บันเทิง

เล่นหูเล่นตา : โค้ช (II)

เล่นหูเล่นตา : โค้ช (II)

24 ก.ย. 2555

โค้ช (II) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          “เป็นคนดีนี่ก็ว่ายากแล้วนะ … แต่เป็นโค้ชที่ดีนี่ยากกว่า ”
 
          ตรงไหนน่ะเหรอ? ก็ตรงที่เราจะต้องมีส่วนรับผิดชอบและผลักดันชีวิตของคนอื่นน่ะเซ่! ลำพังชีวิตของตัวเองก็ยังไม่ค่อยรอดเลย วันไหนทำอะไรผิดพลาดก็ยังหาข้ออ้างให้ตัวเองได้ว่า “ ช่างแ-ง! … ฉันไม่สน! คนนะไม่ใช่นางฟ้าจะได้ทำดีได้ตลอด หรือที่ชอบใช้บ่อยๆ … ฉันไม่ใช่คนดีเท่าไหร่นิ! ” เอาเถอะจะอ้างอย่างไหนมันก็ชีวิตเราเอง แต่พอเอาชีวิตคนอื่นมาเกี่ยวพันกับเรา (แม้จะแค่ช่วงเวลาหนึ่ง) เราก็ไม่มีสิทธิ์จะทำอะไรตามใจตัวจนเกิดความผิดพลาดหรือความผิดหวังติดตัวคนคนนั้นไปตลอดชีวิตนี่
 
          ฉันคิดหนักก่อนที่จะตอบตกลงเป็นโค้ชของรายการ “เดอะวอยซ์ ” ด้วยว่าเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายงานหนึ่ง ดีก็เสมอตัว แต่ถ้าแย่คงโดนด่าจนพังพินาศแหงๆ เอาเถอะอะไรที่ต้องเจอมันก็ต้องเจอ อะไรที่ต้องเป็นมันก็ต้องเป็น … เป็นศพ! ได้แต่บอกตัวเองว่าระวังน่ะดี แต่คิดมากไปจนกลายเป็นระแวงประสาทจะแ-กเอาได้! เอาเป็นว่าอยากทำก็ทำ ชีวิตของฉันมันไม่เคยมีคำว่า “คอนเฟิร์ม” หรือ “การันตี” ในความปลอดภัยอะไรอยู่แล้ว เดี๋ยวก็รู้ ในสายตาของคนทั่วไปฉันก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักหนา จะดีก็แค่เสียง เมื่อถูกมองอย่างนั้นมันคงไม่มีอะไรให้เสีย ฉันไม่ต้องแบกรับภาพลักษณ์ดีๆ หรือสร้างภาพอะไรนักหนา แค่นักร้องหน้าแย่ ทำมาหากินกับเสียงมาจนแก่ ได้รับเพียงความชื่นชมไม่สูงส่งถึงขั้นเชิดชู รู้อย่างนั้นแล้วก็วางตัวถูกและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไม่ลำบากนัก (ทั้งๆ ที่มันลำบากจนขี้เกียจจะเสียใจ! … ขืนเสียใจอยู่จะเอาเวลาที่ไหนทำมาหากินกันล่ะ) อือ … ทำก็ทำวะ! … แต่พอทำจริงๆ ความกังวลและห่วงตัวเองกลับหายไป มีอะไรที่หนักหนากว่านั้นเข้ามาแทนที่ … ไม่มีใครรู้หรอกว่า รอบปิดตาคัดตัว (Blind Audition) ฉันและทีมงานได้ซึมซับและกักเก็บความผิดหวังและเสียใจในดวงตานับร้อยคู่ของคนเข้าแข่งขันไว้โดยไม่รู้ตัว และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมโค้ชจึงต้องพูดปลอบทุกคนอย่างที่สุด พี่โอ๋ (อาจกิจ สุนทรวัฒน์) จะสอนฉันว่าให้มีเมตตากับเด็กที่ตกรอบทุกคน “เขาอาจจะเสียใจ แต่สิ่งที่เราพูดไปจะต้องไม่ทำให้เขาเสียกำลังใจ” แววตาและความรู้สึกนั้นฉันเคยผ่านมันมานับครั้งไม่ถ้วน ฉันผ่านมันมาได้ แต่คนเราต่างกัน ความอึดก็ต่างกัน จะมีสักกี่คนที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ จะมีสักกี่คนที่ยอมรับได้และไม่เป็นไรจริงๆ สมัยที่ฉันประกวดตกรอบสุดท้ายร้องไห้ยังกับญาติที่เมืองจีนตายกันหมด เหมือนพระอาทิตย์จะไม่ขึ้นอีกต่อไป เหมือนชีวิตจะไม่ก้าวไปไหน หน้าก็แย่แล้วยังจะผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก จะตายก็ไม่ได้เพราะยังใช้ชีวิตไม่หนำใจ โอ๊ย! สารพัดจะสรรหาเหตุผลมาทับถมตัวเองให้เสียใจกันเข้าไปใหญ่ ใครจะว่าดราม่าก็เถอะ ไม่ลองมาเป็นฉันดูล่ะ แต่คนอย่างฉันมันดื้อด้าน มีแต่คนบอกว่า “หน้าอย่างนี้ไม่มีทางมีชื่อเสียงได้หรอก?” ฉันก็ได้แต่เสียใจและแอบกระซิบกลับไปเบาๆ ว่า “แล้วเมิงคอยดูกรูละกัน!” ฉันไม่ได้จำ “คนพูด” แต่ฉันจำ “คำพูด” “ความเสียใจ” ไม่ได้ผลักฉันให้พุ่งไปได้เท่ากับ “ ความแค้นใจ ” ฉันแค้นหน้าตาของตัวเอง จะให้โกรธใครในเมื่อคำพูดเหล่านั้นมันพูดอีกก็ถูกอีก! “ แต่ไม่เสมอไป! ” เมื่อโลกเปลี่ยนไป อะไรๆ มันก็เปลี่ยนตาม …
 
          ภารกิจการเป็นโค้ชของฉันมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อฉันหย่อนก้นลงบนเก้าอี้สีแดง สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันผ่อนคลายคือการหันไปมองหน้า “ ก้อง สหรัถ ” ดูเขาชิวๆ สบายๆ เหมือนไม่ได้ไม่เสีย ผิดกับฉันอยากจะเสียก็ไม่เสียสักที! เอาเป็นว่าสบายใจที่ได้มองคนหล่อ (อีกนิดนึงจะเข้าสิงละ!) เขาชอบเขาก็กด ไม่ชอบก็นั่งอมยิ้ม ส่วนโจอี้บอยกับแสตมป์คงเครียดพอๆ กับฉัน ก่อนที่จะได้ยินเสียงนับ 5-4-3 แล้วเสียงดนตรีดังขึ้น โค้ชก็จะยุกยิกหันมาคุยกันนอกเรื่องสารพัด บางทีคุยกันติดพันเขานับเข้ารายการก็ค้างอยู่อย่างนั้น ..… เสียงของคนที่รันคิว ตำแหน่งผู้กำกับรายการเป็นเสียงผู้หญิงซึ่งเป็นแฟนของพี่ยุทธ (ทีมดำเนินรายการ ) ขอบอกว่าเสียงเหมือน “ ดีเจพี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) ” เป๊ะ ได้ยินทีไรนึกว่าคลับฟรายเดย์! ภาพที่ตัดออกทีวีช่อง 3 ดูช่างลื่นไหลดีเหลือเกิน แต่ความจริงมันวุ่นวาย ซับซ้อน ยุ่งยากและขลุกขลัก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกรายการ ได้เห็นความตั้งใจและทุ่มเทของคนเบื้องหลัง (ขณะที่ทำหน้าที่เป็นโค้ชในรายการเดอะวอยซ์ ฉันก็ดูรายการที่แข่งขันหรือประกวดร้องเพลงอื่นๆ ในฐานะคนดูฉันว่าทุกรายการมีดีอยู่ในตัวคนละแบบ สิ่งหนึ่งที่มีร่วมกันก็คือ ตั้งใจทำมาให้คนดูมีความสุข ดังนั้นขอให้ดูต่อไปอย่างไม่อคติจะได้เป็นกำลังใจให้คนทำงานเบื้องหลังทุกๆ คน)

          .....ทุกครั้งที่กลับมานั่งเก้าอี้สีแดง จะต้องเช็กไมค์ที่ติดอยู่กับโค้ชแต่ละคน … ทีละคน “ ฮัลโหล เทสต์ หนึ่ง สอง สาม ” จนครบ 4 คน เดี๋ยวโค้ชบางคนก็ขอกินน้ำ เดี๋ยวก็ลุกออกไปฉี่ เดี๋ยวก็จะอั้นจะอี้ สารพัดที่จะทำกัน ช่างหน้าและผมก็จะยกขบวนตบเท้ากันเข้ามาตบแป้งจัดทรงดูวึ่นวือและเวิ่นเว้อเป็นที่สุด ช่างแต่งหน้านางหนึ่งเป็นสาวประเภท 2 รูปร่างและสไตล์การแต่งตัวเป็น ทีน่า เทอร์เนอร์ (สมัยยังสาว) ชื่อ “ ปุ๋ม ” นางจ้องจะตบแป้งโค้ชคนเดียว “ สแตมป์ ” ดังนั้นทุกครั้งที่สั่งเบรก นางก็จะแวะมาให้บริการสแตมป์อยู่เนืองๆ อีกคนดูหล่อและแมนมาก กล้ามเป็นกล้าม หน้าเข้ม สวมแว่นกรอบดำไว้เคราเล็กๆ เห็นทีแรกกรี๊ดนึกว่า “ ผู้พันเบิร์ด ” แวะมาเยี่ยมเดอะวอยซ์ แต่นางถือแป้งกับพัฟมาเลยเลิกเพ้อ! นางชื่อ “ กุมภ์ ” เป็นช่างหน้าประจำกองรายการ
 
          “ 5 - 4 - 3 ” เสียงดนตรีดังขึ้น ต่างคนต่างถูกดึงเข้าไปอยู่ในภวังค์ของเสียงอย่างใจจดใจจ่อ รอบปิดตาคัดตัว (Blind Audition) นอกจาก “ เสียง ” แล้ว ทั้งโค้ชและผู้เข้าแข่งขันต่างกำลังเล่นอยู่กับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า … โชคชะตา!
 
          โปรดติดตามตอนต่อไป …
.......................................
(หมายเหตุ โค้ช (II) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)