
เล่นหูเล่นตา : เสียง (II)
เสียง (II) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
บางครั้ง… ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวละครในหนังบู๊กำลังภายในของกิมย้งเรื่อง “มังกรหยก” …ลีหมกโช้ว ศิษย์เอกสำนักสุสานโบราณรุ่น 3 (ศิษย์พี่ของเซียวเหล่งนึ่ง) ฉายา “เทพธิดาไหมแดง” ฝีมือสูงส่ง แต่จิตใจอำมหิตนักจากพิษรักที่ไม่สมหวังกับ “เล็กเต็งง้วน”
“หน้าตาดีมันทำให้ชีวิตง่ายขึ้น” ความจริงที่สุดแสนจะเจ็บปวดและทิ่มแทง จนบางครั้งฉันรู้สึกว่าตัวเองแพ้ตั้งแต่เกิดเมื่อฉันส่องกระจกมองเงาสะท้อนของตัวเอง ถ้าฉันหน้าตาดีและเกิดมาในตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวยชีวิตฉันจะเป็นอย่างไรในตอนนี้ มันจะเปลี่ยนจากหลัง… มาเป็นหน้ามือรึเปล่า?!!
“กริ๊ง… กริ๊ง…” เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ในมือถือมันปลุกฉันให้ “ตื่น” จากความฝันเพ้อแล้วกลับมาเผชิญกับความจริงอันโหดร้าย เมื่อจ้องมองเข้าไปในเงาสะท้อนนั้นอีกครั้งอย่างเนิ่นนาน เมื่อ ณ วินาทีนี้ฉันเป็นของฉันแบบนี้ก็ต้องอยู่ให้รอดต่อไปจนลมหายใจสุดท้าย… ไม่มีเวลาให้ฉันคร่ำครวญหรือพร่ำเพ้ออะไรมากนักหรอก หน้าก็แย่แต่ยังเพ้ออยู่กับบ้านแล้วจะเอาอะไรแ-กล่ะคะคู้น! ตราบเท่าที่สองมือยังมีและสองเท้าก็ยังอยู่ (ครบ) เติมกำลังใจและความรักในตัวเองลงไป มันก็ทำให้ฉันมีแรงฮึดไปอีกหนึ่งวัน… มีความเชื่อบางอย่างที่ซ่อนในตัวทำให้ฉันก้าวเท้าเดินออกจากบ้านไปตามหาความฝัน จนวันนี้ฉันได้ก้าวมาไกลกว่าที่คิดไว้… มาก…กก
ฉันไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเอง แต่ฉันเชื่อมั่นใน “พรสวรรค์” ที่ฉันมีอยู่ มันช่างเป็นพรสวรรค์ที่เจียมเนื้อเจียมตัว หลบซ่อน และเชื่องช้าอยู่กลายๆ กว่าที่ฉันจะหามันเจอ กว่าที่ฉันจะขัดเกลามัน ตบตีกับมัน ปลุกมันให้ตื่น ฉันก็ใช้เวลานานกว่า 20 ปี !
