
Sinisterเหมือนจะหวังได้แต่ก็ผิดหวัง
Sinisterเหมือนจะหวังได้แต่ก็ผิดหวัง : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ระหว่างที่ฮอลลีวู้ดกำลังนั่งดูชัยชนะของการเลือกตั้ง เพราะไม่ว่าจะเป็น “โอบามา” หรือ “รอมนีย์” ทิศทางของอุตสาหกรรมหนังก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย (เหมือนที่ครั้งหนึ่งกับ โรนัลด์ เรแกน และอีกครั้งกับ บิล คลินตัน แม้แต่ โอบามา เมื่อ 4 ปีที่แล้วก็ใช่)นั้น
เทรนด์หรือบรรยากาศอย่างหนึ่งที่ค่อยๆ ไหลบ่ามาตอนนี้ก็คือ พวกซอมบี้ในยุค 70-80’s ซึ่งหลายเรื่องก็โผล่มาในลักษณะของตัวเสริม
แต่สำหรับ Sinister เรื่องนี้ ไมใช่ซอมบี้ และไม่ได้มาในลักษณะการตลาด แต่มันจำเป็นต้องมาใน timing ที่ฮัลโลวีนเดือนตุลาคม(หรืออย่างน้อยปลายเดือนนี้) จำเป็นต้องบีบให้มา พร้อมๆ กับคู่แข่งอย่าง paranormal ภาคต่อ หรือหนังแนวผีๆ สยองขวัญ ที่เป็นเวลาของพวกเขา
ผมยอมรับเมื่อดูจากโปสเตอร์ของหนังแล้ว Sinister มีความน่าสนใจมากกว่า Paranormal (แต่ทั้งสองเรื่องก็ไม่ใช่งานที่จะฝากผีฝากไข้ได้) ยิ่งมีพล็อตหลักเกี่ยวกับ “นักเขียนคนหนึ่ง” ที่ต้องการจะพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหลังจากตกต่ำลงจากอาชีพ ทั้งยังเอาตัวเองเข้าไปอยู่บ้านหลังหนึ่ง ที่เคยผ่านเหตุการณ์ฆาตกรรมหลายๆ ครอบครัว
แค่ฟังพล็อตแบบนี้ ก็ยังคิดว่าบทน่าจะเล่นกับ imagination หรือจินตนาการที่เตลิดไปของนักเขียน (แบบคล้ายๆ Swimming Pool)
นักเขียนในหนังคนนั้นก็คือ เอลลิสัน (อีธาน ฮอว์ค) ซึ่งเคยสร้างชื่อกับ “นิยายฆาตกรรม” และวิธีสร้างแรงบันดาลใจของเขาก็คือ ออกเดินทางไปทั่วประเทศ “เสาะหาเหตุฆาตกรรม” นำมาใช้ในการเขียนหนังสือ หนังเริ่มเรื่องที่การย้ายเข้ามาในบ้านฆาตกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งก็เจอดีจากนายอำเภอว่า บ้านหลังนี้ “อย่าดีกว่า”
ในบ้านหลังนั้น เขาพบ “ฟิลม์บันทึกภาพ” ที่เผยให้เห็นถึงหลักฐานชิ้นสำคัญของการฆาตกรรมในอดีต ทั้งจากสระว่ายน้ำและในห้องนอนแบบวิตถาร แต่แทนที่จะถอยออกมา เอลลิสัน เดินหน้าอย่างสุ่มเสี่ยง และมันก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นกับลูก จนเมียรักต้องอ้อนวอนให้ถอนตัว แต่เขาก็ไม่
ผู้ชายคนหนึ่งที่เคยดังและไม่ดังแล้ว วันหนึ่งเอาครอบครัวไปเสี่ยงกับการสร้างงานส่วนตัว ไม่แน่ว่า หากหนังสือเล่มนั้นเกิดดังเป็น bestseller มันจะคุ้มไหม
สิ่งหนึ่งที่น่าจะนำมาใช้เป็นประโยชน์ทำให้คนดูถูกหลอกไปด้วยได้ก็คือ การที่เขาชอบกินเหล้าระหว่างทำงาน อาการมึนเมา สามารถเป็นความชอบธรรมได้ว่า อะไรก็ตามที่เขาเห็นในบ้าน อาจจะเป็นสิ่งที่เขาคิดไปเอง (เพราะเมามาย) แต่หนังก็ไม่ใช่ประโยชน์จากเรื่องนี้
มุมที่จับได้ก็คือ หนังเรื่องนี้ไม่มีไอเดียที่จะพาหนังไป วิธีการที่ฉาบฉวยมากก็คือ การใช้ sound design มาเล่นหลอกคนดูอยู่เป็นระยะๆ เอาเสียงมาข่ม เอาซาวนด์ในแบบเล่นกับจิตวิทยามาเล่น ก่อนที่ในที่สุด เมื่อหมดเวลาไปเรื่อยๆ คนดูก็ไม่เห็นว่าหนังจะมีอะไร
ผมยังแอบลุ้นว่า ถ้าหนังมันจะห่วย ขอให้ห่วยด้วยการกลับไปคิดแบบเก่า ด้วยการใช้ “ตัวละครตำรวจ” ที่เสนอหน้ามาช่วย และจะหักมุมว่าเป็นคนนี้ ก็จะพอกล้ำกลืนได้บ้าง (แต่มันคงเชยมาก เพราะทำกันไปหลายเรื่องแล้ว) อย่างไรก็ตาม หนังไม่ได้จบมุมนี้ และเลือกจบมุมอื่น
ผมจะไม่เล่าตอนจบ แต่จะบอกว่า มุมที่หนังเลือกจบ ค่อนข้างล่องลอยมาก ไม่มีหลักอะไรที่เชื่อมคนดูกับหนังเลย หรืออย่างน้อยที่สุด ทฤษฏีในทางความเชื่ออะไรก็ตาม ที่หนังหยิบมาเล่าและอ้างนั้น มันไกลตัวไปเกินกว่าที่คนดูจะรู้สึกยอมรับ
Sinister ไม่มีไม้ตายให้ตัวเอง ไม่มีจุดพลิกแรงๆ ที่จะเล่นงานคนดู หนังแบบนี้ไม่ต้องมีอะไรซับซ้อนมาก แต่เมื่อจุดที่พลิก ต้องเอาให้ตาย ดูอย่าง the sixth sense ในปี 1999 พอมาถึงจุดที่เฉลยที ทำเงินไปทั้งโลก หรือ the other ที่นิโคล คิดแมน เล่น พอหนังสารภาพตอนท้าย คนดูบ้าไปเลย
วิธีคิดในการใช้ sound design สร้างบรรยากาศในหนังนั้น มันจะได้ประโยชน์เมื่อหนังมีบทที่แข็งแรงด้วย แต่ถ้าไม่ มันก็จะล้มเหลวแบบ Sinister
มันเหมือน “รถสปอร์ต” ที่มีสีแดงร้อนแรง ดีไซน์สวย พอสตาร์ท เครื่องก็คำราม
แต่พอ “ออกตัว” ก็ดับ และ “สตาร์ทไม่ติด”
Sinister คือ “รถแบบนี้”
.......................................
(หมายเหตุ Sinisterเหมือนจะหวังได้แต่ก็ผิดหวัง : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



