บันเทิง

แรงบันดาลใจ อยู่ไม่ไกลแต่หาไม่เจอ

แรงบันดาลใจ อยู่ไม่ไกลแต่หาไม่เจอ

18 ก.ย. 2555

แรงบันดาลใจ อยู่ไม่ไกลแต่หาไม่เจอ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... จ๋า ยศสินี ณ นคร

          “ผมไม่รอแรงบันดาลใจ จริงๆ แล้วผมไม่แน่ใจว่าแรงบันดาลใจคืออะไร แต่ผมแน่ใจว่าถ้ามันจะมา การที่ผมเริ่มทำงานเป็นเงื่อนไขให้มันมา” ---เควนติน เบลค

          ทำไมไม่รู้วันนี้นึกถึงคำว่า “แรงบันดาลใจ” อาจจะเพราะได้ยินบ่อยๆ จากโฆษณาแท็บเล็ตยี่ห้อหนึ่งคุณนิ้วกลมหรือ @roundfinger เป็นพรีเซ็นเตอร์ คุณนิ้วกลมพูดในโฆษณาว่าแรงบันดาลใจ ถ้าอยากได้ต้องออกไปหาเอง ซึ่งค่อนข้างจะตรงใจหญิงยศอยู่พอสมควร

          แรงบันดาลใจอาจเป็นอะไรก็ได้ เป็นใครก็ได้ เป็นบทเพลงก็ได้ เป็นถ้อยคำก็ได้ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดความคิด จินตนาการต่อยอดต่อไปได้

          ซึ่งจินตนาการและการคิดต่อยอดนี่แหละ เป็นเครื่องมือที่หญิงยศใช้ตามหา ”ตัวเอง” ในวันที่ยังเรียนหนังสือ โชคดีที่จินตนาการและความสนใจหากันจนเจอ ทำให้หญิงยศเป็นคนที่รู้มาโดยตลอดว่าตัวเองอยากเป็นอะไร ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ อาจใช้เวลาในห้องแนะแนวนานกว่าหลายชั่วโมง

          การหาข้อมูลต่างๆ ก็ไม่ได้ง่ายมากอย่างสมัยนี้ แต่กลับกลายเป็นว่า เด็กสมัยนี้มีปัญหาการหาแรงบันดาลใจหรือ “ตัวตน” ได้ยากมากกว่าสมัยก่อนนั้นเสียอีก

          มันเกิดอะไรขึ้นในเมื่อโลกทั้งโลกอยู่เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่แทนที่มันจะย่อให้โลกใบนี้เล็กลง เด็กหลายคนยังกลับหลง ยังหาตัวตนไม่เจอ

          ได้คำตอบให้กับตัวเองหลังจากเล่นทวิตเตอร์มาร่วมปีว่า “เด็กรุ่นใหม่ได้อะไรมาอย่างง่ายเกินไป” แรงบันดาลใจอาจมีอยู่ทุกที่ แต่ไม่ง่ายในการมองเห็น เราต้องค้นหา ต้องหลับตาแล้วหาด้วยใจ

          ทุกๆ วันจะมีทวิตเตอร์เข้ามาถามหญิงยศด้วยคำถามเช่น “พี่คะ เมื่อไหร่ไอโฟนห้าจะออกคะ” หรือ “พี่คะ หนึ่งกิโลเท่ากับกี่ขีด” หรือ “พี่คะ ไปช่องสามตรงพระรามสี่ ไปยังไงคะ”

          เออ พี่หน้าตาเหมือนกูเกิลหรือยังไงน้องเอ๊ย ทำไมน้องไม่ไปหาข้อมูล กดมือถือเอาก็ได้ มีทั้งแผนที่มีทั้งกูเกิ้ล

          พูดถึงเรื่องแผนที่ก็เหมือนกัน เมื่อวันก่อนมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งถามว่า สมัยก่อนเราไม่มีมือถือ ไม่มีจีพีเอส ไม่มีอะไรเลย ทำไมเราไปไหนมาไหนได้ทั่วประเทศ นัดตรงไหนก็หาเจอ แต่สมัยนี้ที่เทคโนโลยีล้ำหน้าขนาดนี้ คนยังชอบหลงทางอยู่เป็นประจำ ยอมรับว่าไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ ผู้ใหญ่ท่านนั้นให้คำตอบมาว่า “

          สมัยก่อนคนเรามีการวางแผน จะไปไหนทีเราต้องดูแผนที่ ศึกษาเส้นทาง รู้แน่แล้วถึงขับรถออกจากบ้าน คอยสังเกตและมองหาสิ่งรอบข้างเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมาย ในขณะที่คนสมัยนี้ออกจากบ้านโดยที่ไม่รู้ว่าจะไปไหน สตาร์ทรถออกมาแล้วถึงค่อยโทรถามเพื่อนว่าต้องไปเจอกันที่ไหน แล้วค่อยกดจีพีเอสหรือแผนที่ในมือถือดู”

          คิดตามแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เส้นทางยังหาเองไม่เจอ อย่างอื่นคงไม่ต้องเอ่ยถาม ถ้าตายังต้องชำเลืองดูลูกศรสีแดง หูยังคอยฟังเสียงให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ใจจะนิ่งพอที่จะมองเห็นแรงบันดาลใจที่ตกหล่นอยู่ข้างทางนั้นคงยาก

          แต่อดแปลกใจไม่ได้ว่าสิ่งที่ควรจะมาเป็นตัวช่วยให้คนเราเรียนรู้ได้มากขึ้น ทำไมเรากลับเลือกใช้ให้มันเป็นตัวขัดขวางแทนไปเสียอย่างนั้น

          อ้อ... สำหรับคนที่แปลกใจว่าเจ้าของคำคมข้างบนนั้นคือใคร ถ้าขี้เกียจ กูเกิลหาก็จะบอกให้ค่ะว่าเขาคือนักวาดภาพประกอบคู่ใจของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ โรอัล ดาร์ล ส่วนผู้ใหญ่ที่เล่าเรื่องเส้นทางให้หญิงยศฟังมีชื่อว่า “ประวิทย์ มาลีนนท์” ค่ะ
.......................................
(หมายเหตุ แรงบันดาลใจ อยู่ไม่ไกลแต่หาไม่เจอ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... จ๋า ยศสินี ณ นคร )