“คนอะไรวะมาเกิดเอาป่านนี้? …ตอนเป็นสาวมันไปทำอะไรอยู่ ?” คงมีใครตั้งคำถามในใจพอๆ กับที่ฉันก็สงสัย…
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นฉันไปทำอะไรอยู่ รู้แต่ว่าตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินด้วยการรับจ้างใช้เสียงตามที่ต่างๆ ตั้งแต่สถานที่ไฮโซไปจนถึงอโคจร โดยที่ไม่รู้ว่า “พรสวรรค์” คืออะไร แล้วมัน “มีอยู่จริง” ในตัวฉันไหม? ตะบี้ตะบันร้องไป ล้มลุกคลุกคลานก็หลายที ท้อก็หลายที ร้องไห้กับเสียใจอย่าไปนับเพราะทำเป็นกิจวัตรประจำวัน เดี๋ยวมีงานทำ เดี๋ยวตกงาน สาเหตุมีแค่ 2 ข้อ ข้อแรก ร้านเจ๊ง ! อันนี้ต้องเข้าใจ ส่วนข้อต่อไปเพราะฉันหน้าเจ๊ง! (มาแต่เกิด) คนหน้าตาดีมาจากไหนไม่รู้ก็มาเอาช่วงเวลานั้นๆ ไปรับประทาน…
“มันอะไรกันนักหนาวะ !” ฉันได้แต่ถามตัวเองแบบนี้ทุกครั้งที่เกิดปัญหาซ้ำซากยิ่งกว่าปวดท้องเมนส์ทุกเดือน เอาเถอะ ! …มันคงเป็นค่านิยมที่ใครๆ ก็ต้องชอบของสวยๆ งามๆ ข้างในจะเป็นอย่างไรก็ว่ากันอีกเรื่อง…
ระหว่างนั้นฉันทำได้แค่เพียง “เชื่อ” ในบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวโดยไม่รู้ว่ามันคืออะไร และด้วยคำแนะนำสั่งสอนของพี่ๆ นักดนตรีที่คลุกคลีอยู่ด้วยกันเวลาทำงานก็เริ่มทำให้ฉันมั่นใจว่าข้างในตัวฉันมันมีอะไร…
“เอ็งเป็นคนเสียงดี แต่ต้องฝึกฝนอะไรอีกหลายๆ อย่าง สักวันเอ็งจะเก่งกว่าคนนั้น” “พี่สมศักดิ์ ลัทธิ” อาจารย์คนแรกในชีวิตของฉัน ตอนนั้นแกเล่นเบสอยู่ที่ร้านยัวร์เพลส (Your Place) ค็อกเทลเลาจน์ของเหล่าไฮโซกลางซอยทองหล่อเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว แกจะคอยด่าคอยว่าเพื่อให้ฉันได้พัฒนา ตอนนี้แกคงอยู่บนฟ้ามองดูผลงานของแกที่เฝ้าเสียเวลาสั่งสอนเพาะบ่มผ่านช่วงเวลาอันเนิ่นนานจนน่าถอดใจในเสียงของฉัน แกเสียชีวิตไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว หรือลูคีเมีย (Leukemia)
โก้ มิสเตอร์แซกแมน เล่าว่า ช่วงนั้นก่อนแกเสียที่โรงพยาบาล โก้ไปเยี่ยม พอดีเปิดทีวีแล้วแกเห็นฉันร้องเพลงในทีวี แกร้องไห้บอกว่าดีใจที่ฉันมีวันนี้และวันนั้นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้น… ทุกวันนี้ฉันทำได้เพียงทำบุญไปให้พี่สมศักดิ์และภาวนาขอกำลังใจจากแกในทุกๆ ครั้งที่ต้องเจอกับอะไรที่ฉันไม่แน่ใจว่าจะผ่านไปได้เพียงลำพัง… พี่ศักดิ์คือคนแรกที่มองเห็นพรสวรรค์ในตัวฉัน แล้วสร้างความเชื่อมั่นในวันต่อมาจนมาถึงวันนี้… ฉันไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร ได้แต่สำนึกในทุกครั้งที่เปล่งเสียงว่า… พี่เขาอยู่ในเส้นเสียงของฉันตลอดเวลา เสียดายที่แกเสียชีวิตเร็วเกินไป ไม่งั้นแกคงได้สอนให้ฉันเข้าใจในบางสิ่งที่ฉันไม่มีวันเข้าใจ…
