
'อ้าแขนรับในสิ่งที่ไม่รู้'
'อ้าแขนรับในสิ่งที่ไม่รู้' : คอลัมน์ คิดชายขอบ by Khunphiphat
ในยุคศตวรรตที่ 1800 มีอุตสาหกรรมตัดน้ำแข็งที่กำลังเจริญรุ่งเรือง ครอบครัวพ่อลูกหลายๆ ครอบครัวช่วยกันตัดน้ำแข็งในทะเลสาบทางเหนือเป็นก้อนๆ ส่งขายไปทั่วโลก นักตัดน้ำแข็งเหล่านี้ถูกบริษัทผลิตเครื่องทำน้ำแข็งบีบให้ออกจากธุรกิจ ไม่เหลือความจำเป็นที่ต้องตัดน้ำแข็งและขนส่งอีกต่อไป บริษัทเหล่านั้นสามารถผลิตน้ำแข็งได้ที่ไหนเมื่อไหร่ได้ทุกฤดูกาล
หลังจากนั้นบริษัททำน้ำแข็งเหล้านี้ก็ถูกบริษัทผลิตตู้เย็นบีบให้ถดถอยในธุรกิจ เป็นเรื่องสะดวกสะบายที่เราจะซื้อน้ำแข็งที่ผลิตจากโรงงาน แต่มันเป็นเรื่องดีมากแค่ไหนที่เราสามารถทำน้ำแข็งและเก็บมันไว้ที่บ้านของเราทุกคน
ที่น่าสนใจก็คือไม่มีบริษัทไหนเปลี่ยนแปลงจากนักตัดน้ำแข็งไปเป็นโรงงานทำน้ำแข็ง ไปสู่บริษัทผลิตตู้เย็น เพราะพวกเขาต่อต้านสิ่งที่ไม่รู้ ยอมรับเคยชินกับสิ่งที่รู้แล้ว ถ้าคุณอยากเป็นธุรกิจที่อยู่รอดในความเปลี่ยนแปลง จงอ้าแขนรับ เรียนรู้ และ'สร้างสรรค์สิ่งที่คุณไม่เคยรู้' ทำเหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ไม่หยุดสิ้นสุดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เช่น วันรับปริญาหรือสถานที่ใดที่หนึ่งเช่นในโรงเรียนหรือรั้วมหาวิทยาลัย อย่าสับสนระหว่างโรงเรียนกับการเรียนรู้ คุณอาจไปโรงเรียนโดยไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย และคุณสามารถเรียนรู้อะไรๆ มากมายมหาศาลนอกรั้วโรงเรียนนั้น
แล้ว'การสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยรู้'มันต้องใช้อะไรละ? " ความลับอยู่ที่... มันเป็นเรื่องของ เมื่อคุณทำงานหนัก ผืนดินจะไม่เกียจคร้าน"
เมื่อไม่กี่ปีก่อน อลัน เชนเฟลด์ ศาสตรจารย์สาขาคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย เบิร์กลีย์ ได้ทำการวิจัยบันทึกวิดีโอเทปขณะที่ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ เรเน่ กำลังแก้โจทย์คณิตศาสตร์ ขณะนั้น เรเน่มีอายุ 29 ปี ผมยาวสีดำสวมแว่นตากลมหนาในวิดีโอเทปนั้นเธอกำลังใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อสอนพีชคณิต เมื่อผู้พิมพ์ใส่ค่าพิกัดเข้าไป โปรแกรมจะลากเส้นพิกัดนั้นบนหน้าจอ เช่น เมื่อป้อนเลข 5 สำหรับแกนวาย และเลข 5 สำหรับแกนเอ็กซ์ หน้าจอจะแสดงภาพความชันภาพหนึ่งบนแกนเอ็กซ์วายขึ้นมา เรเน่กำลังขบคิดว่าจะใส่ค่าอะไรที่เส้นความชันจะตั้งฉากกับแกนวายขึ้นมา (ตอนนี้คุณไม่ต้องไปสนใจความรู้คณิตศาสตร์มันมากนัก) แต่สำหรับผู้ที่จะพอจำคณิตศาสตร์สมัยมัธยมได้บ้างจะทราบว่าสิ่งที่เธอพยามทำนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะเส้นตั้งฉากมีค่าความชันที่ไม่สามารถกำหนดออกมาเป็นตัวเลขได้ นั้นมันมีค่าเป็นอนันต์...
เรเน่ไม่รู้ว่าเธอพยามทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เธออยู่ในภาวะที่เรียกว่า 'ความเข้าใจผิดอันงดงาม' เธอเป็นนางพยาบาลที่ไม่ได้ชื่นชอบอะไรกับตัวเลขเอาเสียเลย!!!
