บันเทิง

เล่นหูเล่นตา : โค้ช (IV)

เล่นหูเล่นตา : โค้ช (IV)

08 ต.ค. 2555

โค้ช (IV) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          “คนดัง… ถูกหล่อเลี้ยงด้วยความชื่นชมและความชิงชัง” รู้อย่างนั้นแล้วใครต่อใครก็ยังอยากจะ “ดัง” บนเส้นทางแห่งเสียงที่ฉันล้มลุกคลุกคลานมาถึงตรงนี้ ฉันได้เรียนรู้ว่า “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” ต่อให้เบื่อก็ต้องทนกันไป ! หนทางของการเข้าสู่สารบบของความดังนั้นไม่ยากเท่ากับการรับมือกับอารมณ์ของผู้ชมที่ต่างกันไป ความนิยมที่ว่าด้วยความชอบหรือไม่ชอบนั้น ไม่ได้ว่ากันด้วยเหตุผล จะว่าไปแล้ว “ความนิยม” คือหนึ่งในนิยามของ “ความลำเอียง” มันไม่ได้ตั้งอยู่บนมาตรฐานหรือบรรทัดฐานใดๆ จึงไม่มีสิ่งใดผิดหรือถูกอย่างแท้จริง ชอบก็เชียร์ เกลียดก็เชิดใส่ ไม่หนำใจก็โจมตี ผลักให้ล้มคงไม่สะใจเท่าฝังให้ตายทั้งเป็นจมไปกับความเกลียดชังที่ถาโถมและทับถมจากใครหลายคนที่ไม่เคยคุยกันสักคำ ไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ… มันน่ากลัวใช่ไหมไอ้ความดังเนี่ย ขณะเดียวกันมันก็น่าหลงใหลเกินห้ามใจจนใครๆ ก็อยากสัมผัสกับมัน… สักครั้งในชีวิต
 
          ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองได้เคยสัมผัสกับคำว่า “ดัง” จริงๆ รึเปล่า? แต่ที่แน่ๆ ฉันเคยลิ้มรสและรับรู้กระแสของ “ความชิงชัง” จากผู้คนที่ไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของฉัน การถูกตัดสินจากภาพภายนอกและสถานการณ์แวดล้อมนั้นมันเหมือนโดนคนขว้างก้อนหินใส่จากด้านหลังครั้งแล้วครั้งเล่า จะไปทำอะไรได้นอกจาก “ทำใจ”

          เจ็บแต่ไม่ตาย เสียใจแต่ไม่สำนึก
          ฟายจริงๆ ใช่ไหมฉันเนี่ย?

          การนั่งอยู่บนเก้าอี้สีแดงในฐานะ “โค้ช” คือการนั่งนิ่งๆ ให้คนขว้างก้อนหินใส่ได้ทุกด้านหากเกิดอาการขัดใจโดยที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ ตราบเท่าที่การตัดสินใจของฉันส่งผลต่ออนาคตและความหวังของผู้เข้าแข่งขัน ผู้ที่กำลังจะมีกองเชียร์คอยชื่นชมจากการปรากฏตัวบนหน้าจอทีวีในเวลาไม่ถึง 10 นาที จากนั้นผู้เข้าแข่งขันเหล่านี้จะได้รับการชื่นชม ปกป้อง ยกย่อง และสรรเสริญ (เข้าแพทเทิร์นแฟนคลับ) จากกลุ่มคนที่มีรสนิยมเดียวกัน ถ้าความนิยมคือพลังแห่งการรวมกลุ่มของคนที่ชื่นชอบสิ่งเดียวกัน… นั่นไง! ความลำเอียงกำลังก่อตัวกันเป็นรูปร่าง “ขนาด” ของมันไม่น่ากลัวเท่ากับ “พลัง” ของมัน ! จากคนไร้ตัวตนอาจลอยไปแตะคำว่า “เทพ” ได้อย่างฉาบฉวยและเฉียบพลัน! จากคำยอสั้นๆ และนั่นจะพาเราเข้าสู่โลกแห่งการสมมุติอย่างเต็มตัว… มันน่ากลัวก็ตรงนี้แหละ!

