บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม : คิดก่อนพูด

มองผ่านเลนส์คม : คิดก่อนพูด

16 ต.ค. 2555

คิดก่อนพูด : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... จ๋า ยศสินี ณ นคร

          การนั่งอ่านคอมเม้นต์ต่างๆ ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กมากๆ นี่ก็ทำให้จิตตกได้ง่ายๆ เหมือนกันนะคะ

          สมัยก่อนตอนหญิงยศยังเป็นเด็กน้อยอยู่ จำได้ว่าจะพูดจะจาอะไรแต่ละทีต้องคิดแล้วคิดอีก ว่าไอ้สิ่งที่จะพูดออกไปนั้นมันดีหรือไม่ดี เพราะถ้าเผลอพูดอะไรที่ไม่ดี ไม่เพราะออกไปนั้น จะโดนคุณแม่ดุหรือหยิกซะเนื้อเขียว

          พอโตขึ้นมาหน่อย ก็ยังคงต้องคิดเพราะคุณครูที่โรงเรียนอาจจะปรากฏกายขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ โดยเฉพาะเวลาที่เราทำผิดหรือพูดจาไม่ดีกับเพื่อนๆ เมื่อเรียนจบมาทำงานก็ยิ่งต้องระวัง เพราะคำพูดของเรานั้นอาจมีผลกระทบกับชีวิตใครหลายคน คนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน ผู้ร่วมงานหรือแม้กระทั่งคู้ค้า คู่แข่ง เราไม่ควรจะไปพูดถึงพวกเขาในทางเสียๆ หายๆ

          คำว่า ไม่รัก ไม่ชอบ ไม่ใช่ ไม่สวย ไม่ดี ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องพูดออกมาให้มันกระทบกระเทือนจิตใจคนอื่นเขา แม้ในใจเราจะไม่ชอบ ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรเก็บงำไว้ให้มิดชิด ไม่ชอบก็ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่จำเป็นต้องไปยืนบอกเขาฉอดๆ ว่าเขาไม่ดีอย่างงั้นอย่างงี้ ทำอะไรไม่ถูกใจเราอย่างงั้นอย่างโง้น เพราะคำพูดเหล่านี้นอกจากจะทำร้ายจิตใจคนที่ฟังแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ภาพพจน์ของคนที่พูดดูดีขึ้นสักเท่าไหร่ เรียกว่าส่วนใหญ่แล้วมีแต่เสียกับเสีย อย่างหนึ่งที่เรียกว่าโดนสอนมาอย่างฝังหัวก็คือ "เราต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเราเอง"
 
          พูดออกไปลอยๆ เป็นลมปากจับต้องไม่ได้มันยังหาทางย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ ไอ้เรื่องที่ต้องถึงกับมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรยิ่งไม่ต้องพูดถึง

          แต่ไหนแต่ไรมา หญิงยศได้ยินคุณแม่อบรมนักแสดงมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ว่าเมื่อโดนสัมภาษณ์โดยสื่อมวลชนแล้ว ให้ตั้งสติดีๆ ก่อนจะพูดตอบอะไรออกไป อารมณ์ส่วนตัวให้เก็บไว้ใช้ที่บ้านไม่ต้องมาออกอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศโชว์พาวออกสื่อ เพราะคำพูดเรานั้นได้รับการบันทึกและเผยแพร่ สมัยก่อนยังไม่มีอินเตอร์เน็ตก็พอทำใจว่า วันนี้หนังสือพิมพ์พรุ่งนี้ถุงกล้วยแขก แต่สมัยนี้ที่การเก็บบันทึกคำพูดมันก้าวล้ำนำสมัยไปไกลขนาดกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว คำพูดใดๆ ที่เราเคยพูดมามันสามารถลอยมาอยู่ข้างหน้าได้ทันที บอกได้เลยว่าก่อนจะพูดอะไรออกไปให้คิดแล้วคิดอีก ทวนคำถามไว้ให้เหมือนนางงามบนเวทีประกวดเพื่อถ่วงเวลาให้ได้คิดเพิ่มอีกสักสองสามตลบ และที่สำคัญที่ย้ำแล้วย้ำอีกก็คือ จะสัมภาษณ์อะไรก็ตาม อย่าพาดพิงถึงบุคคลอื่น เด็ดขาด!! ขีดเส้นใต้หนาๆ สองเส้น!!

          ยิ่งด่าว่าคนอื่น ยิ่งทำให้เราดูแย่ยิ่งกว่าคนที่เราด่าอยู่นั้นเสียอีก
 
          แต่ในโลกไซเบอร์ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่ามารยาทขั้นพื้นฐานอันนี้จะโดนมองข้ามไป ไม่ใช่แค่มองข้ามไป เรียกว่าโดนเหยียบย่ำจนแหลกเหลวไร้ชิ้นดีเลยจะตรงกว่า ลองนั่งอ่านบรรดาคอมเม้นต์ต่างๆ ไม่ว่าจะในกระทู้ ในอินสตาแกรม ในทวิตเตอร์หรืออะไรก็ตาม เราจะเห็นความเห็นในด้านลบมาจนถึงหยาบคาบร่อนอยู่ทั่วไปหมด "แหวะ หน้ายังงี้เหรอเรียกว่าสวย ไม่เห็นจะสวยเลย ทุเรศ" หรือ "หนูชอบพี่นะคะ แต่หนูไม่เห็นชอบพี่ที่เป็นแฟนกับพี่ด. เลย ชื่ออะไรจำไม่ได้ อุบาทว์" หรือ "ไม่อยากจะด่า แต่ขอหน่อยเหอะ อีเตี้ย อีอ้วน สวยสู้พี่น. ก็ไม่ได้" หรือแม้กระทั่ง "ไปตายซะเหอะ"
 
          เออ... มันอะไรกันนักหนา โกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน ด่ากันเหมือนชาติที่แล้วเคยรบราฆ่าฟันเผาบ้านเผาเมืองกันมา แล้วคงเผาเลยไปถึงจิตสำนึกและต่อมมารยาทไปด้วย มันถึงต้องจิกด่ากันขนาดนี้ สิ่งที่ทำให้หญิงยศจิตตกที่สุดก็คือสามัญสำนึกของคนที่เห็นผิดเป็นชอบ คิดว่านี่ดีนี่เก๋ บาปก็มองไม่เห็น พอตักเตือนก็ยิ่งโมโหโกรธเพิ่มไปอีก ใจมันโดนอะไรเกาะพอกพูนไว้ไม่รู้ คนพวกนี้เสพติดความสะใจ ไม่รู้ว่าจะแก้ไขได้หรือเปล่า แต่สำหรับคนที่ยังพอจะสำนึกผิด เห็นชอบได้ ฝากไว้สั้นๆ นะคะว่า "จงคิดในสิ่งที่จะพูด แต่ไม่ต้องพูดในสิ่งที่คิดทุกอย่างก็ได้นะ"

          บางทีมันเยอะไป... ไม่น่ารักค่ะ
.......................................
(หมายเหตุ คิดก่อนพูด : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... จ๋า ยศสินี ณ นคร)