บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม : เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น

มองผ่านเลนส์คม : เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น

28 ก.ย. 2555

เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิทยา ทองอยู่ยง

          ต้นฉบับมองผ่านเลนส์คม ฉบับนี้ ผมเขียนส่งมาจากโตเกียวครับ.
 
          เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่น เป็นการไปเที่ยวกับทางบริษัท GTH 5 วัน และอยู่เที่ยวต่อกันกลุ่มเล็กๆอีก 3 วัน
 
          ตลอดทั้งทริป 8 วันนั้น ให้บรรยากาศที่แตกต่างกันมาก
 
          5 วันแรกค่อนข้างหรูหราไฮโซ แบบไปกับทัวร์ มีไกด์คอยดูแลทุกอย่าง เดินทางด้วยรถบัส พักก็พักโรงแรมดีๆ ห้องกว้างขวาง อาหารการกินก็เต็มที่ ไม่อิ่มก็เติมได้เรื่อยๆ แล้วทั้งหมดนี่แทบจะไม่ ต้องปวดหัวกับการสื่อสารภาษาญี่ปุ่น อังกฤษกับใครเลย มีอะไรก็พูดผ่านไกด์หมด เรียกว่าสบายตลอดการเดินทางทีเดียว
 
          หลังจากนั้น คือ 3 วันหลัง เป็นการท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็ค คือพักโรงแรมเล็กๆพอดีตัว กางแผนที่ศึกษาเส้นทาง เดินทางด้วยรถไฟที่บริเวณสถานีเต็มไปด้วยป้ายภาษาญี่ปุ่น สั่งอาหารทุกอย่างด้วยตัวเองหมด ชีวิตได้เดินหลงทางบ้าง ได้อาหารแบบที่อยากกินบ้าง พนักงานเอาไอ้ที่ไม่ได้สั่งมาให้บ้าง สนุกไปอีกแบบ
 
          ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบการเที่ยวเมืองนอกที่แตกต่างกันสุดขั้วนี้ ก็ให้สีสันที่ดีกับการมาญี่ปุ่นครั้งนี้ของผมมาก
 
          แต่เอาจริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบไหน โปรแกรมส่วนใหญ่ของคนที่ทำงานเกี่ยวกับการทำหนัง ก็ไม่พ้นตามรอยหนังอยู่ดี
 
          ช่วงเที่ยวกับทัวร์ ผมได้ไปภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งภาพภูเขาไฟฟูจิที่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่เหมือนกับภาพจำของภูเขาไฟฟูจิที่เราคุ้นเคยจากภาพในหนัง ในหนังสือ หรือบนกล่องฟิล์มเลย มันดูทึมๆ หม่นๆ ยังไงไม่รู้
 
          ซึ่งไกด์ก็ได้อธิบายว่า เป็นเพราะภาพส่วนใหญ่เป็นภาพถ่ายจากมุมมองภายนอกเข้ามาที่ตัวภูเขา แต่เราอยู่ภายใน มันคนละมุมมองกันความสูงชันก็แตกต่างกัน หรือมุมอาจไม่ชัดเพราะถูกต้นไม้บดบังบ้าง ก็เหมือนคนเรานั่นแหละ เวลาดูมาจากภายนอกก็สวยงามเหลือเกิน ได้แต่ใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาสัมผัส พอได้เข้ามาอยู่ภายในตัวสรีระแล้ว ก็ไม่รู้สึกว่าสวยเหมือนที่เคยมองจากภายนอกเข้ามา ...นับเป็นการเปรียบที่เซนมากๆ
 
          ได้ไปเที่ยวสวนสนุก disney sea ซึ่งก็เหมือนกับสวนสนุกดีสนีย์แลนด์ทั้งหลาย มีโลดโผนแบบรถไฟเหาะ มีตื่นเต้นตกใจแบบบ้านผี มีของสวยๆงามๆ เติมฝันวัยเยาว์อย่างขบวนพาเหรดบรรดาตัวการ์ตูน แต่ที่ทำให้ผมประทับใจกลับเป็นคนที่ทำงานในนี้มากกว่า
 
          ตอนไปถึงดีสนีย์ซี เป็นช่วงพายุเข้าญี่ปุ่นพอดี ฝนตกตลอดวัน คนมาเที่ยวต้องใส่เสื้อกันฝน เดินกางร่มตลอด แต่พนักงานในสวนสนุกแห่งนี้กลับออกมายืนอยู่กลางแจ้ง คอยตะโกน แจ้งข้อมูลบางอย่าง พูดอะไรไม่รู้ล่ะ แต่รู้ว่าคงเป็นประโยชน์ต่อคนที่มาเที่ยวแน่ๆ
 
          และเพราะฝนตก ทำให้เครื่องเล่นบางอย่างไม่สามารถเปิดให้บริการได้ เล่นเอาคนเซ็งไปตามๆกัน
 
          ความบันเทิงเล็กๆ อาจจะย้ายมาเกิดที่หน้าห้องน้ำก็ได้ ณ.จุดตั้งถังขยะ พนักงานทำความสะอาด ได้สร้างโชว์ดีๆขึ้น มีsound effect ตลกๆประกอบการทำงานของเค้า เป็น sound ที่บังคับเปิดปิดภายในตัวพนักงานคนนี้โดยที่เราดูไม่ออก เช่น เวลาเค้าเปิดฝาถังขยะ จู่ๆก็มี sound แปร๊น ดังขึ้น เวลาปัดกวาดก็มีsound การ์ตูนๆประกอบตามทุกแอ็คชั่น แล้วใครมาทิ้งขยะก็มี sound ประกอบหมด ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ก็อาจจะมี sound เสียงเหมือนออด บอกว่าทำฟาล์ว เล่นเอาคนนั้นทำหน้าตาเหรอหรา ถ้าเป็นเด็กตัวเล็กๆมาทิ้งบ้าง ก็มี sound ปิ๊งป่อง แบบแจ็คพ็อคแตก หรือเวลาจะย้ายไปทำความสะอาดจุดอื่นต่อไป ก็มี sound รถยนต์เครื่องแรงๆ ดังประกอบภาพชายพนักงานคนนี้ ค่อยๆเข็นรถอุปกรณ์ไปอย่างช้าๆ
 
          เรียกรอยยิ้มจากคนดูที่เข้ามาหลบฝนได้อย่างมาก หรือพนักงานในร้านขายของที่ระลึก ขณะที่ผมกำลังจ่ายเงินค่าตุ๊กตา Toy Story เธอพยายามอธิบายบางอย่างให้ผมที่ฟังไม่ออกเลย สุดท้ายเธอเลยต้องปีนออกจากเคาท์เตอร์เพื่อไปหยิบตุ๊กตาตัวใหม่มาให้ พร้อมอธิบายเปรียบเทียบให้ดูว่า ตัวที่ผมหยิบมา กลไกบางอย่างมันเสีย เธอเลยเดินไปเปลี่ยนตัวใหม่มาให้ ซึ่งคนธรรมดาไม่มีทางรู้เลยว่ากลไกตรงไหนมันเสีย ถ้าไม่ได้ลองเล่นหรือมีอยู่ที่บ้านเหมือนกัน.
 
          นี่คือความน่ารักเล็กๆของคนญี่ปุ่น ...ไม่แปลกใจที่ประเทศเค้าจะเจริญขนาดนี้
 
          เนื้อที่ไม่พอ ขอเก็บไว้เล่าต่อครั้งหน้านะครับ.
 
          สวัสดีครับ.
.......................................
(หมายเหตุ เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิทยา ทองอยู่ยง)