          คำยกย่องที่ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงหรือการรู้จริง มันก็คล้ายกับการช่วยกันเทน้ำลายใส่อ่างแล้วตีให้แตกฟอง จากนั้นก็ยัดไอ้คนที่ได้รับการยกย่องเข้าไปอยู่ในนั้น ผลก็คือ เมาน้ำลายกันหมด! จมอยู่กับความเพ้อฝันมากกว่าความจริง ฉันเชื่อว่าศิลปินคือผู้รับใช้ ผู้ที่ให้ความสุขแก่คนทั่วไป ผลงานของศิลปินอาจขึ้นหิ้งเหนือกาลเวลาควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ แต่ตัวศิลปินเองนั้นก็แค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ใช่เทพ และมิอาจสำคัญได้หากประชาชนไม่ให้ความสำคัญ… ฉันดีใจที่รายการเดอะวอยซ์จะได้สร้าง “เสียงจริง ตัวจริง” คนธรรมดาๆ ที่จะให้ความสุขทางเสียงกับผู้ชมผู้ฟัง มิใช่เทพที่มิอาจจับต้องได้อย่างที่ใครๆ เข้าใจกันไป และเทพก็มิได้เป็นกันได้ภายในเวลาไม่กี่ปี หรือแค่คำพูดไม่กี่คำของใคร… ใช่ไหม?
 
          จากการผ่านประสบการณ์การเป็นนักร้องกลางคืนที่วิ่งร้องตามผับ ตามบาร์ ตามโรงแรม และที่อโคจรอีกมากมายหลายร้อยที่ในระยะเวลากว่า 20 ปี (ก่อนจะเป็นที่รู้จัก) ฉันได้เห็นนักร้องที่มีความสามารถมากมายอย่างที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็น เมื่อเห็นตั้งแต่ปลูกจนเก็บผลจะมีเหตุผลใดทำให้ฉันแปลกใจได้ ฉันจึงไม่ตื่นตะลึงกับความสามารถที่ผ่านเสียงในเวลาที่เก้าอี้สีแดงของฉันหันหลังให้คนเหล่านั้นเท่าใดนัก (ยกเว้นภาพกับเสียงที่ขัดกันสุดขั้ว) ฉันยังหาคนที่มีทุกอย่างครบในคนเดียวแบบที่ฉันฝันไว้ว่าอยากจะเจอไม่ได้ แม้แต่ในลูกทีมทั้ง 12 คนของฉันต่างก็มีสิ่งที่ฉันชอบคนละอย่าง 2 อย่าง ว่ากันว่าคนเราจะแสดงศักยภาพและความพิเศษในตัวออกมาในเวลาที่ถูกกดดันสุดๆ นั่นคือช่วงเวลาแห่ง “การอยู่รอด” การที่ต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงในเดอะวอยซ์ไทยแลนด์ก็เช่นกัน รอบปิดตาคัดตัว (Blind Audition) ต่างคนต่างร้องในแบบของตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง เราจึงมองไม่เห็นอาการ “หนีตาย” จนกว่าจะถึงรอบแบทเทิล (Battle Round)  

          ในความเป็นนักร้องฉันชอบช่วงเวลานี้ที่สุด เมื่อ “ตัวจริง” ปะทะ “ตัวจริง” เราจะได้เห็น “ความจริง” … ในโลกที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ ไม่มีที่ว่างสำหรับคนอ่อนแอ ไม่ใช่เวลาที่จะถ้อยทีถ้อยอาศัย ใครจะว่าฉันโหดก็เอาเถอะ นี่แค่จุดเริ่มต้น บทเรียนแรกของการเป็นนักร้องตัวจริง คือ “สู้เพื่อตัวเอง” ภายใต้เงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ 2 คนชนกันเพลงเดียว ใครจะอยู่ใครจะไป อย่ามาทำอ่อนข้อหรืองอแง ทุกอย่างย่อมมีกฎของมัน แม้แต่ธรรมชาติจะอยู่บนโลกก็ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ ไม่ใช่ให้ธรรมชาติมาปรับตัวให้เข้ากับมนุษย์เสียเมื่อไหร่! แต่ในความเป็นโค้ช ฉันรู้สึกเสียใจที่จะต้องเสียลูกทีมไปและรู้สึกผิดที่ทำให้ความฝันของใครบางคนสะดุดลงจากการตัดสินใจของฉัน … ตั้งแต่รอบไบลด์ออดิชั่นไปจนถึงรอบแบทเทิล ฉันกับโค้ชก้อง โจอี้ และแสตมป์ ยังคงใช้สัญชาตญาณล้วนๆ ในการคัดเฟ้นลูกทีมได้อย่างเต็มที่เพราะรอบไบลด์ออดิชั่นถ่ายเสร็จไปตั้งแต่ 30-31 กรกฎาคม และ 1-2 สิงหาคม 2555 (4 วันรวด) ก่อนจะเอาไปตัดต่อออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 9 กันยายน เป็นเทปแรก พอวันที่ 10 และ 11 กันยายน โค้ชทั้ง 4 กับลูกทีมก็ไปถ่ายรอบแบทเทิล 2 วันติดกัน ดีที่ทางทรู มิวสิก พี่โอ๋ (อาจกิจ สุนทรวัฒน์) พ่องาน กับ โอ๋ (พัฒนี จรียะธนา) และทีมงานโต๊ะกลมถ่ายทำรอบแบทเทิลเสร็จก่อนที่จะมีกระแสใดๆ เกิดขึ้น ทุกอย่างได้ถูกคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วว่าใน 2 รอบแรก (ไบลด์ออดิชั่นและแบทเทิล) จะต้องไม่เกิดการแทรกแซงโดยกระแสจากคนดูทางบ้านเป็นอันขาด

