บันเทิง

โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 12

โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 12

04 ต.ค. 2555

โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 12 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน

          พิธีไหว้ครูใน สายของดนตรีไทยกับสายของโขนละคร นั้นก็จะมีความคล้ายคลึงกันแต่ก็จะแตกต่างกันไปในรายละเอียดของตัวโองการหรือตำราที่ได้รับมอบกันมา ซึ่งก็แน่นอนที่สุดทั้งปี่พาทย์และโขนละครผู้ที่จะเป็นผู้นำอ่านโองการได้นั้นก็ต้องศึกษาร่ำเรียนของเพลงหน้าพาทย์หรือท่ารำของหน้าพาทย์ชั้นสูงสุดก็คือ เพลงองค์พระพิราพและ

          ผู้อ่านโองการในสายของดนตรีไทยและโขนละครนั้นจะมีการรับมอบโองการหรือตำราไหว้ครูที่สืบเนื่องต่อๆ กันมาเป็นชั้นๆ จากครูผู้ที่มีอาวุโสกว่าซึ่งครูที่เป็นผู้รับมอบให้นั้นก็จะต้องดูถึงผู้ที่จะเข้ารับมอบว่ามีความเหมาะสมและคุณสมบัติต่างๆ ครับถ้วน

          ซึ่งในสายของดนตรีไทยนั้นจะมีการรับมอบโองการไหว้ครูสืบทอดต่อเนื่องกันมาโดยไม่ขาดตอน แต่ในสายของโขนละครนั้นหลังจากสิ้นบรมครูโขนก็คือครู อาคม สายาคม นั้นแล้วผู้ที่นำอ่านโองการของสายโขนละครนั้นได้ขาดความต่อเนื่อง ซึ่งก็คือในยุคของครูอาคม สายาคมนั้นท่านเป็นผู้ที่ได้รับโองการไหว้ครูสืบทอดต่อมาจากพระยานัฎกานุรักษ์ โดยในช่วงปี พ.ศ. 2525 ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตลงนั้นท่านสามารถอ่านโองการไหว้ครูของสายโขนละครได้แต่เพียงผู้เดียวและหลังจากท่านเสียชีวิตลงนั้น ท่านไม่ได้มอบโองการไหว้ครูของสายโขนละครให้กับลูกศิษย์ของท่านแม้แต่ผู้เดียว เนื่องจากท่านจากโลกของโขนละครไปอย่างกะทันหันด้วยวัย 65 ปี

          เมื่อสายโขนละครได้ขาดผู้สืบทอดการผู้นำอ่านโองการไหว้ครูทางกรมศิลปากรจึงได้กราบทูลขอบารมีจากพระเจ้าแผ่นดินในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราชาวไทย ซึ่งพระองค์ท่านนั้นเปรียบเป็นสมมติเทพอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีครูสายโขน 5 ท่าน นั้นได้เข้ารับพิธีพระราชทานโองการไหว้ครูที่เปรียบเป็นอาญาสิทธิ์ให้ได้เป็นผู้ทำพิธีกล่าวนำไหว้ครูของสายโขนละครจากในหลวงรัชกาลที่ 9 สืบต่อไป ซึ่งก็ต้องถือว่าครูโขนทั้ง 5 ท่านในยุคนั้นถือว่าเป็นผู้ที่มีบุญบารมีจึงได้รับโองการจากในหลวงถึงแม้ว่าโองการไหว้ครูของสายโขนละครจะขาดความต่อเนื่องไม่เหมือนกับสายของดนตรีไทยนั้น แต่การได้รับโองการไหว้ครูจากพระเจ้าแผ่นดินนั้นถือว่าเป็นที่สุดของความศักดิ์สิทธิ์แล้วล่ะครับ
           
         พิธีการประสิทธิ์ประสาทให้กับผู้ที่จะเริ่มเรียนเบื้องต้นในการเรียนระหว่างดนตรีไทยกับโขนนั้นจะมีความแตกต่างกันอยู่ตรงที่ในสายโขนจะเรียกว่า "พิธีครอบครู" ก็คือผู้อ่านโองการจะนำเศียรของครูต่างๆ เช่น พ่อแก่ พระพิฆเนศพระพิราพ มาทำพิธีสวมหัวให้กับผู้ที่จะเริ่มเรียนในตอนท้ายของพิธีไหว้ครู ส่วนทางดนตรีไทยนั้นในการทำพิธีประสิทธิ์ประสาทของผู้ที่จะเริ่มเรียนนั้นเรียกว่า "พิธีจับมือ" ซึ่งของดนตรีไทยนั้นจะให้ผู้ที่จะหัดเริ่มเล่นดนตรีไทยนั้นเข้าไปอยู่ในวงฆ้องวงใหญ่แล้วผู้ที่ทำพิธีอ่านโองการก็จะจับมือทับไปบนมือของผู้ที่จะเริ่มหัดซึ่งจับไม้ตีฆ้องอยู่แล้วในเพลงสาธุการ

