บันเทิง

สองสุดยอดของหนังVertigo&Tokyo Story

สองสุดยอดของหนังVertigo&Tokyo Story

05 ต.ค. 2555

สองสุดยอดของหนังVertigo & Tokyo Story : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

          ว่าจะเขียนถึงการจัดอันหนังเยี่ยมตลอดกาลครั้งล่าสุดจาก “สำนัก” ที่ไว้ใจได้ คือเป็นระดับเส้าหลิน บู๊ตึ๊ง ไม่ใช่สถาบันหลอกลวง ตั้งกันเอง พร้อมจะหายหัว

          สำนักที่ว่านี้คือ sight & sound magazine ที่ให้นักวิจารณ์ทั่วโลกและผู้กำกับมากมายช่วยกันโหวตหนังเยี่ยมในดวงใจออกมากลุ่มหนึ่ง ราวๆ 10 เรื่อง และรวมคะแนนกันออกมา

          เขาทำเป็นธรรมเนียมทุกๆ 10 ปีมา 50 ปีแล้ว และทศวรรษใหม่นี้ หลังจากรวบรวมกันอยู่นาน ผลก็คือ vertigo ของ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก ที่กำกับ psycho คว้าหนังเยี่ยมหรือภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในโลกของนักวิจารณ์ไป
 
          หลายคนจึงอยากรู้ว่าหนังมันเกี่ยวกับอะไร ในวิกีพีเดียเขาเล่าเสียละเอียดว่า vertigo เล่าเรื่องของ จอห์นนี่ โอ หรือ สก๊อตตี้ เฟอร์กูสัน (เจมส์ สจ๊วต) อดีตนายตำรวจซานฟรานซิสโก ที่เกษียณตัวเองออกจากงาน เนื่องจากความฝังใจที่เห็นเพื่อนตำรวจด้วยกันตกตึกตายไปต่อหน้าต่อตาจากการพยายามช่วยเหลือเขาขณะที่กำลังไล่ล่าผู้ร้ายบนหลังคาตึก
และจากความฝังใจครั้งนี้ทำให้เขากลายเป็นโรคกลัวความสูงขึ้นมาทันที
  
          สก๊อตตี้ถูกติดต่อจากเพื่อนเก่าที่หายไปนาน ชื่อ เกวิน เอลสเตอร์ (ทอม เฮลมอร์) เจ้าของธุรกิจอู่ต่อเรือให้ช่วยติดตาม เมดเดอลีน (คิม โนแว็ค) ภรรยาของเอลสเตอร์ที่ระยะหลังมักทีท่าทีแปลกๆ ชอบหายตัวไปทั้งวัน โดยไม่รู้ว่าเธอไปไหน เมื่อสอบถามหรือพูดคุยเธอก็จำเหตุการณ์ไม่ได้ สก๊อตตี้ปฏิเสธที่จะทำงานให้ แต่ก็รับในที่สุด

          เขาได้สะกดรอยตามเมดเดอลีนไป พบว่าเธอได้ไปซื้อช่อดอกไม้ที่ร้านขายดอกไม้ จากนั้นก็ไปยังสุสาน โดยที่เธอยืนอยู่หน้าหลุมศพหลุมหนึ่งเป็นระยะเวลานาน และจากนั้นเธอก็ไปยังที่พิพิธภัณฑ์ประจำเมือง โดยนั่งจ้องรูปวาดรูปหนึ่งเป็นเวลานานโดยไม่พูดอะไรเลย
  
          สก๊อตตี้สืบทราบว่ารูปวาดนั้น มีชื่อว่า รูปเหมือนของคาราด้า (Portrait of Carada) โดยที่ปอยผมท้ายทอยและช่อดอกไม้ของผู้หญิงในรูปที่ชื่อ คาราด้า เหมือนกับของเมดเดอลีนไม่มีผิด และเมดเดอลีนยังไปเช่าห้องในโรงแรมเก่า ๆ แห่งหนึ่งด้วย แต่เมื่อสก๊อตตี้ตามไป และขอให้เปิดห้อง แต่ไม่พบว่าเมดเดอลีนอยู่ในห้อง

          เขาสืบทราบเรื่องราวของคาราด้าพบว่าเธอคือยายทวดของเมดเดอลีน โดยการช่วยเหลือของ มิช (บาบาร่า เดล กอสเดส) อดีตคู่หมั้นเก่า ผู้ยังรักสก๊อตตี้อยู่
  
          วันหนึ่งขณะที่ติดตามเมดเดอลีนเหมือนเดิม เมดเดอลีนจู่ ๆ ก็กระโดดลงไปในอ่าวซานฟรานซิสโก สก๊อตตี้กระโดดลงไปช่วย และนำเธอไปยังอพาร์ตเมนต์ของเขา เมื่อเมดเดอลีนฟื้นขึ้น เขาได้ถามเธอว่าไปไหนมา และเธอทำอะไร แต่เมดเดอลีนจำอะไรไม่ได้เลย
  
