บันเทิง

ขาดความขลัง

ขาดความขลัง

17 ต.ค. 2555

ขาดความขลัง : คอลัมน์ มายาวิชั่น โดย... เทพิตา

          เอ่ยชื่อเวทีประกวดร้องเพลงที่เป็นตำนาน ต้องยกให้เวทีนี้ การประกวดร้องเพลงชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ เคพีเอ็น อวอร์ด แต่กว่าจะเป็นชื่อนี้ ก็มีมาหลายชื่อตั้งแต่ สยามกลการ ตามด้วย นิสสัน อวอร์ด, ซูบารุ อวอร์ด ก่อนลงตัวที่ เคพีเอ็น อวอร์ด เช่นวันนี้
 
          20 กว่าปีของเวทีนี้เปี่ยมด้วยคุณภาพนักร้องผู้เข้าประกวดแบบคับแก้วเรื่องเสียงทรงพลัง โดยไม่คำนึงถึงเรื่องรูปลักษณ์หน้าตาหรือสิ่งอื่นใด ขอให้เสียงดี ก็มีสิทธิ์ขึ้นเวทีอันทรงเกียรตินี้ และเวทีนี้ก็สร้างนักร้องคุณภาพที่อยู่คู่วงการมากมาย แม้อาจไม่ใช่ผู้ชนะในที่สุด อาทิ “เบิร์ด”ธงไชย, ทาทา ยัง, รัดเกล้า อมระดิษ, นันทนา บุญหลง, เจเนต เขียว, นนทิยา จิวบางป่า, ปนัดดา เรืองวุฒิ, “กบ” เสาวนิตย์, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, “ฟอร์ด”สบชัย, “อู๋” ธรรณธรณ์, “แนน” วาทิยา, เจิน เจิน บุญสูงเนิน, “ตั๊ก” ศิริพร ฯลฯ
 
          แต่ถึงตอนนี้อาจกล่าวว่าเวทีนี้เป็นเวทีคุณภาพล้วนๆ ไม่ได้เต็มปากนัก หลังเปลี่ยนผู้ควบคุมการผลิตจากแม่ คุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช เป็นลูกชาย กรณ์ ณรงค์เดช เมื่อนโยบายการผลิตเปลี่ยนแปลงไป
 
          คุณกรณ์ เริ่มดูแลเวทีประกวดร้องเพลงนี้อย่างเต็มที่ในเคพีเอ็น อวอร์ด 2010 ซึ่งค่อนข้างฮือฮา เมื่อปรับโฉมให้รายการดูทันสมัยขึ้น และเน้นดูองค์ประกอบด้านหน้าตาประกอบเสียงร้องของผู้เข้าประกวด ซึ่งมีเสียงวิจารณ์ว่าขาดความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไป แต่โชคดีที่ปีนั้นผู้ชนะเลิศคือ “เพียว” เอกพันธ์ วรรณสุทธิ  <http://hilight.kapook.com/view/46111>ที่ไม่ได้ขายหน้าตา แต่เสียงร้องทรงพลังก็มัดใจคนดูและกรรมการจนเป็นผู้ชนะ จึงไม่โดนวิจารณ์มาก
 
          แต่หลังจากนั้นปีเดียว ความชัดเจนในการปรับโฉมเคพีเอ็นก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้ายจะเด่นเรื่องหน้าตาและรูปลักษณ์ ซึ่งนำหน้าเสียงร้อง ยิ่งผู้คว้าแชมป์คือ “บี้” ธรรศภาคย์ ชี ที่เด่นด้วยหน้าตาและลีลาแต่คุณภาพเสียงยังไม่ถึงขั้นได้แชมป์จากเวทีนี้หากเทียบกับนักร้องรุ่นพี่ที่ชนะจากเวทีเดียวกัน รวมถึงปีก่อนที่ผู้ชนะคือ “โฟนลิ้งค์”วทัญญู ที่เดินตามรอยหนุ่มบี้มาชัดๆ เรื่องหน้าตาที่นำหน้า แต่เสียงร้องยังเป็นรอง ไม่แปลกที่รายการจะโดนโจมตีหนักจากแฟนประจำของเวทีนี้
 
