บันเทิง

ดูทีวีญี่ปุ่นแล้วก็เศร้า...

ดูทีวีญี่ปุ่นแล้วก็เศร้า...

12 ก.ย. 2555

ดูทีวีญี่ปุ่นแล้วก็เศร้า... : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์

          ในยุคที่เด็กประถมได้แท็บเล็ตเป็นของขวัญจากรัฐบาล หรือพ่อแม่มองไอแพดประหนึ่งของเล่นอัจฉริยะเอาไว้ให้ลูกเล่นจะได้ไม่ร้องกวนใจ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยได้ก้าวไปถึงอีกจุดหนึ่งของการใช้ชีวิตแล้ว

          ไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่านี่คือยุคไอที มันคือยุคที่เราเลือกจะดู ส่งต่อ ช่วยเหลือเกื้อกูล หรือกล่าวร้ายใครก็ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ กระทั่งการเสพสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ ทีวี ทั้งฟรีทีวี และเคเบิ้ล ยังต้องยอมให้ดูผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ไม่งั้นจะดูไม่ครอบคลุมกลุ่มผู้ชม ซึ่งอ้อมก็คิดว่ามันมีประโยชน์ทีเดียว อย่างน้อยที่สุดมันก็ช่วยให้เราไม่ต้องบ่นกับเพื่อนว่า “เออว่ะ เมื่อคืนไม่ได้ดู... มีใครอัดไว้ปะ” หรือ “เฮ้ย เล่าให้ละเอียดดิ เดี๋ยวไม่อิน” เพราะเดี๋ยวนี้หาดูย้อนหลังได้เร็วทันใจ แทบจะชั่วโมงต่อชั่วโมง หนำซ้ำอันไหนไม่มีใครอัพขึ้นละก็อาจดูไม่ดังจริงไปซะงั้น ซึ่งต้องขอบคุณวิวัฒนาการนี้ค่ะ มันทำให้งานอาชีพดีเจคลื่นบันเทิงอย่างอ้อมง่ายขึ้น หรือกระทั่งจะเขียนลง "คม ชัด ลึก" เนี่ย ก็ต้องอาศัยหาดูย้อนหลังในบางทีแล้วถ้ามีอะไรที่คิดว่าดี เราก็จะไม่เสียดายโอกาสหากจะบอกต่อให้คนอื่นลองดู

          แต่จะว่าไปสำหรับอ้อม ทีวีก็ยังเป็นหลักอยู่ดีค่ะ เพราะบ้านไม่มีคอมพิวเตอร์ (555)แล้วดูทีวีมันได้อารมณ์อีกแบบ ถามว่าถ้าไม่ได้ดูทีวีสักพักจะมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตไหม ถ้าในแง่ความบันเทิงก็ไม่ค่ะ ลองทดสอบโดยไม่ดูทีวีไทยมาแปดวัน ใช้วิธีดูทีวีญี่ปุ่น แล้วค่อยอ่านหนังสือพิมพ์ไทยสามฉบับในวันสุดท้าย แล้วอาศัยถามรุ่นน้องถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ ในรอบ 8 วันภายใน 30 นาที ก็พอจะเข้าใจได้ว่า 8 วันที่ไม่ได้ดูทีวีไทยไม่ได้มีอะไรให้ตื่นเต้นมาก ละครยังพอเดาทางได้ รายการทีวีก็ไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้น

          ถ้าจะต่างก็คงมีแค่ “พาราลิมปิก” ซึ่งถ้าจะมองว่าเป็นแค่ข่าวกีฬาที่มีทุกวันก็ได้ แต่สำหรับอ้อม พาราลิมปิกมันพิเศษค่ะ ยิ่งเวลาดูทีวีช่องญี่ปุ่นจะรู้สึกว่ามันพิเศษมาก เขาให้ความสำคัญกับนักกีฬาของเขามากเลยทีเดียว (ฟังไม่รู้เรื่องหรอกนะคะ แต่ภาษาภาพมันทำให้เราเข้าใจได้เลย) มีภาพการฝึกซ้อม ภาพนักกีฬาเวลาอยู่กับครอบครัว แล้วก็เดินทางไปเข้าแข่งขัน เท่าที่ทราบเมืองไทยก็มีข่าวค่ะแต่โดยภาพรวมเราให้น้ำหนักมันน้อยเสียจนอดคิดไม่ได้ว่า อะไรทำให้ญี่ปุ่นเขาตระหนักเรื่องพวกนี้ได้มากกว่า ให้ความสำคัญกับคนได้เท่าเทียมมากกว่า