“ทำไมพรสวรรค์จึงไม่อยู่เหนือทุกสิ่งจริงๆ”
อย่างน้อยก็ขอให้มันอยู่เหนือเปลือกของความหลงใหลในรูปภายนอก ฉันคงจะขอมากเกินไป !… ด้วยเสียงที่ฉันมีมันคงแค่พอเลี้ยงตัวเองและครอบครัว มันไม่ได้ทำให้ฉันภูมิใจนักหนาตราบเท่าที่คนส่วนใหญ่ยังคงคิดว่า “ก็ดีแต่เสียง !” “ฉันทำดีที่สุดได้แค่นั้น” ฉันก้มหน้าตอบเบาๆ อย่างเจียมตัว
นานเข้าบางสิ่งก็เขามาปนเปื้อนความรู้สึกในใจของฉันโดยไม่รู้ตัว… รู้แค่ว่ามันทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยขึ้นและแข็งแรงขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริงที่ว่า “ฉันอ่อนแอและเจ็บปวดกว่าเก่าต่างหาก” “เมื่อดีไม่ได้มันต้องร้ายใช่มั้ย ?” ฉันไม่รู้ จนป่านนี้ฉันก็ยังไม่แน่ใจ แต่ภาพร้ายๆ มันทำให้เราไม่ค่อยโดนรังแก ฉันต้องคอยจำกัดมันให้เป็นแค่ภาพหรือเปลือกที่เป็นเกราะป้องกันเราจากภายนอก ในขณะที่ไม่ให้มันซึมเข้าไปข้างในจนฉันกลายเป็นคนร้ายจริงๆ ต้องขอขอบคุณปมด้อยและความเจ็บปวดต่างๆ ที่ผู้คนซึ่งผ่านมาผ่านไปได้มอบให้ฉัน เพราะมันทำให้ฉันยืนอยู่ได้จนถึงเวลานี้ เวลาที่ยังคงบอกกับตัวเองเสมอว่า… “มันไม่ยุติธรรม”
การทำงานของฉันแต่ละครั้งราวกับลีหมกโช้วออกไปแก้แค้นผู้คนในยุทธภพ นางผลักดันความโกรธและความผิดหวังให้กลายเป็นพลังซึ่งผู้คนมิอาจต่อต้านและยังต้องเกรงกลัว ไม่ต้องใช้ “ออร่า” แต่ใช้ “รังสีอำมหิต” ที่ซ่อนอยู่ในเสียงและสายตาที่ดูเชือดเฉือนแทน ทุกครั้งที่ต้องยืนอยู่กลางผู้คนฉันเปล่งเสียงราวกับการสะบัดแส้ของลีหมกโช้ว ใครอาจเรียกว่า “พ่นไฟ” ก็ตามใจ ไม่ว่าเสียงนั้นจะแสดงถึงความสุข เศร้า เหงา หรือเสียใจ มันซ่อนความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีต่อความอยุติธรรมกับเสียงไว้เสมอ ฉันไม่อาจจะเปลี่ยนผู้คนรอบข้างได้ ดังนั้นฉันจึงต้องเปลี่ยนตัวเองในแบบที่จะทำให้ฉันเอาตัวรอดในสังคมอันโหดร้ายและไม่เคยยุติธรรมต่อพรสวรรค์ที่ฉันมีนี้ได้…
และความรู้สึกนี้ก็ไม่ได้มีอยู่ในฉันเพียงคนเดียว มันซ่อนอยู่อย่างขมขื่นในผู้คนอีกมากมายหลายล้านคนที่มีความสามารถแต่ถูกมองข้ามเพียงเพราะว่า… “หน้าตาไม่ดี”
จากนี้ไปการแก้แค้นครั้งใหญ่ของลีหมกโช้วและเหล่าแนวร่วมกำลังจะเกิดขึ้นในทีวีครั้งแรกของเมืองไทยที่จะทำให้เห็นว่า “เสียงมันกำลังเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ตัวมันเองอย่างที่สุด" ในรายการ เดอะ วอยซ์ (The Voice) เสียงจริง ตัวจริง เริ่ม 9 กันยายนนี้ ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 17.45 น. ทางช่อง 3 แล้วเวลาของคุณจะคุ้มค่าทุกนาทีจริงๆ !
.......................................
(หมายเหตุ เสียง (II) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