          นี่คือการแก้จุดอ่อนของรายการแข่งร้องเพลงที่เหตุใดคนเก่งจริงจึงร่วงตั้งแต่รอบแรก เพราะคนดูที่โหวตคุมเกมอยู่น่ะสิ และมุมมองของโค้ชทั้ง 4 คัดเฟ้นตัวจริงยิ่งกว่าอย่างไม่ลำเอียงไปตามกระแส เพื่อให้เหลือทีมละ 6 คน นั่นแปลว่าเรารู้ผล 6 คนตั้งแต่เทปที่ 2 ยังไม่ออกอากาศเลย… ตรงนี้แหละความชิงชังกำลังจะเกิดขึ้นกับโค้ช 4 คน พวกเราเตรียมใจก่อนจะรับปากมานั่งเก้าอี้สีแดงกันแล้ว
  
          เมื่อความเห็นไม่ตรงกันความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้นคงจะมีคนไม่น้อยที่เชียร์ใครแล้วคนนั้นต้องตกรอบไปในรอบแบทเทิลเพราะการตัดสินใจของโค้ช ก้อนหินแห่งความชิงชังคงขว้างใส่โค้ชสนั่นงานนี้ ต้องโดนกันไปคนละทีสองที ขนาดโค้ชด้วยกันยังความเห็นไม่ตรงกันเลย ต่างคนต่างเชียร์ คงคล้ายๆ กับการชกมวยที่คนดูก่นด่านักมวยว่าทำไมไม่ชกอย่างนั้นอย่างนี้ ฟายเอ๊ย! ตาบอดเหรอ? ล้มมวยรึเปล่า? เอ่อ… คงไม่มีโค้ชคนไหนตาถั่วไม่เลือกคนเก่งกว่าเอาไว้สู้กับทีมอื่นๆ เป็นแน่ ดังนั้นขอให้ดูกันยาวๆ ว่าสุดท้ายแล้ว สัญชาตญาณของโค้ชมันแม่นยำหรือไม่ ได้ดูประเดี๋ยวเดียวอย่าเพิ่งรักหมดใจ รักใครชอบใครก็ขอให้ดูกันไปนานๆ เพราะรักกับหลงนั้นมันต่างกันที่ “เวลา”
 
          ป.ล. รายการเดอะวอยซ์ไทยแลนด์ ต้องการเฟ้นหา “เสียงจริง ตัวจริง” ไม่ใช่ “รักจริง” มันต่างกันตรงไหนน่ะเหรอ? ตรงที่ “รักจริง” ต้องมีตัวช่วย แต่ “เสียงจริง ตัวจริง” ต้องช่วยตัวเอง! ในขณะเดียวกันโค้ชเองก็ต้องใช้ “สัญชาตญาณ” ความเป็นนักร้องเฟ้นหานักร้องตัวจริง (ชนิดผีย่อมเห็นผี!) เพื่อหาผู้สืบทอดเจตนารมณ์แห่งเสียงที่มีพลังเหนือรูปลักษณ์ และเมื่อสัญชาตญาณของมันทำงาน ความชอบส่วนตัวก็หมดความสำคัญลงไป…
.......................................
(หมายเหตุ โค้ช (IV) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา  โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)