          พาราลิมปิก บ้านเราไม่ทำให้รู้สึกคึกคัก มีกองทัพนักข่าวแห่แหนไปรอถ่ายหน้าบ้านใคร มีผู้สนับสนุนรอมอบเงินถุงเงินถัง ดูเหงากว่าโอลิมปิกเยอะ ยังดีที่คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานมูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกประเทศไทย พาไปเยี่ยมชมสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ของทีมเชลซีก่อนกลับ แต่ลองคิดว่าถ้าสิงห์ไม่ได้เป็นพาร์ทเนอร์กับเชลซี นักกีฬาของเราแข่งเสร็จก็...เออ กลับเหอะ ไม่มีรางวัลชีวิตอะไรให้เขาเท่าไร

          นอกจากรายการสกู๊ปข่าวพาราลิมปิกของญี่ปุ่น ก็ยังมีรายการดีๆ อย่างเช่น รายการสอนภาษาอยู่หลายรายการที่อ้อมนั่งดูได้ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องกับเขาสักภาษาด้วยซ้ำ

          ที่พูดอย่างนี้เพราะเขาไม่ได้มีสอนเฉพาะภาษาอังกฤษ แต่ยังมีรายการสอนภาษาฝรั่งเศส และภาษาอิตาลีด้วย สิ่งที่อ้อมมองว่าน่าสนใจคือ เขาใช้คนต่างชาติเจ้าของภาษา(แต่พูดญี่ปุ่นได้)มาเป็นพิธีกรร่วมกับพิธีกรญี่ปุ่น แล้วมีสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นมา สถานการณ์จริงบ้าง สถานการณ์สมมุติบ้าง ทำเป็นกึ่งๆ เกมให้ฝึกหัดออกเสียง ฝึกเรื่องไวยากรณ์ ถูกผิดก็แก้กันตรงนั้นเลย อ้อมก็ฟังไม่เข้าใจ แต่รู้สึกได้ว่ากลวิธีของเขาหลากหลายดีจังแล้วเวลาที่เขานำเสนอก็ไม่ขี้เหร่ อยู่ในราวๆ 4-5 ทุ่มของวันธรรมดาด้วย ส่วนตอนเช้าก็จะมีรายการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กซึ่งผู้ใหญ่อย่างเราก็ดูได้เพลินๆ แถมได้ฝึกทบทวนอีกต่างหาก

          หันมามองบ้านเรา กำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภาษาต่างชาติยังงูๆ ปลาๆ กันอยู่เลย เท่าที่เห็นรายการภาษาที่พึ่งพาได้ก็มี คริสเดลิเวอรี ทางช่อง 5 แล้วก็ English Breakfast ทางไทยพีบีเอส (ซึ่งล่าสุดได้ข่าวมาว่า กำลังจะหลุดผังในเร็ววัน)กับรายการความรู้ภาษาอังกฤษสั้นๆ เฉลี่ยประมาณ 1 นาทีต่อรายการ หุหุ...

          พูดแล้วก็กลับไปเรื่องเดิม เราชอบพูดว่าอยากให้มีรายการส่งเสริมศีลธรรมและสร้างสรรค์เยาวชนเยอะๆ มันก็มีค่ะ ช่องดีๆ ที่เสนอรายการเกี่ยวกับศาสนา แต่อยู่เวลาตี 4 ตี 5 นะคะ(สงสัยมีไว้ให้พระดู) ส่วนเวลาค่อนข้างดีที่ชาวบ้านน่าจะได้ดูเยอะๆ ก็จะกลายเป็นช่องที่ความนิยมไม่ได้อยู่เป็นอันดับต้นๆ

          ส่วนรายการเกี่ยวกับเยาวชนยุคนี้ก็เน้นไปที่การประกวดแข่งขันโกยเรตติ้ง แล้วจะมาคาดหวังให้อนาคตของชาติฉลาดหรือใจดีมีศีลธรรมกันได้ยังไง จริงๆ อ้อมก็ดีใจนะคะที่เด็กๆ มีคนใส่ใจให้แท็บเล็ตแต่อยากขออีกสักอย่าง

          เพิ่มรายการดีๆ ในทีวีให้พวกยังไม่มีแท็บเล็ตใช้ หรือพวกเลยวัยได้รับแจกอย่างอ้อมด้วยเถอะค่ะ
.......................................
(หมายเหตุ ดูทีวีญี่ปุ่นแล้วก็เศร้า... : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์)