          การพลิกโฉมเวทีเคพีเอ็นของกรณ์อาจเพราะต้องการสู้กับเวที เดอะ สตาร์ และเอเอฟ ที่เป็นกระแสชื่นชอบของคนดู ซึ่งน่าเสียดาย เพราะ เดอะ สตาร์ และเอเอฟ ติดลมบนไปก่อนหน้า และมีสไตล์ของตัวเอง แต่เคพีเอ็นกลับทิ้งเสน่ห์ของตัวเองที่เป็นรากเหง้าของการค้นหานักร้องจากเสียงล้วนๆ ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเสียใจหรือเปล่า เพราะรายการอย่าง เดอะ วอยซ์ ที่คนพูดถึงทั่วบ้านทั่วเมือง มีแนวความคิดคล้ายๆ การประกวดเวทีนี้ในยุคบุกเบิกคือ เน้นเสียงร้องเพียงอย่างเดียว แต่ตัวเองกลับเมินของดีของตัวที่มีอยู่
 
          นอกจากนั้นกรณ์ยังหยิบการตลาดมาใส่ในเวทีเคพีเอ็นอย่างเห็นได้ชัด เพราะจากการตัดสินหาผู้ชนะ ถ้าเป็นสมัยก่อนเน้นคะแนนจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอย่างเดียว แต่ตอนนี้เพิ่มคะแนนโหวตจากเอสเอ็มเอสด้วย ซึ่งนี่เป็นการอิงรายการประกวดร้องเพลงในท้องตลาดที่มีอยู่เกลื่อน
 
          ล่าสุด เคพีเอ็น ครั้งที่ 22 ที่ออกอากาศทุกวันเสาร์ ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี ปีนี้มากับคอนเซ็ปต์ แบทเทิล แบ่งเป็น 2 ทีม ทีมหนึ่ง เสียงดี อีกทีมเด่นด้านลีลาและรูปลักษณ์ คอนเซ็ปต์ก็เก๋ดี แต่การเลือกผู้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายกลับไม่ทำให้คนดูอยากลุ้นเท่าที่ควร อย่างน้อยมี 6 ใน 10 ที่แฟนรายการแนวนี้คุ้นหน้าเพราะเคยไม่ผ่านการคัดเลือกจากเวทีเดอะ สตาร์ และเอเอฟ ปีก่อนๆ ทั้ง "กู๊ด" ชยพล, "อดัม" ปิยะบุต, "โอห์ม" ธันยวุฒิ, “เฟื้อง”รักชน, “เต้”ธีระ และ “โอ๊ต”ธนปกรณ์ มองแง่ดีว่าเป็นการให้โอกาสคนมีแววแม้เคยตกรอบเวทีอื่น แต่ถามถึงความสดใหม่สำหรับแฟนรายการประกวดร้องเพลงถือว่าไม่ ที่จะทำให้ตามลุ้นตามเชียร์เท่าที่ควรจะเป็น
 
          สุดท้ายต้องตามลุ้นเมื่อวันชิงชนะเลิศมาถึงว่าสุดท้าย คนสียงดีจริง กับ คนขายหน้าตาและลีลา ใครจะเป็นแชมป์เวทีนี้ แต่อยากทิ้งท้ายไว้อย่างว่า การเปลี่ยนแปลงย่อมมีเสมอ โดยเฉพาะในยุคที่โลกหมุนเร็วและพัฒนาก้าวหน้าไปมาก แต่ต้องยอมรับว่าบางครั้งการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ได้ดีเสมอไป หากการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ทัดเทียมของเก่าอันทรงคุณค่า เป็นที่มาให้ขาดความขลังอย่างที่เห็นอยู่
.......................................
(หมายเหตุ ขาดความขลัง : คอลัมน์ มายาวิชั่น โดย... เทพิตา)