
ภาพยนตร์-สื่อแห่งอำนาจ
ภาพยนตร์-สื่อแห่งอำนาจ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง
การประท้วงของชาวมุสลิมที่ลุกลามไปทั่วโลก เกี่ยวกับความไม่เหมาะสมของเนื้อหาในภาพยนตร์เรื่อง Innocence of Muslims ภาพยนตร์อิสระผลงานของ แซม เบซิล นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวสหรัฐที่มีจุดประสงค์ในการสร้างเพื่อใช้ในการต่อต้านศาสนาอิสลาม และล้อเลียนเรื่องราวชีวิตของศาสดานบีมุฮัมมัด เนื้อหาของภาพยนตร์เป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตของ นบีมุฮัมมัดในฐานะคนธรรมดาและมีประเด็นของรักร่วมเพศ รวมถึงการส่งเสริมทาสเด็กและการคบชู้ เรื่องราวในภาพยนตร์ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางศาสนาที่ไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง จนเกิดความไม่พอใจของเหล่าชาวมุสลิมต่อภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาลบหลู่นบีมุฮัมมัด แต่ตัวผู้สร้างเองกลับออกมายืนยันถึงจุดยืนทางการเมืองของตน พร้อมอ้างว่า Innocence of Muslims เป็นภาพยนตร์การเมืองไม่ใช่ภาพยนตร์ทางศาสนา
การลุกขึ้นมาประท้วงของชาวมุสลิมในครั้งนี้ตอกย้ำอำนาจของสื่อภาพยนตร์ที่มีมากมาย หากใช้ในทางที่ถูกแล้วจะมีคุณประโยชน์ทางการสื่อสาร แต่หากนำไปใช้ในทางที่ไม่ควรก็อาจกลายเป็นระเบิดปรมาณูดีๆ นี่เอง จึงมิแปลกใจที่ในประเทศเยอรมันช่วงสมัยของฮิตเลอร์ได้ใช้ภาพยนตร์ในการชวนเชื่อประชาชน หรือในรัสเซียมีการใช้ภาพยนตร์เพื่อเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนความคิดของคน (brainwash) เพื่อโค่นล้มอำนาจของพระเจ้าซาร์ ด้วยอิทธิพลของสื่อภาพยนตร์ ที่มีอำนาจอย่างมหาศาล จึงมิต้องสงสัยเลยว่าทุกประเทศในโลก จึงต้องมีการควบคุมภาพยนตร์โดยรัฐบาล
หรือแม้แต่ประเทศไทยเอง ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงเกือบ 3 ปี ที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มองค์กรภาคประชาชน 16 องค์กร จะจัดฉายภาพยนตร์ Hotel Rwanda ที่หัวลำโพงขึ้น เนื่องจากความวิตกกังวลถึงสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนั้น ที่มีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรง และสุ่มเสี่ยงถึงการเกิดสงครามกลางเมือง โดยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้ สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในรวันดา ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ในแอฟริกา ที่สะท้อนถึงภาวะแตกแยกในสังคมของกลุ่มคนสองเผ่าพันธุ์ระหว่างชนพื้นเมืองชาวชาวฮูตูเป็นชนกลุ่มใหญ่ผู้ปกครองประเทศ และชนพื้นเมืองทุตซี่
ความระหองระแหงระหว่างสองเผ่า เกิดมาต่อเนื่อง กระทั่งวันที่ประธานาธิบดี ที่เป็นเผ่าฮูตูถูกลอบสังหารโดย “กบฏทุตซี่” ลุกลามจนเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น มีการใช้สื่อปลุกระดมยั่วยุจนนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นับล้านคน โดยการเล่าผ่านชีวิตของพอล รูสซาบาจิน่า (ดอน เชียเดิล) ชาวเผ่าฮูตู ที่ทำงานเป็นผู้จัดการโรงแรมในเมืองหลวง ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ ผลักให้เขาได้เป็นวีรบุรุษ แต่ท้ายสุดการจัดฉายภาพยนตร์ Hotel Rwanda เรื่องนี้ก็ต้องถูกระงับลง เนื่องด้วยหลายฝ่ายเกรงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นดาบสองคม ถ้าหากประชาชนได้ชมแล้วเกิดจิตสำนึกได้ถึงการต้องรู้รักสามัคคีกันของคนในชาติก็จะเกิดผลดี แต่หากประชาชนที่ชมเกิดความรู้สึกถูกกดขี่ เครียดแค้น มีใจฮึกเหิมต่อสงครามขึ้นมา เหตุการณ์บ้านเมืองของเราที่กำลังร้อนอยู่ก็จะทวีคูณองศาเดือดขึ้นมาได้
หากมองว่าภาพยนตร์เป็นสื่อ ที่มีอำนาจดังที่เราได้พบเห็นในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว การจัดวางอำนาจของภาพยนตร์ให้ถูกที่ถูกทางนั้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นผู้สร้าง ผู้ควบคุมกฎระเบียบตลอดจนผู้ชมต้องพึงตระหนักและเรียนรู้ให้เท่าทัน เพราะภาพยนตร์หากนำไปใช้ในทางที่ถูกก็จะผลิดอกออกผลสวยงามให้ได้เก็บกิน แต่หากใช้ในทางที่ผิดหรือไม่เหมาะสมแล้วก็อาจจะมีการได้เห็นการ..ยืนต้นตาย...ก็เป็นได้
.......................................
(หมายเหตุ ภาพยนตร์-สื่อแห่งอำนาจ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง)



