บันเทิง

'เจน ฟอนด้า':อาหาร,เซ็กส์,สมาธิวัย73

'เจน ฟอนด้า':อาหาร,เซ็กส์,สมาธิวัย73

04 ต.ค. 2555

เจน ฟอนด้า:อาหาร,ออกกำลังกาย,เซ็กส์,สมาธิในวัย 73 : สุทธิชัย หยุ่น

             ผมเป็นแฟนของดาราฮอลลีวู๊ด “เจน ฟอนด้า” ตั้งแต่ผมยังตัวเล็ก ๆ...และวันนี้ผมกลับมาเป็น “ตัวเล็กๆ” ในอีกวัยหนึ่ง, ก็ยิ่งทึ่งกับการรักษาสุขภาพกายและใจของเธออย่างไม่จืดจาง

              ผมไม่ได้ชื่นชมเฉพาะการแสดงของเธอตอนเป็นสาวเท่านั้น แต่ในช่วงสงครามเวียดนามนั้น, เธอบุกไปถึงเวียดนามเหนือเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านสงครามเวียดนามที่รัฐบาลมะกันของเธอเป็นผู้ก่อขึ้น...กล้าหาญถึงขั้นออกเสียงทางวิทยุฮานอย, ผมเป็นหนุ่มเลือดร้อน, ต่อต้านสงครามเช่นกัน, ถึงกับวางแผนจะบุกเวียดนามเหมือนเธอ

              แต่ผมมันก็แค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ  ตามประสาเด็กคิดฟุ้งซ่าน, ส่วนเจน ฟอนดานั้นทำจริงและไม่หวั่นเกรงแรงกดดันจากทั้งรัฐบาลของเธอ, และจากเจ้าของหนังหรือแม้แต่แฟนหนังของเธอ

              เพราะเธอเชื่อของคนเราต้องมีจุดยืนในชีวิต , ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกเป็นมาแล้วก็เป็นไป, ไม่คิดไม่อ่าน, ไม่สนใจว่าอะไรจะไปกระทบความถูกต้องทำนองคลองธรรมอะไรหรือไม่

              สำหรับผม, เจน ฟอนดาจึงเป็นดารามีกึ๋นมาตลอด

              (แต่วันนี้, เธอบอกว่าเธอเสียใจที่แสดงตนต่อต้านสงครามเวียดนาม จนทำให้ทหารสหรัฐฯและครอบครัวจงเกลียดจงชังเธอ)

              พอเข้าวัยเลยกลางคน, เธอก็หันมาส่งเสริมสุขภาพและความสงบทางใจ, ไม่ต่างอะไรกับแนวคิดและปฏิบัติของชาว “ชีวจิต” นี่แหละ...และสามารถทำให้คนอเมริกาจำนวนมากใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพด้วยการกินอยู่และคิดอย่างมีสติและเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้าใกล้ธรรมชาติมากขึ้น

              หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของเธอชื่อ Prime Time ซึ่งเขียนจากใจของสาววัย 73 ที่ยังคึกคักและประกาศอย่างไม่ลังเลว่า “ยิ่งอายุมาก, ยิ่งมีความสุข”

              ที่ดูเหมือนจะฮือฮาไม่น้อยคือในหนังสือเล่มนี้เธอเขียนแนะนำเรื่องเซ็กส์สำหรับผู้สูงอายุอย่างตรงไปตรงมา...และสรุปโดยไม่ต้องเปลื้องผ้าว่า “ดิฉันอายุ 73 แล้ว แต่ในด้านเซ็กส์ยังแอ็กทีฟอยู่ คุณมองออกนะ ถ้าใครยังมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ดี, ไม่ว่าจะเข้าวัยอาวุโสแล้ว, คุณมองออกเลยแหละ...”

              เธอแต่งงานกับผู้ชายคนดังทั้งสามคน แต่ละคนล้วนแล้วแต่โด่งดังและมีพลังล้นเกินทั้งนั้น

              ไม่ว่าจะเป็น Roger Vadim นักเขียน, นักสร้างหนังหรือ นักการเมืองอย่าง Tom Hayden และเจ้าพ่อซีเอ็นเอ็นอย่าง Ted Turner
“ดิฉันจะตกหลุมรักกับผู้ชายที่สามารถสอนอะไรใหม่ให้ดิฉันเสมอ แต่เท็ด เทอร์นเนอร์สอนดิฉันมากกเกินไป...” เจน ฟอนด้าพูดด้วยอารมณ์ขัน แต่ดูเหมือนจะมีความจริงอยู่ไม่น้อย

              เธอรู้สึกว่าอายุมากเข้า, อะไร ๆ จะดูแผ่วไปไหม?

