
สายลมเดือนตุลา-กับคีตานุกรมคาราวาน
สายลมเดือนตุลา-กับคีตานุกรมคาราวาน : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... พรเทพ เฮง [email protected]
ผ่านพ้นการรำลึกถึงวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 และ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งถือเป็นวันสำคัญของขบวนการประชาชนในการเรียกร้องประชาธิปไตยในยุคเผด็จการทหารครองอำนาจ
30 กว่าปี ปริ่มๆ จะเข้า 4 ทศวรรษเข้าไปแล้ว สายลมเดือนตุลายังคงพัดพาส่งปลายฝนเพื่อรับต้นหนาวอย่างมั่นคงตามฤดูกาล
ความใฝ่ฝันอันแสนงาม อุดมคติอันแสนหวาน อุดมการณ์ในสายลม ช่างเป็นความขมขื่นของยุคสมัยที่ผ่องถ่ายอารมณ์มาถึงยุคปัจจุบัน ซ้ายขวาหน้าหลังล้วนถูกจองจำในหัวใจ และปอกเปลือกเนื้อในให้เห็นกัน
เวลาเปลี่ยนคนก็ย่อมเปลี่ยน เวลาผ่านคนก็ย่อมแปรผันไปตามสภาพการณ์และเงื่อนไขของพื้นที่และเวลา
หยิบอัลบั้ม ‘คีตานุกรมคาราวาน ตามรอยเกวียน (2517-2525)’ ซึ่งเป็นงานที่นำมารีมาสเตอร์ใหม่เมื่อปีที่แล้ว มาฟังอีกครั้งในเดือนตุลาคม การทำครั้งนี้มีทั้งซีดี และดีวีดี 9 ซึ่งบรรจุบทเพลงไว้ 17 เพลง ส่วนในดีวีดีจะมีภาพเคลื่อนไหวด้วย ถือเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัยผ่านบทเพลงเพื่อชีวิตในยุคแรกเริ่มดั้งเดิมที่หาชมไม่ได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน
ชีวิตของนักดนตรี 4 คน ที่ถูกชะตากรรมของสังคม การเมือง และเศรษฐกิจในยุคปี 2516 ผลักหลังให้ออกมารวมตัวกัน จากวงดนตรีในแบบมือสมัครเล่นที่ค้นหาความหมายของชีวิตและต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม กู่ก้องเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน ในยุคที่โลกยังคุกรุ่นด้วยแรงเร้าของสงครามเย็น ระหว่างโลกฝ่ายเสรีนิยมและทุนนิยมกับฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
วงท.เสน สัญจร ที่ประกอบด้วย หงา-สุรชัย จันทิมาทร กับ แดง-วีระศักดิ์ สุนทรศรี สามารถสมานหลอมรวมจิตวิญญาณและทัศนคติของศิลปะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนเข้ากับวงบังกลาเทศแบนด์ที่มาจากโคราช อืด-ทองกราน ทานา และ หว่อง-มงคล อุทก ประวัติศาสตร์ดนตรีเพื่อชีวิตจึงถูกเขียนขึ้นด้วยมือพวกเขาทั้งสี่ ผ่านเหตุการณ์ก่อนหน้า 14 ตุลาคม 2516 และหลังจาก 14 ตุลาคม 2516 ที่ถูกแรงเหวี่ยงของกงล้อประวัติศาสตร์จากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามได้ถูกประมวลรวมจนเป็นตำนานในทุกวันนี้
แน่นอน ประวัติศาสตร์ไม่ได้เขียนเสร็จแค่วันเดียว สำหรับคาราวาน ประวัติศาสตร์ดนตรีร่วมสมัยของพวกเขา เขียนด้วยเลือดเนื้อ หยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา รวมถึงเสียงเพลงและดนตรีที่บรรเลงเคียงข้างประชาชนในการเดินขบวนและประท้วงอย่างมิเกรงกลัวอำนาจรัฐและกระบอกปืนที่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน
อัลบั้ม‘คีตานุกรมคาราวาน ตามรอยเกวียน (2517-2525)’ ถือเป็นการรวบรวมประวัติศาสตร์ของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ผ่านเรื่องเล่าจากบทเพลงของพวกเขาออกมาอย่างชัดแจ้งตรงไปตรงมาอย่างที่ตะวันตกนิยามศัพท์บทเพลงและดนตรีเหล่านี้ว่า ‘บทเพลงประท้วง’ (Protest Song) ซึ่งคาราวานได้นำขนบของดนตรีโฟล์กอเมริกันมาเป็นรอยทางแล้วคลี่คลายสู่ความเป็นพื้นบ้าน ผสมผสานอิทธิพลดนตรีพื้นบ้านอีสานและกลิ่นอายของรองเง็งจากทางใต้ผ่านการกรีดสายของไวโอลิน
งานในช่วง 9 ปีแรกของคาราวาน ตั้งแต่ปี 2517-2525 คือหลังเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มาสู่ 6 ตุลาคม 2519 ที่ต้องจรลีหนีตายเข้าป่าด้วยเหตุผลอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างซ้ายและขวาที่เข่นฆ่าผู้คนมากมายด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย และมาสิ้นสุดลงหลังออกจากป่าคืนสู่เมือง
ดนตรีและบทเพลงในยุคนี้ของคาราวานแบ่งออกเป็นช่วงสั้นๆ ตามห้วงเวลาและอารมณ์ที่ผูกโยงกับสถานการณ์บ้านเมืองก็ถูกแบ่งออกเป็น 4 ช่วง มีบทเพลงที่ถูกขุดจากรุที่หลงลืมในฐานะเพลงต้องห้าม และบทเพลงที่บันทึกเสียงกันแบบง่ายๆ ดั้งเดิมเท่าที่อุปกรณ์พึงจะเอื้ออำนวย
ที่สำคัญบทเพลงทั้ง 17 เพลง มีบันทึกบทเพลงทำเป็นหนังสือเล่มไม่หนามากนักแนบมาด้วย นี่คือประวัติศาสตร์สำคัญที่มาจากปากคำและเขียนโดยคนสร้างสรรค์งานเพลงเอง จึงถือว่าเป็นประวัติศาสตร์เพลงเพื่อชีวิตปากแรกที่ไม่ต้องผ่านตัวกลางบอกต่อ
ดังบันทึกเพลง ‘คนกับควาย’ ในย่อหน้าสุดท้าย ที่เขียนไว้ว่า
‘ก่อนมีธุรกิจเพลง ‘คนกับควาย’ เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดแบบใต้ดิน ไม่ถูกกฎหมาย มีการคาดคะเนว่า เป็นล้าน จึงถือว่า คนกับควาย เป็นเพลงประวัติศาสตร์ ที่ยังดังก้องในหัวใจนักฟังเพลงเพื่อชีวิต’
คาราวานจึงเปรียบเสมือนวงดนตรีเพื่อชีวิตวงแรกสุดที่ยังคงยืนเด่นโดยท้าทายของแท้ และเป็นของจริงที่อยู่เหนือกาลเวลา ซึ่งไม่ถูกกาลเวลาและมูลค่าทางการตลาดยุคใหม่โบยตีจนแฟนเพลงสูญสิ้นศรัทธา...
.......................................
(หมายเหตุ สายลมเดือนตุลา-กับคีตานุกรมคาราวาน : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... พรเทพ เฮง [email protected])