          ต่อมา ความผูกพันของสก๊อตตี้กับเมดเดอลีนนับวันยิ่งสัมพันธ์ขึ้น จู่ ๆ วันหนึ่ง เมดเดอลีนบอกว่าเธอจำได้แล้ว ในฝันของเธอ เธอพบว่าตัวเองอยู่ในหลุมศพแห่งหนึ่งที่โบสถ์สีขาวทรงสเปน สก๊อตตี้พาเมดเดอลีนไปยังโบสถ์แห่งนั้นซึ่งมีอยู่จริง เพื่อที่อาการของเธอจะหาย แต่ปรากฏว่าเมดเดอลีนกลับวิ่งหนีเขาหายไปในหอคอย

          สก๊อตตี้ไม่สามารถจะติดตามไปได้เพราะอาการโรคกลัวความสูงกลับมาเล่นงานเขาอีกครั้ง และเมดเดอลีนก็ได้กระโดดลงมาตาย

          ความฝังใจในเรื่องนี้ประกอบความรักที่มีต่อเมดเดอลีน ทำให้สก๊อตตี้โหยหาที่จะพบเมดเดอลีน เขาไปในสถานที่ต่าง ๆ และได้พบเห็นผู้หญิงหลายคนที่เหมือน เมดเดอลีน ในที่สุด สก๊อตตี้ก็ต้องเข้าโรงพยาบาลโรคประสาท โดยมีมิชมาเยี่ยม และมิชบอกกับหมอว่า เธอไม่เชื่อว่าสก๊อตตี้จะสามารถหายดีเป็นปกติได้
  
          ส่วนเรื่อง Tokyo Story ของโอสุ ที่คว้าสายของผู้กำกับนั้น ยอดเยี่ยมเรื่องการจัดองค์ประกอบของภาพ (จริงๆ ทั้งสองเรื่อง ผมได้เรียนตอนอบรมภาพยนตร์เมื่อปี 2535) และซื้อ DVD มาเอาไว้ ไม่ทราบว่าตอนนี้ vertigo ทำออกมาขายอีกครั้งหรือยัง

          ในเว็บ thailandtopten.com เล่าว่า หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โดยที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม Yasujiro Ozu (1903-1963) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นที่มีความถนัดในการทำภาพยนตร์ชีวิตที่ว่าด้วยเรื่องความขัดแย้งของคนต่างรุ่น ต่างมุมมองในครอบครัวเดียวกัน ก็เริ่มให้เวลาในการสำรวจความรู้สึกนึกคิดของครอบครัวชาวญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม
โดยผ่านผลงานภาพยนตร์หลายเรื่อง
 
          และหนึ่งในนั้นคือ Tokyo Story (Tokyo monogatari , 1953) Tokyo Story เล่าเรื่องราวของชายหญิงชราคู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ในชนบท และตัดสินใจเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงที่โตเกียวเพื่อเยี่ยมลูกๆ และหลานของตน แต่ต้องพบกับความรู้สึกผิดหวังเมื่อลูกของพวกเขาต่างก็ต้องทำงานจนไม่มีเวลาให้กับพ่อแม่ของตน
ยิ่งไปกว่านั้นคนที่มาคอยดูแลกลับกลายเป็นลูกสะใภ้ซึ่งสูญเสียสามีไปในสงคราม
 
          ผู้กำกับอย่าง โอสุ เองก็เคยยอมรับว่าตัวเขาชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และหากจะให้ความหมายแก่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็นับว่าเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับคำว่า "mono no aware"(= inescapable sadness of living ) หรือการเข้าใจและยอมรับต่อความงดงามในทุกแง่มุมของชีวิต ไม่เว้นแม้แต่ความเหงาและความตาย
หลายคนอาจจะคุ้นกับ คุโรซาวา แต่จริงๆ แล้ว นักวิจารณ์หลายคนก็ยังมองว่า โอสุ เองก็ลุ่มลึกและยอดเยี่ยมไม่แพ้เขา
 
          แต่ไม่ใช่สาระที่จะต้องมาระบุแน่ๆ ว่าใครดีกว่ากัน
          สิ่งที่ดีกว่าเรื่องนี้ ก็คือ หาหนังสองเรื่องนี้มาดูให้ได้
          Tokyo Story นั้น มีขายหน้าลิโด้
          ส่วน Vertigo ออกมาขายแล้วหมดไป จนยังหาไม่เจอถึงนาทีนี้
.......................................
(หมายเหตุ สองสุดยอดของหนังVertigo & Tokyo Story : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)