
มายาวิชั่น : คุ้มค่าการรอคอย
คุ้มค่าการรอคอย : คอลัมน์ มายาวิชั่น โดย... เทพิตา
หลังเวที เอเอฟ 9 ได้แชมป์และรองแชมป์ไปแบบงงๆ และค้านสายตาประชาชนคนทั้งประเทศเมื่อวัดกันที่ความสามารถ เราจะมาพูดถึงรายการแนวเดียวกัน โดยย้อนกลับไปในคอลัมน์ มายาวิชั่น ฉบับวันที่ 8 พฤษภาคม เราพูดถึงการมาของรายการ เดอะ วอยซ์(The Voice) เสียงจริง ตัวจริง ที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่มาดังระเบิดเมื่อเป็นเวอร์ชั่นประเทศอเมริกา และอังกฤษ ที่เตรียมสร้างปรากฏการณ์ที่หน้าจอโทรทัศน์บ้านเรา โดยทิ้งท้ายว่าเมื่อวันที่ เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ ออกอากาศจริง เราจะกลับมาพูดถึงกันอีกครั้ง
แล้ววันนั้นก็มาถึงในวันนี้ หลังรายการออกอากาศมาแล้ว 2 เทป ก็ไม่รีรอจะพูดถึงเพราะเพิ่งเริ่มออกอากาศ แต่กระแสตอบรับจากคนดูเป็นที่พูดถึงวงกว้างในแง่ดีเกินคาด
ส่วนตัวโปรดปรานรายการนี้เป็นพิเศษเมื่อครั้งได้ดูเวอร์ชั่นอเมริกาและอังกฤษ สิ่งแรกที่ชอบคือ การประกวดร้องเพลงที่เน้นตัดสินจากความสามารถเรื่องการร้องของผู้เข้าประกวดร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้วัดที่หน้าตาหรือรูปลักษณ์ภายนอก ดังนั้นคนสูง ต่ำ ดำ ขาว อ้วน ผอม มีอายุ หรือหน้าตาไม่ดี แต่ถ้าเสียงดี ร้องเพลงเด่น คุณก็มีสิทธิ์เป็นผู้ชนะรายการนี้ ถือเป็นการประกวดร้องเพลงที่วัดความสามารถจริงๆ เพราะช่วงหลังรายการประกวดร้องเพลงที่มีอยู่ดาษดื่นในบ้านเราเน้นคัดหน้าตามากกว่าเสียงร้อง ความสามารถ บางทีดูแล้วก็เซ็งจิต
อีกส่วนที่ชอบมาก คือ ด่านแรกในการเฟ้นหาคนจะมาเป็นเสียงจริง ตัวจริง คือ รอบ Blind Audition ที่ผู้แข่งขันจะถูกคัดเลือกจากเสียงร้องอย่างเดียว เมื่อโค้ชทั้ง 4 ที่เป็นผู้คัดเลือกจะไม่เห็นหน้าผู้แข่งขัน โดยจะหันหลัง แต่หลังจากฟังเสียงแล้วชอบจะกดปุ่มเพื่อให้ผ่านการคัดเลือก ถึงจะได้หันเก้าอี้มาเจอผู้แข่งขันแต่ละคนได้
การเปิดฉากของ เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ ในรอบ Blind Audition ตลอด 2 เทปที่ออกอากาศก็สร้างความประทับใจให้คนดูจนเป็นที่มาของเสียงชื่นชมทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อผู้แข่งขันแต่ละคนที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้ารอบต่อไปล้วนเป็นคนเสียงดีจัดจริง แถมมีสไตล์ของตัวเอง แม้หน้าตาหรือหุ่นของบางคนนั้นถ้าไปประกวดร้องเพลงรายการดังๆ ที่มีอยู่ในบ้านเรามีสิทธิ์ตกรอบแม้เสียงดีแค่ไหนก็ตาม แต่รายการนี้กลับสานฝันให้พวกเขาและเธอด้วยการให้โอกาส ซึ่งสะท้อนได้ดีถึงความยุติธรรมที่ผู้มีความสามารถควรได้รับในเมื่อคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ความสามารถต่างหากจะเป็นเครื่องพิสูจน์คนแต่ละคน
เมื่อรอบ Blind Audition สอบผ่าน คงต้องจับตารอบต่อไปอย่าง Battle ที่โค้ชแต่ละคนจะจับคู่ลูกทีมของตัวเองมาประชันการร้องเพลงเพื่อเฟ้นหาคนเข้ารอบต่อไปว่าจะยังสร้างความประทับใจให้คนดูได้อีกหรือไม่ แต่ค่อนข้างมั่นใจว่ารอบนี้ต้องสนุกเหมือนเดิม เมื่อผู้ที่จะมาเป็นคู่แบทเทิลกันนั้นคงงัดความสามารถของตัวเองมาช่วงชิงชัยกันแบบสุดตัว
และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เมื่อเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้รายการสนุกมากๆ เห็นจะเป็นลีลาของโค้ชทั้ง 4 คน “ก้อง” สหรัถ, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, โจอี้ บอย และ “แสตมป์” อภิวัชร์ ซึ่งมีสไตล์แตกต่างกันสิ้นเชิง โดยก้องมาแนวป๊อปร็อก, เจนนิเฟอร์ คิ้ม กับการเป็นนักร้องสาวทรงพลัง, โจอี้ บอย แนวแร็พและฮิพฮอพ ปิดท้ายที่แสตมป์เป็นป๊อปอินดี้ ซึ่งเป็นความตั้งใจของรายการที่จะเลือกโค้ชทั้ง 4 ให้แตกต่าง แต่ความแตกต่างของทั้ง 4 เมื่อออกมาเป็นภาพกลับเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมและลงตัวมาก แต่ละคนมีแนวทางของตัวเอง ลีลาการพูดก็สนุกสนาน ไม่แย่งซีนกันเอง ลูกล่อลูกชนก็ดี ที่สำคัญดูเหมือนไม่ค่อยมีสคริปต์มาก มีความเป็นธรรมชาติที่ดูแล้วเพลิดเพลิน การเลือกโค้ชทั้ง 4 จึงถือว่าประสบผลสำเร็จท่วมท้นที่เติมเต็มให้รายการสมบูรณ์แบบมากขึ้น
ตอนที่ 3 พันธมิตร ทรู, ช่อง 3 และโต๊ะกลม ที่ร่วมลงทุน 180 ล้านบาทในการผลิตรายการนี้ ดูว่า เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ จะแบกรับความกดดันจากความสำเร็จของประเทศอื่นๆ แต่เมื่อรายการออกอากาศไปแล้ว ความกดดันนั้นคลี่คลายกลายเป็นความปลาบปลื้มจากเสียงชื่นชมของคนดู และบอกได้คำเดียวว่า คุ้มค่าการรอคอยจริงๆ
.......................................
(หมายเหตุ คุ้มค่าการรอคอย : คอลัมน์ มายาวิชั่น โดย... เทพิตา)



