอี้อยู่ริมฟุตปาธ มีแค่คนขับแท็กซี่สามล้อจอดลงมาแวะกินเติมกำลังก่อนจะออกไปตระเวนหาลูกค้าตามท้องถนนที่ดูเงียบเหงาในหน้าเทศกาลเจแบบนี้ … ตอนที่ฉันนั่งรออยู่ร้านทำผม แหงนหน้าดูโฆษณาในทีวีมีตายายผมขาวคู่หนึ่ง คุณตาก้มลงผูกเชือกรองเท้าผ้าใบให้คุณยาย คุณยายถามว่า “ชื่ออะไร” คุณตาตอบว่า “คุณจำผมไม่ได้ แต่ผมจำคุณได้” คุณตาบรรยายอุปนิสัยและความชอบไม่ชอบส่วนตัวของคุณยาย ภาพตัดไปที่คุณยายทำอาการต่างๆ ตามที่คุณตาบรรยาย ขณะที่คุณตาก็ปัดกวาด ซักผ้า จัดกับข้าวให้คุณยาย คุณตาพูดอีกว่า “ผมจำคำพูดของผมได้ ว่าผมจะดูแลคุณไปตลอดชีวิต” ตัดภาพทั้งคู่สมัยหนุ่มสาวเต้นรำในวันแต่งงานสลับกับทั้งคู่เต้นรำกันในปัจจุบัน โดยใช้เพลง “เริงลีลาศ” เสียงไวโอลินประกอบตัดภาพกลับมาที่คุณตาผูกเชือกรองเท้าในตอนแรก คุณยายถามว่า “ใครอ่ะ...เดินเล่นเหรอ ไม่เหนื่อยเหรอ ” (อ้อ...คุณยายเป็นอัลไซเมอร์) คุณตายิ้มและส่ายหน้าแทนคำตอบ...ฉันรู้ทันทีว่านี่คือบริษัทประกันชีวิตบริษัทเดียวที่ชอบเอาน้ำตาฉันไปเกือบทุกโฆษณาที่ทำออกมา

          ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับบริษัทเป็นการส่วนตัว แต่ก็ ประทับใจทุกครั้งที่เขาทำโฆษณาได้จับใจเล่นกับอารมณ์ ความอ่อนไหว ความเอาใจใส่ดูแลและความรักของคนได้อย่างลึกซึ้งและไม่ลบเลือนไปได้ง่ายๆ คงไม่ยากที่ความประทับใจจะก่อตัวเป็นความเชื่อถือและไว้วางใจในกลุ่มลูกค้าผู้บริโภคที่นั่งดูอยู่ สำหรับฉันมันน่าประทับใจและน่าเศร้าใจในเวลาเดียวกัน

          ประทับใจที่ความรักที่ยั่งยืนแบบคู่ทุกข์คู่ยากในคนรุ่นเก่ายังคงอยู่ (แต่รุ่นฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันอาจสูญพันธุ์!) คนสมัยก่อนยึดถือคำมั่นสัญญามากกว่าปัจจุบัน คน 2 คนรักกันแต่งงานกันและอยู่ร่วมกันไปจนแก่เฒ่า โรคภัยหรือความเจ็บป่วยใดๆ ไม่ส่งผลต่อความรักอันมั่นคง

          สิ่งที่น่าเศร้าใจคือโรคภัยมันไม่เลือกที่รักมักที่ชัง จะโรคใดๆ ก็น่าใจหายทั้งนั้น แต่การสูญเสียความทรงจำด้วยโรคอัลไซเมอร์นั้นฉันว่ามันเจ็บปวดยิ่งกว่า ยามแก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงออกไปตามหาประสบการณ์และความฝัน จะมีสิ่งใดที่ทำให้ยิ้มได้นอกจากความทรงจำดีๆ ได้หวนระลึกถึงช่วงเวลาที่หวาน ขม สุข ทุกข์ ที่ผ่านมา การจดจำตัวเองไม่ได้ก็น่าเจ็บปวดพอแล้ว แต่การจดจำคนที่รักและดูแลเอาใจใส่เราไม่ได้ มันเป็นความเจ็บปวดรายวันสำหรับคนใกล้ตัว ความรักที่มั่นคงเช่นนี้เป็นรองก็แค่ “รักของพ่อแม่” มันทำให้ฉันไม่เสียใจและตั้งเป้าหมายให้ตัวเองในเรื่องความรักในวัยฉันได้ว่า แม้มันจะมีจริงแต่ไม่ต้องเสียแรงหา เพราะมันไม่เกิดขึ้นจริง...กับฉัน! เอาแค่ว่าวันนี้ถ้าเจอใครสักคนที่คิดไปเองว่าใช่  ผ่านไปสักปีเกิดเป็นโรคบ้าอะไรไม่รู้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จำอะไรไม่ได้ ไอ้คนที่คิดว่าใช่ก็คงไม่อยู่ให้จดจำอีกต่อไป ฉันจึงกลับมายึดถือเพียงแค่รักอันยิ่งใหญ่จาก “ครอบครัว”