"เอาละฉันจะลากเส้นตรงด้วยโปรแกรมนี้ให้ขนานกับแกนวาย" เธอเริ่มพูดและใส่ค่าต่างๆ ลงไป" แล้วถ้าฉันลองเปลี่ยนความชันแบบนี้ 'ลบหนึ่ง' อุ๊ยไม่ได้นิ งั้นฉันลองจาก 1 ไป 2 ความชันมันเปลี่ยนไปมากเลย" เธอสังเกตว่ายิ่งเธอใส่ค่าตัวเลขมากขึ้นเท่าไหร่ความชันก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น นี่คือภาวะ'ความเข้าใจผิดอันงดงาม'โดยแท้ "ฉันเดาว่า 12,13,…20 อืม" เมื่อเธอใส่ค่า 40 ความชันเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น เธอใส่ค่า 80 ความชันเพิ่มอีกเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถึงซะที เธอใส่ค่า 100 !!!! มันขยับเข้าใกล้ไปอีก "อ้อ! นี่มันเป็นค่าอนันต์ใช่ไหม?" เธอนิ่งซักพักแล้วเธอก็กลับไปเข้าใจผิดเหมือนเดิม เธอใส่ค่า 200 มันเข้าใกล้อีกนิด... "ฉันเริ่มสับสนแล้ว ทำอย่างไงดี" เธอบอก
และแล้วเธอก็เข้าใจจนได้!!!
"อ้อ! แกนตั้งเป็นอะไรก็ได้ แต่แกนนอนต้องเป็นศูนย์ มันคือเลขอะไรก็ได้หารด้วยศูนย์" เสียงของเธอเปล่งประกายออกมา "และมันเป็นเลขระบุออกมาไม่ได้ ปัดโถ่เอ้ย! หลักการมีอยู่เท่านี้เอง ฉันจะไม่มีวันลืมเลย"
เธอใช้เวลาทั้งหมด 22 นาที นี่เป็นคณิตศาสตร์ชั้นมัธยม ในกลุ่มทดลองที่เป็นเด็กมัธยมที่มีพื้นความรู้ทางคณิตศาสตร์สถานะเท่าๆ กับเรเน่ หลังพยายามไม่กี่ครั้ง พวกเขาจะหยุดและพูดว่า "หนูไม่เข้าใจคะ" และเวลาที่ใช้คือ 30 วินาทีจนถึง 5 นาที เวลาเฉลี่ยคือ 2 นาที!!!
แต่เรเน่พยายามอย่างไม่ลดละ เธอแก้โจทย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พูดสิ่งที่เธอคิดออกมา เธอทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่ยอมแพ้ เธอรู้ลางๆ ว่าที่ธอเข้าใจมีบางอย่างที่ผิด เธอไม่หยุดจนกว่าเธอจะเข้าใจมันอย่างแท้จริง ความปราถนาที่จะทำความเข้าใจเป็นแรงผลักดันให้เธอทำเช่นนั้น เชนเฟลด์กล่าว หลังจากกรอเทปดู คนจำนวนมากปล่อยมันผ่านไปเฉยๆ แต่เธอกลับคิดว่านี่มันไม่ตรงกับสิ่งที่ฉันคิด
ที่มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ เชนเฟลด์สอนวิชาการแก้ปัญหา "ผมเลือกโจทย์ที่ยากจนผมเองไม่รู้จะแก้ยังไง" เขาเล่า "ผมให้เวลานักศึกษาผม 2 สัปดาห์ แล้วบอกว่าถ้าพวกคุณปล่อยทิ้งไว้แล้วมาทำตอนใกล้ๆ คุณไม่มีทางแก้โจทย์ข้อนี้ได้ แต่ถ้าพวกคุณเริ่มทำมันตั้งแต่วันแรกคุณจะรู้สึกท้อแท้ห่อเหี่ยว แล้วเดินกลับมาบอกผมว่า 'ไม่มีทางแก้โจทย์ข้อนี้ได้หรอกครับ' ผมจะบอกให้คุณกลับไปทำต่อไป เมื่อถึงในสัปดาห์ที่สองคุณจะพบว่าตัวเองมีพัฒนาการอย่างน่าทึ่ง และเมื่อคุณแก้โจทย์นี้ได้สำเร็จคุณจะพบว่าคุณจะฉลาดขึ้นโดยไม่รู้ตัว!!!"
'ทักษะไม่สำคัญเท่าทัศนะคติที่จะทำมันสำเร็จ' มันเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นดึงดัน ไม่ยอมแพ้ และความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะออกสำรวจเรียนรู้ด้วยตัวเอง จึงมีจำนวนคนไม่มากนักที่จะพลักตัวเองก้าวข้ามไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ !!!
สำหรับผู้ซึ่งเต็มไปด้วยความปราถนาอันอ่อนแอ จะนำมาซึ่งผลลัพธ์อันอ่อนแอ"
.......................................
(หมายเหตุ 'อ้าแขนรับในสิ่งที่ไม่รู้' : คอลัมน์ คิดชายขอบ by Khunphiphat)



