บันเทิง

Looperพอดูได้...หนีรถติด

Looperพอดูได้...หนีรถติด

12 ต.ค. 2555

Looperพอดูได้...หนีรถติด : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

          แม้จะไม่เชื่อเรื่อง ”คะแนนน้องดาว” หลายๆ ดวงที่สื่อหลายค่ายพากัน “ประเคน” ให้กับหนังบางเรื่อง (รวมทั้งเรื่องนี้) แต่ก็ยอมรับว่า โดยน้ำหนักของนักวิจารณ์นั้น Looper อยู่ในระดับที่ดูได้ ไม่ถึงกับต้องลังเลว่าจะเสียเวลาไปฟรีๆ หรือเปล่า

          แต่หลังจากดูจบ ผมก็ยืนยันเหมือนเดิมว่า Looper ไม่สามารถเรียกตัวเองว่า “หนังดี” เพราะร่องรอยและหลุมบ่อก็มีให้เห็นอยู่ระหว่างการเล่าเรื่อง ฉะนั้น ดาวหลายดวงที่สื่อต่างชาติแปะไว้ให้นั้น บางทีมันก็ไม่ต่างอะไรจากธุรกิจ two thumbs up ตามโปสเตอร์หนัง ที่เชยและล้าสมัยไปแล้ว

          หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ดาวจะกี่ดวงนั้น การพิสูจน์จริงๆ ก็คือต้องได้ดู ถึงจะบอกได้ (เนื่องจากในต่างประเทศนั้น นักวิจารณ์หรือสื่อมวลชนก็ให้ดาวแบบโง่ๆ ก็มี)

          ข้อเด่นประการหนึ่งที่หนังน่าจะได้รับคำชมก็คือ การหาสไตล์ภาพแบบหนึ่งใส่เข้าไปในหนัง นั่นทำให้งานชิ้นนี้มีลักษณะของแฟชั่นอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นดนตรี เสื้อผ้าและความสดชื่น กระฉับกระเฉงจากการเล่าเรื่อง

          พล็อตหนังเล่าเรื่องของ โจ(โจเวฟ กอร์ดอน-เลวิตต์) นักฆ่าหรือลูปเปอร์ ที่มีหน้าที่สังหารเหยื่อที่องค์กรตัวเองหามาให้ เหยื่อเหล่านั้นมาจากไหน ? ในปี 2074 นั้น “การเดินทางข้ามเวลา” นั้น แม้จะทำได้แต่ก็เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ทว่า องค์กรของลูปเปอร์ ก็จะไปในอนาคตและมองว่า ใครก็ตามที่ขัดขวางผลประโยชน์ในวันหน้าของพวกเขา ก็จะจับส่งตัวมาให้ยิงทิ้ง

          ทุกคนนั้นอยู่ในปี 2044 การแอบไปอยู่ในปี 2074 จึงเป็นอีก 30 ปีข้างหน้า ทำให้เห็นอะไรว่าใครจะเป็นยังไง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราไปอยู่อีก 30 ปีข้างหน้า เราก็รู้ว่า “นายกปู” ในตอนนั้น พูดภาษาอังกฤษดีขึ้นหรือยัง หรือคุณเฉลิมกับคุณชูวิทย์ จะกอดคอกินเหล้าดูบอลพรีเมียร์คืนวันเสาร์ไหม

          แต่ถ้าคุณชูวิทย์ไปรู้เรื่องบ่อนพนันมาอีกในอีก 30 ปีข้างหน้า เขาอาจจะส่งลูกน้องมาบอกรายการของคุณสรยุทธ ให้เอากล้องไปในอนาคตเพื่อทำงานพอยท์จริงๆ ของหนังมันก็มีแค่นี้ คือคนกลุ่มหนึ่งคอยฆ่า ยิงทิ้งเหยื่อ ที่ถูกส่งมาจากอนาคตข้างหน้า แต่แล้ววันหนึ่งก็ฮาไม่ออก เพราะว่าคนที่ส่งมานั้น ดันกลายเป็น “ตัวพวกเขาเอง” ในอีก 30 ปีข้างหน้า ถ้ายิงทิ้ง นั่นก็คือ ยิงตัวเอง และถ้าไม่ทำแบบนี้ หนทางเดียวคือ “หนี”