              “จริง และนั่นแหละคือสิ่งที่วิเศษมาก การที่ธรรมชาติให้เราทำอะไรช้าลงเมื่อเราอายุมากขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เหตุผลหนึ่งที่เท็ดกับดิฉันต้องแยกทางกันเพราะเขาไม่ยอมทำอะไรช้าลง เขาใช้ชีวิตในแนวนอน, ไป ๆ มาอยู่ในโลกของเขาไปทั่ว เหมือนจะถูกปีศาจอะไรตามไล่ล่าเขาตลอด แต่ดิฉันต้องการใช้ชีวิตตามแนวตั้ง...ดิฉันก็บอกเขาตรง ๆ อย่างนั้น, แต่เขาไม่อาจจะเปลี่ยนได้...” เธอสาธยายเรื่องนี้อย่างไม่เกรงใจอดีตสามี เพราะต่างคนต่างพูดอะไรโผงผางอยู่แล้ว

              หนังสือ Prime Time เล่มใหม่ของเธอเป็นการเอาผลงานวิจัยล่าสุดว่าด้วยสุขภาพกายและใจผสมผสานกับเรื่องราวจากชีวิตส่วนตัวของเธอ, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร, ความรัก, ความฟิต, ความเข้าใจตัวเอง, จิตวิญญาณและการใช้ชีวิตในสังคมขณะที่อายุเริ่มจะเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ

              เธอยืนยันว่าเมื่ออายุเลยวัย 45 และต่อเนื่องพ้นตัวเลข 60 นั่นแหละคือช่วงชีวิตที่คนเราได้เรียนรู้และผ่านโลกมาพอที่จะดำรงชีวิตอย่าง “เติมเต็ม” ในฐานะที่เห็นอะไรต่อมิอะไรมามากพอ

              และนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่เราสามารถมีความกระตือรือร้น, รัก, และใช้ชีวิตที่มีความหมาย ไม่สับสนงุนงง และฟุ้งซ่านเหมือนวัยรุ่นหรือวัยทำงานที่มักจะยังเรียนรู้จากชีวิตจริงที่มีทั้งความไม่แน่นอน, ความไร้เดียงสา, และความโลภในสิ่งที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างจริงจังแต่อย่างไรเลย

              สูตรของการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายของเธอคือการออกกำลังกาย, อาหาร, ทำสมาธิและการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และเปิดช่องทางใหม่ ๆ ในสมองของคุณ

              เธอแนะให้คิดบวก, และอธิบายตัวอย่างและเหตุผลที่ว่าทำคนจำนวนมากจึงมีความสุขในช่วงครึ่งที่สองของชีวิตมากกว่าครึ่งแรก

              ผมจำได้ว่าเจน ฟอนด้าเคยเขียนหนังสือบันทึกความทรงจำส่วนตัวเล่มก่อนหน้านี้ที่ชื่อ “My Life So Far” ซึ่งเล่าเรื่องชีวิตครึ่งแรกที่ผาดโผนโจนทะยานที่เธอเรียกมันว่า “ฉากที่หนึ่งและฉากที่สอง” เพื่อเตรียมตัวที่จะเข้าสู่ “ฉากที่สาม” อันเป็นวิถีชีวิตวันนี้ในวัยเลย 70 อย่างมีความสุขและน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง

              มีคนถามเธอว่าเจน ฟอนด้าวัยวันนี้มีอะไรจะบอกเจน ฟอนด้าตอนสาวบ้างหรือไม่?

              เธอตอบอย่างไม่ลังเล“This too shall pass. It’s much more important to be interested than to be interesting…”

              ซึ่งพอจะแปลเป็นภาษาชาวบ้านอย่างผมได้ว่า

              “เฮ้ย...จะไปคิดอะไรมาก เดี๋ยวมันก็ผ่านไปอีกเหมือนเรื่องที่เคยผ่านมาแหละว่ะ...แล้วอย่าลืมนะว่า เราสนใจคนอื่นสนุกกว่าที่จะพยายามทำตัวให้คนอื่นมาสนใจเรา...มันเครียดน้อยกว่าเยอะเลย!”

              (ว่าจะชวนอาจารย์สาทิส อินทรกำแหงของผมไปสัมภาษณ์พิเศษเจน ฟอนด้าเรื่องชีวจิตสักหน่อย ผมว่าคู่นี้เจอกัน, สนุกแหง๋ ๆ, คุณว่าไง?)


...............

(หมายเหตุ : เจน ฟอนด้า:อาหาร,ออกกำลังกาย,เซ็กส์,สมาธิในวัย 73 : สุทธิชัย หยุ่น http://www.oknation.net/blog/suthichai/2012/10/04/entry-1)