บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม : ต้องลูกหนังอังกฤษ!

มองผ่านเลนส์คม : ต้องลูกหนังอังกฤษ!

19 ก.ย. 2555

ต้องลูกหนังอังกฤษ! : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... บรรณวัชร

          คืนวันเสาร์มีฟุตบอลพรีเมียร์ลีกหลายคู่ แถมทีมดังลงเตะพร้อมกัน บนไทม์ไลน์ในทวิตเตอร์ จึงมากมายไปด้วยข้อความบรรยายเกม และวิจารณ์ผลงานของทีมรักทีมชอบของแต่ละคน
 
          ทั้งที่เวลาเดียวกัน ช่องกีฬาของจีเอ็มเอ็มแซท ก็ถ่ายทอดสดฟุตบอลบุนเดสลีกา และลีกเอิง กลับไม่มีใครพูดถึงมากนัก
 
          แม้แต่ฟุตบอลลาลีกา ช่องอาร์เอสลาลีกา สปอร์ต ได้ถ่ายทอดคู่บาเลนเซียกับเซลต้าปีโก ก็มีการพูดถึงประปราย ไม่หนาแน่นเหมือนพรีเมียร์ลีก
  
          ด้วยมนต์ขลังของลูกหนังอังกฤษ จึงทำให้เกมการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด "พรีเมียร์ลีก อังกฤษ" 3 ฤดูกาล(ปี 2013-2016) ขับเคี่ยวกันอย่างหนัก เพราะทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าพรีเมียร์ลีกเป็น "คิง ออฟ คอนเทนต์"
 
          ประเมินกันว่าการประมูลลิขสิทธิ์รอบนี้ราคาอาจสูงถึง 4,500 ล้านบาท หรือ 150 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากรอบที่ทรูวิชั่นส์ประมูลมาด้วยราคา 90 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2,700 ล้านบาท 
 
          เท่าที่เป็นข่าวอยู่เวลานี้ ทั้งทรูวิชั่นส์, จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, อาร์เอส และ ซีทีเอช ได้ประกาศตัวเป็นผู้ยื่นประมูลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกเรียบร้อยแล้ว
 
          ทรูวิชั่นส์เป็นผู้ที่ชนะการประมูลพรีเมียร์ลีกมาแล้ว 2 ครั้ง ทำให้ได้เปรียบทั้งในแง่ความสัมพันธ์กับเจ้าของลิขสิทธิ์ และประสบการณ์การประมูล โดยมีฐานสมาชิกกลุ่มพรีเมียมที่ยอมจ่ายแพ็กเกจดูพรีเมียร์ลีก ครบ 380 แมทช์ต่อปีอยู่ 4 แสนราย
 
          "มั่นใจว่าทรูน่าจะชนะ เพราะเคยสู้ชนะมาแล้ว 2 ครั้ง และชนะคู่แข่งระดับภูมิภาค" ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรูวิชั่นส์แสดงความมั่นใจ
 
          สำหรับ วิชัย ทองแตง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เคเบิลไทย โฮลดิ้ง จำกัด หรือ "ซีทีเอช" ก็พร้อมทุ่มเต็มที่กับการประมูลพรีเมียร์ลีกในปลายปีนี้
 
          ว่ากันว่า ซีทีเอชเคยยื่นประมูลลิขสิทธิ์ฟุตบอลเอฟเอคัพ ซึ่งครั้งนั้นซีทีเอชเสนอราคาไปที่ 21 ล้านดอลลาร์ แต่แพ้ช่อง 7 สี ที่จ่าย 28 ล้านดอลลาร์
 
          ฟาก บริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด ภายใต้การขยายธุรกิจแพลตฟอร์ม โอเปอเรเตอร์ และเพย์ทีวี ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำเป็นต้องมีพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่งั้นการขยายตลาดเพย์ทีวีจะทำได้ลำบาก
 
          วันนี้ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่จะมีลีกแชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ แต่คนไทยก็ไม่นิยมดู รวมถึงเจลีก ลีกเอิง บุนเดสลีกา ลีกอาร์เจนตินา ลีกบราซิล ฯลฯ มีผู้ติดตามชมจำนวนไม่มากนัก
 
          ฉะนั้นหากได้ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกมาจริง "อากู๋" ก็วางแผนการบริหารพรีเมียร์ลีกที่มุ่งกลุ่มแมส เพราะแกรมมี่มีฐานสมาชิกกล่องจีเอ็มเอ็ม แซท อยู่แล้วกว่า 8 แสนกล่องในปัจจุบัน
 
          เมื่อแกรมมี่ขยับ อาร์เอสก็เล่นด้วย โดยแสวงหาพันธมิตรธุรกิจด้านการเงินไว้เรียบร้อย จึงพร้อมเข้าประมูลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพื่อทำตลาดเพย์ทีวี
 
          พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่าพรีเมียร์ลีก เป็นคอนเทนต์กีฬาที่คอบอลไทยชื่นชอบเป็นอันดับหนึ่งราว 93% ของตลาดลูกหนังนอก
 
          อาร์เอสก็จะมุ่งไปที่ตลาดแมส โดยจะเสนอค่าสมาชิกเดือนละ 350-450 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ชมไทยพร้อมจ่ายเงินค่าสมาชิก พร้อมทั้งจะช่วยการตลาดกล่องซันบ็อกซ์ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น
 
          ปลายเดือนพฤศจิกายน ก็จะทราบผลว่าเกมประมูลชิงลิขสิทธิ์คอนเทนต์พรีเมียร์ลีกครั้งมโหฬาร นับว่าเป็นการต่อสู้ครั้งที่ดุเดือดที่สุด เพราะว่า 4 ขาใหญ่กระโจนเข้ามาเล่นในเกมนี้แบบต้องชนะสถานเดียว
 
          ทำไมต้องทุ่มกันหนักขนาดนี้ ? คำตอบคือ ธุรกิจเพย์ทีวี และเม็ดเงินโฆษณา เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนให้แก่ธุรกิจของ 4 ยักษ์บันเทิง!
.......................................
(หมายเหตุ ต้องลูกหนังอังกฤษ! : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... บรรณวัชร)