          และเมื่อฝ่ายหนึ่งหนี อีกฝ่ายก็ต้องไล่ล่า

          เหมือนดูหนังชุด the bourne legacy ผสมคนเหล็กภาค 2 ที่มีการส่งมือสังหารมาจัดการกับผู้หญิง และก็เปิดโอกาสให้ตัวเอกได้ห้ำหั่น looper จึงไม่ได้สดใหม่ในแง่ของเนื้อหา เพราะว่าเรื่องที่เล่นกับการกำหนดเงื่อนไขเวลาแบบนี้ ถูกผลิตออกมาปีละหลายเรื่องจาก “โรงงานฮอลลีวู้ด”

          อยู่ที่ว่าจะเล่าจากทางไหน แต่แก่นหลักคือ เล่นกับการไล่ล่าและแก้อุปสรรคไปทีละด่าน

          ถ้าดูหนังแนวนี้มาประมาณหนึ่ง ก็จะเดาได้เหมือนที่ผมบอกเพื่อนว่า แม่ของลูกที่อยู่ในไร่อ้อยชนบทนั้น เดี๋ยวจะเป็นแฟนกับ โจ เพราะว่าวัยใกล้กัน แล้วดันสวยแบบดิบๆ (ฮา)

          เมื่อไม่มีอะไรประทับใจกับเรื่องราวหรือการแสดง จึงกลับมาทบทวนว่าแล้วอะไรที่ทำให้ looper มีบางอย่างพาคนดูไปตลอดทั้ง
เรื่องได้ในระดับหนึ่ง ผมรู้สึกว่าสิ่งนั้นก็คือ สไตล์การเล่าเรื่องที่ดูทันสมัย ฉับไวและสดชื่น มันทำให้เนื้อหาที่ไม่ใหม่ ดูมีอะไรขึ้นมา แถมแทรกด้วยอารมณ์ขันระหว่างตัวตนของโจ ปี 2044 คุยกับตัวเองในปี 2074 เลยทำให้ขำๆ กับชะตากรรมของเขาอยู่เรื่อยๆ

          เรื่องสอนใจที่ได้จากหนังเรื่องนี้ก็คือ ถ้าในอนาคต มนุษย์สามารถ “เดินทางข้ามเวลา” ไปก่อนได้จริงนั้น และมันจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็ตอบได้ว่ารับรอง chip hai แน่นอนพะยะค่ะ

          เพราะถึงมันจะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย คนก็คงไม่สนใจอะไรอีก คงพากันเดินทางไปอนาคตกันทุกๆ ศุกร์เสาร์อาทิตย์ ไปดูที่ดินตรงไหนขึ้น ไปดูการเงินอะไรที่ควรจะช้อน ไปดูค่าเงินที่น่าซื้อเก็บไว้ หรือที่อาจจะฮิตมากๆ ก็คือ ไปดูคู่ชีวิต ไปดูหน้าผัวตัวเองเมียตัวเอง และอาชีพพวกหมอดูฟันธง คงตกงาน

         ถ้าเราจะสามารถเดินทางได้จริงๆ คือปี 2012 เดินทางไปปี 2052 หรืออีก 30 ปีข้างหน้า เท่ากับในหนัง

          ผมอยากรู้ว่า อดีตนายกฯ ทักษิณจะกลับมาไทยหรือยัง ?

          อยากรู้ว่า รัฐบาลกับกทม. จะเลิกทะเลาะกันหรือยัง

          แล้วปี 2052 นั้น คุณชูวิทย์กับน้าเหลิม กอดคอกินเหล้ากันป่าว
.......................................
(หมายเหตุ Looperพอดูได้...หนีรถติด : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)