          ในตอนเย็นฉันได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนรุ่นน้องที่ไม่เจอกันมานาน ฉันดีใจมากคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันไป เธอชื่อแอนต์อายุ 40 มีแฟนที่คบหากันมา 12 ปี แต่เธอก็ยังไม่ยอมแต่งงานทั้งๆ ที่ผู้ชายและที่บ้านคะยั้นคะยอของเธอทุกปี เธอว่าเธอต้องดูแลครอบครัวเธอ ทั้งพ่อแม่พี่น้องและหลานๆ เธอสัญญากับแม่ว่า “แม่ไม่ต้องห่วงนะ หนูจะไม่ไปไหนเวลาที่แม่แก่เดินไม่ได้ หนูจะอุ้มแม่เอง หนูจะพาแม่ไปหาหมอ จะอาบน้ำป้อนข้าวแม่เอง …” ฉันฟังอยู่จู่ๆ ก็น้ำตาเอ่อ (เธอเป็นวัลลีคนที่ 2 หรือเปล่า?)

          ตอนนี้แม่เธออายุ 77 ปี แก่ลงไปเรื่อยๆ สิ่งที่เธอทำเธอเห็นตัวอย่างจากแม่ที่ดูแลตายายอย่างดี … ทำให้ฉันนึกถึงแม่ตัวเอง แม่เป็นคนต่างจังหวัด ตายายอยู่บ้านนอกเลี้ยงวัวควายทำไร่ไถนามีลูกหลายคน แต่แม่เป็นลูกที่รับผิดชอบครอบครัวทั้งหมด (เอาเงินมาจากเตี่ยฉันอีกที) แม่ส่งเงินให้ตายายและพี่น้องใช้ทุกเดือน ขอเงินจากเตี่ยมาปลูกบ้านซื้อที่นาเพิ่ม แม่จะกลับบ้านนอกปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย ช่วงไหนแม่ทะเลาะกับผัว (เตี่ยฉัน) แม่ก็จะหนีกลับบ้านนอกถี่ขึ้น แม่จะขนทุกสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่แม่จะหาได้ไปให้ตายายกินและใช้  ภาพที่แม่อาบน้ำให้ตายังติดอยู่ในใจฉัน ตอนตาป่วยแม่ก็เช็ดตัวประแป้งป้อนข้าวป้อนน้ำจวบจนวันสุดท้ายของตา ทุกวันนี้แม่จะไปทำบุญใหญ่ให้ตายายที่บ้านนอกปีละครั้ง นอกจากแม่ดีกับพ่อแม่ของตัวเองแล้ว  แม่ยังดีกับพ่อผัวด้วย แม่ดูแลตาอย่างไรก็ดูแลอากงของฉันอย่างนั้น

          ภาพที่ฉันจำได้ก็คือ แม่ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้อากง ทำให้ทุกวันนี้ฉันก็มีหน้าที่ตัดเล็บให้เตี่ย (ไม่รู้แม่คายตะขาบให้ฉันตอนไหนถึงได้ต้องมารับหน้าที่ต่อ) …

          แฟนของเพื่อนรุ่นน้องฉันอยากมีลูก แต่ด้วยความที่เพื่อนฉันมัวห่วงพ่อแม่ก็เลยยังไม่ยอมแต่งจวนเจียนจะไม่ทันมีลูก ช่างเป็นความเสียสละมากมาย แต่เธอก็ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยแต่อย่างใด เธอว่ามันเป็นความสุขของเธอที่ได้ดูแลพ่อแม่ มันจึงเป็นความคล้ายกันโดยบังเอิญ บังเอิญว่าไม่มีใครเอาฉันไปสร้างครอบครัวจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว ก็เลยบังเอิญโสดมาจนถึงทุกวันนี้ มีภาระหน้าที่ที่ภาคภูมิใจว่า คนบางคนเกิดมาเพื่อตัวเองหรือใครสักคนแค่นั้น แต่คนบางคนที่อุทิศชีวิตให้ครอบครัวกลับเกิดมาเพื่อคนมากมายอีกหลายคน ไม่ให้ฉันภูมิใจจะให้เสียใจหรือสงสารตัวเองหรือ? คงไม่ใช่  เพราะหน้าที่ที่ทำอยู่ทุกวันก็เพื่อคนที่ฉันรักทุกคน มันจึงเป็นหน้าที่...ที่รัก และฉันขอสัญญาว่า “ฉันจะดูแลพวกเขาไปตลอดชีวิต”

 ป.ล.เรื่องนี้เขียนขึ้นจากความอินหรือความประทับใจส่วนตัวในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ อย่ามาสงสัย … เดี๋ยวด่า!
.......................................
(หมายเหตุ หน้าที่ … ที่รัก : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)