          ตรงนี้ถือว่าเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งของวงการดนตรีไทยโดยเฉพาะชาวปี่พาทย์ ซึ่งครูปี่พาทย์โบราณท่านจะห้ามทุกคนจับมือคนอื่นตีในขณะที่ไม่ได้อยู่ในพิธีกรรมหรือง่ายๆ ว่า ห้ามจับมือตีกันเล่นๆ เพราะจะทำให้ผู้ที่จับมือตีกันเล่นนั้นถึงกับเสียสติวิกลจริตหรือเป็นบ้า ไปเลยนั่นแหละ

          ผมเองในตอนเด็กๆ ก็จะไม่กล้าไปจับมือใครในขณะที่นั่งซ้อมเพลงหรือต่อเพลงกันกลัวจะเสียสติกลัวจะเป็นบ้าอะไรทำนองนั้นแต่พอโตขึ้นมาก็เริ่มจะรู้ว่าการห้ามจับมือกันเล่นๆ ในขณะที่เราซ้อมเพลงหรือไม่ได้อยู่ในพิธีกรรมตอนไหว้ครูนั้นแล้วจะทำใหัเราเป็นบ้าเสียสตินั้นมันเป็น กุศโลบาย ของครูโบราณที่ท่านกลัวว่า พิธีจับมือการประสิทธิ์ประสาทในวันไหว้ครูจะหมดความศักดิ์สิทธิ์ลงเนื่องจากการไปจับมือกันเล่นในขณะที่ซ้อมเพลงหรือต่อเพลงนั่นเองและกุศโลบายของคนโบราณท่านก็ได้ผลอย่างชะงัด

          ตลอดชีวิตการเป็นคนปี่พาทย์ของผมมากกว่า 40ปี ก็ไม่เคยเห็นใครจะมาจับมือกันเล่นแม้กระทั่งตัวผมเองก็ไม่เคยไปจับมือใคร แม้กระทั่งในขณะที่ผมต่อเพลงให้กับลูกศิษย์ก็ไม่เคยจะไปแตะมือเขาแม้แต่นิดเดียว และตัวผมเองหลังจากที่ผมเข้าพิธีจับมือเพลงองค์พระพิราพกับคุณพ่อของผมเมื่อปีพ.ศ. 2529 ก็ไม่เคยมีใครมาจับมือผมเหมือนกัน

          จนกระทั่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ก็มีรายการโทรทัศน์ของช่องทีวีไทย ได้นำเสนอเรื่องราวของนักระนาดเอกหลายท่านที่ผลัดกันมานำเสนอชีวิต ซึ่งตัวผมเองก็เป็นตอนหนึ่งในรายการนี้และผมเองก็ติดตามชมรายการนี้มาพอสมควร คือถ้าอยู่บ้านก็จะพยายามดูชีวิตนักระนาดคนอื่นๆ จนกระทั่งได้ไปดูของนักระนาดเอกฝีมือเยี่ยมผู้หนึ่งซึ่งเป็นมือระนาดเอกของสถาบันนาฏดุริยางค์หรือกรมศิลปากรเดิมนั่นแหละครับ ซึ่งก็เป็นการนำเสนอชีวิตเรื่องราวที่ดีและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือเด็กบ้านนอกแล้วมาได้ดีในเมืองหลวงจากฝีมือของเขาล้วนๆ เรียกว่าทุกอย่างดีหมดสมบูรณ์แบบดั่งเทพบุตรลงมาจุตติบนโลกของปี่พาทย์ แต่จู่ๆ ก็มีภาพที่เขาเอามือไปจับมือเด็กแล้วตีไปบนระนาดเอกซึ่งผมเห็นแล้วก็คิดเลยว่ากุศโลบายของคนโบราณมันคงใช้ไม่ได้กับนักปี่พาทย์ยุคนี้แล้วนะ ยิ่งแย่ไปกันอีกก็คือการแพร่ภาพออกอากาศที่มีคนดูเป็นล้านคนนั้นมันก็ทำให้คนที่ไม่รู้จักพิธีกรรมการจับมือของปี่พาทย์นั้นกลายเป็นเรื่องธรรมดาใครๆ ก็สามารถกระทำกันได้ถ้านึกอยากจะทำ

          หลังจากนั้นไม่นานในเฟซบุ๊กของผมก็เห็นรูปของใครไม่ทราบเอาเด็กนั่งตักแล้วก็จับมือเด็กตีระนาดถ่ายรูปลงเฟซบุ๊กมาโชว์ให้คนกดไลค์ ซึ่งนี่ก็คืออิทธิพลของรายการทีวี ที่นำเสนอนักระนาดเอกมือหนึ่งของกรมศิลปากรก็อยากจะฝากท่านผู้ใหญ่ของสถาบันนาฏดุริยางค์ช่วยดูแลหรือควบคุมนักดนตรีของท่านในเรื่องของการออกสื่อด้วยเพราะสถาบันของท่านเป็นสถาบันหลักของชาติจะทำอะไรก็ขอจงอย่าทำลายพิธีกรรมหรือจารีตของปี่พาทย์ที่มีกันมานานหลายร้อยปี

          และถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ดนตรีไทยก็กำลังจะเปลี่ยนแปลงเพราะคนของท่าน ไม่ได้เปลี่ยนไปตามโลกที่กำลังเปลี่ยนไปแล้วล่ะครับท่านผู้ใหญ่ สวัสดีนะ
.......................................
(หมายเหตุ โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 12 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน)