บันเทิง

โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 11

โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 11

20 ก.ย. 2555

โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 11 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน

          สำนักปี่พาทย์ตั้งแต่สมัยโบราณกาลจนถึงในปัจจุบันนี้มีสิ่งหนึ่งที่ได้ปฏิบัติและยึดถือกันมานับร้อยปีนั้นก็คือ พิธีไหว้ครู ซึ่งอาจจะบอกได้ว่านี่คือ ประเพณีปฏิบัติของชาวปี่พาทย์ราดตะโพน ที่ทุกคณะ ทุกบ้านหรือทุกสำนักจะต้องจัดพิธีไหว้ครูกันเป็นประจำทุกๆ ปี พิธีไหว้ครูปี่พาทย์ นั้นจะถือเป็นเรื่องของพิธีกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ที่ว่าด้วยเรื่องของการนับถือเทพเจ้าต่างๆ ซึ่งในทางของชาวปี่พาทย์นั้นจะนับถือพระปรคนธรรพ มากเป็นที่สุดรวมถึงองค์อื่น เช่น พระวิษณุกรรม พระปัณจสีขร พระฤาษีกไลโกฏเป็นต้น แต่ถามว่าทำไมชาวปี่พาทย์หรือเหล่าดนตรีไทยต้องจัดทำพิธีไหว้ครูกันทุกปีทั้งๆ ที่มีขั้นตอนปฏิบัติมากมายและยังต้องใช้ทุนทรัพย์ในการจัดอยู่มากพอสมควร ซึ่งผมจะขอเขียนถึงเหตุผลที่ชาวปี่พาทย์ทุกคณะทุกสำนักจะต้องจัดพิธีไหว้ครูกันเป็นประจำทุกๆ ปีแต่จะไม่ขอเขียนถึงพิธีการตามขั้นตอนของการไหว้ครูหรือรายละเอียดต่างๆ เนื่องจากผมเคยเขียนเรื่องนี้มาแล้วล่ะครับ
    
          สำนักปี่พาทย์ทุกสำนักที่ต้องจัดพิธีไหว้ครูกันทุกปีซึ่งนอกจากจะถือเป็นประเพณีปฏิบัติหรือพิธีกรรมที่มีต่อๆ กันมานานแล้วนั้น พิธีไหว้ครูดนตรีไทยนั้นยังจะถือว่า เป็นการแสดงถึงความกตัญญูครูอาจารย์ที่เป็นบรรพบุรุษของเราที่ท่านได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ของศาสตร์ในเชิงปี่พาทย์ ให้กับเราและที่สำคัญที่สุดคือเป็นการบูชาและแสดงถึงความกตัญญูต่อบรมครูที่เป็นองค์เทพต่างๆ อย่างเช่น พ่อแก่หรือพระปรคนธรรพ ที่ท่านได้ประทานความสำเร็จและงานการต่างๆ ให้แก่เรามาตลอดในทั้งปี ด้วยการนำเครื่องสังเวยต่างๆ อย่างครบครัน มาถวายใหัในวันพิธีไหวัครู และยังรวมถึงเป็นการขอขมาต่อครูบาอาจารย์ที่เราอาจจะเคยสบประมาทพลาดพลั้งไปโดยมิได้ตั้งใจ อีกทั้งในพิธีไหว้ครูก็ยังมีพิธีการประสิทธิ์ประสาทให้แก่ผู้ที่จะเริ่มต้นเรียนปี่พาทย์หรือเริ่มที่จะเรียนเพลงครูเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงขึ้นไปอีก ด้วยพิธีกรรมที่เรียกว่า "พิธีจับมือ" อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ เป็นการขจัดปัดเป่าซึ่งเสนียดและจัญไร ที่อาจจะติดตัวมาโดยไม่รู้ตัวและที่สำคัญกว่านั้นก็คือนักปี่พาทย์ที่ไปบรรเลงหรือแสดงในงานศพตามวัดตามวาต่างๆ ซึ่งอาจจะมีวิญญาณร้ายตามติดเข้ามากับสิ่งของหรือตัวเราเองและอาจจะรวมถึงเครื่องดนตรีหรืออาศัยรถที่บรรทุกเครื่องดนตรีเข้ามาในบ้านในสำนักของเรา ซึ่งวิญญาณและสิ่งที่ไม่ดีเป็นอัปมงคลเหล่านี้จะถูกขจัดปัดเป่าไปได้จาก น้ำมนต์ธรณีสาร ที่พิธีกรผู้นำอ่านโองการจะทำน้ำมนต์ธรณีสารในช่วงแรกของพิธีไหว้ครูและจะนำมาพรมให้แก่ทุกๆ คนที่เข้าร่วมพิธีในตอนหลังที่พิธีไหว้ครูเกือบจะเสร็จสิ้นไปแล้วพร้อมๆ กับเจิมหน้าผากด้วยแป้งกระแจะและเหน็บหูด้วยหญ้าแพรกที่ห่อด้วยใบเงินใบทอง เพื่อให้เป็นสิริมงคลกับผู้เข้าพิธีทุกๆ คนให้มีความเฉลียวฉลาดและเจริญรุ่งเรืองไปตลอดทั้งปี และอีกทั้งยังเป็นเหมือนกับการคืนสู่เหย้าที่เหล่าบรรดาทั้งศิษย์เก่าและใหม่ที่ต่างยุคต่างสมัยในสำนักจะได้กลับมาพบปะสังสรรค์กันปีละ 1 ครั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือเหตุผลว่าทำไมชาวปี่พาทย์ทุกสำนักและทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งตัวผมจะต้องจัดพิธีไหว้ครูที่สำนักหรือที่บ้านอยู่กันเป็นประจำในทุกๆ ปี
   
          ในปัจจุบันตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ก็จะให้ความสำคัญโดยจะจัดพิธีไหว้ครูกันเป็นประจำเหมือนกับตามสำนักแต่ก็จะใช้ชื่อรวมกันเป็นพิธีไหว้ครูดนตรีไทย ซึ่งดูเหมือนว่าโลกที่เปลี่ยนไปไม่สามารถที่จะทำให้พิธีไหว้ครูนั้นเปลี่ยนแปลงหรือหายไป แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วมันก็มีสิ่งจากมนุษย์ที่เป็นนักดนตรีไทยนั่นแหละครับที่กำลังทำให้พิธีดนตรีไทยเริ่มมีความศักดิ์สิทธิ์น้อยลง ถามว่าตรงไหนก็คือตรงคนที่นำอ่านโองการพิธีไหว้ครูหรือถ้าจะเรียกตามแบบพวกปลุกเสกก็คือเจ้าพิธีนั่นแหละครับ ซึ่งตามหลักของผู้ที่จะเป็นคนอ่านโองการนำในพิธีไหว้ครูได้นั้นมันก็ต้องมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนถูกต้องตามกระบวนการของนักปี่พาทย์อย่างแท้จริงถึงจะมีสิทธิ์เป็นผู้นำอ่านโองการไหว้ครูปี่พาทย์หรือดนตรีไทยได้ ซึ่งคุณสมบัติที่ว่านี้ก็คือ 1ต้องเรียนเพลงหรือต่อเพลงหน้าพาทย์สูงสุดก็คือ เพลงองค์พระพิราพ ซึ่งก็หมายถึงว่าเคยผ่านการอุปสมบทมาก่อนที่จะเรียนเพลงต่อเพลงนี้มาแล้ว 2ต้องเคยทำหน้าที่ในการบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบพิธีไหว้ครูปี่พาทย์ในเครื่องดนตรีหลักจำพวกระนาดเอก ระนาดทุ้มหรือฆ้องวงใหญ่มาจนอยู่ในขั้นที่เรียกว่าเชี่ยวชาญ 3 ต้องเข้าทำพิธีรับมอบตำราโองการไหว้ครูจากครูที่ท่านมีอาวุโสและตัวท่านได้เคยทำหน้าที่อ่านโองการไหว้ครูมามากพอสมควร ซึ่งพิธีรับมอบโองการนี้ก็จะกระทำในตอนท้ายของพิธีไหว้ครูปี่พาทย์ที่ใดที่หนึ่งไม่ใช่ว่าจะไปกระทำกันตอนไหนหรือที่ไหนก็ได้  4 จะต้องมีวัยที่อยู่ในขั้นที่เรียกว่าอาวุโสพอ ก็คือ 50ปี เป็นอย่างน้อย  5ต้องเป็นคนที่มีความประพฤติดีตั้งมั่นในศีลธรรมและมีความพร้อมทั้งกาย วาจา ใจ
    
          ทั้งหมดนี้ถามว่าผมรู้ได้อย่างไรแล้วมันจะจริงเท็จเชื่อถือได้แค่ไหน ก็ขอบอกว่าตัวผมเองนี่แหละผ่านพิธีตามขั้นตอนของผู้ที่จะเป็นคนนำอ่านโองไหว้ครูมาครบถ้วนแล้ว โดยหลังจากที่ผมได้เรียนเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงสุดจากคุณพ่อของผม จากนั้นก็ได้เริ่มเป็นผู้บรรเลงระนาดเอกประกอบในพิธีไหว้ครูตามบ้านตามสำนักหรือสถาบันต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปัจจุบันนี้ และผมก็ได้เข้าพิธีรับมอบโองการไหว้ครูจากครูพัก โตสง่า ซึ่งก็คือคุณลุงของผม มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 แต่ตัวผมเองก็ยังต้องรอเวลาให้มีอาวุโสอีกสักนิดถึงจะมีความพร้อมในการเป็นผุ้นำอ่านโองการไหว้ครูและตรงนี้เองแหละผมกำลังจะบอกกับท่านผู้อ่านว่าในยุคนี้มีหลายท่านที่เป็นผู้นำอ่านโองการไหว้ครู ที่ถูกต้องตามกระบวนการแต่ก็มีอีกหลายท่านที่ขาดคุณสมบัติตามที่พึงต้องมี แต่ก็ทำหน้าที่เป็นคนอ่านโองการไหว้ครูให้เด็กสมัยนี้นั้นยกมือไหว้กันอย่างไม่มีสิริมงคล และสำคัญคือยังไม่รู้ว่าจะทำน้ำมนต์ธรณีสารที่จัดเป็นของจำเป็นที่ต้องมีในพิธีไหว้ครูเพื่อเอาไว้ขจัดปัดเป่าเสนียดจัญไรได้หรือเปล่าก็ไม่รู้อีกต่างหาก ฉบับหน้าค่อยมาว่ากันใหม่ครับ
.......................................
(หมายเหตุ โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 11 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน)