บันเทิง

เล่นหูเล่นตา : เสียง(I)

เล่นหูเล่นตา : เสียง(I)

03 ก.ย. 2555

เสียง (I) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          ฉันตื่นขึ้นมาจากที่นอน คว้ารีโมทมาปิดแอร์ เมื่อแอร์หยุดทำงาน ฉันได้ยินเสียง “ งิ้ง … ง … ง ” ดังอยู่ในหู มันเป็นเสียงของความเงียบ … ฉันชอบมัน … เพราะท่ามกลางความเงียบงัน ฉันได้ยินเสียงของตัวเอง เสียงของความคิดที่ซุบซิบอยู่ในหัวของฉัน ในเวลานั้น … มันจริงที่สุด!
 
          “ระหว่างคนตาบอดกับหูหนวก ถ้าต้องเลือกเป็น พี่จะเลือกอะไร” สีเกดถามขณะขับรถ
 
          “คนหูหนวก … เพราะอย่างน้อยพี่ก็ยังได้เห็นภาพ รู้ว่าคนหน้าตาเป็นยังไง สัตว์สิ่งของต่างๆ มีรูปร่างยังไง สีหน้าขำ เศร้า เสียใจ ดีใจ เป็นแบบไหน ยังมีภาษามือที่พอจะสื่อสารกับใครๆ บนโลกนี้ได้”
 
          ฉันตอบสีเกดขณะที่มองต้นไม้และผู้คนผ่านกระจกเมื่อรถแล่นไปเรื่อยๆ …
 
          วันหนึ่งฉันตื่นขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ (ซึ่งก็เป็นปกติในชีวิตฉัน) ลืมตาขึ้นมาในความมืดแล้วหลับตาลงฟังเสียงงิ้งๆ ในหู ฉันได้สัมผัสกับความสงบและความปลอดภัยในเวลานั้น น่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่กลัวการอยู่คนเดียว กลัวที่มืด กลัวความเงียบ แต่ไม่กลัวการอยู่กับคนแปลกหน้ามากมาย ท่ามกลางแสงสีเสียงและความวุ่นวายที่ซ่อนอันตรายและความไม่จริงใจอยู่ในนั้น … แล้วฉันก็หาคำตอบสุดท้ายให้ตัวเองได้ว่าถ้าต้องเลือกเป็น … ฉันจะเป็น “คนตาบอด” ที่ได้ยินเพียง “เสียง” แต่ไม่มีวันเห็นภาพ … เคยได้ยินแต่คำว่า “ภาพลวงตา” ฉันไม่เคยได้ยินคำว่า “เสียงลวงหู” สักที ระหว่างภาพกับเสียง ฉันเชื่อมั่นและไว้ใจ “เสียง” มากกว่า ลองนึกถึงภาพของคนที่กำลังยิ้มและนินทาเราซึ่งหน้า เมื่อปิดเสียงเราจะไม่มีทางรู้ว่าเขามาดีหรือร้าย คราวนี้ในทางกลับกัน ลองหลับตาฟังเสียงเปล่าๆ ดู ต่อให้คนคนหนึ่งพูดจาหวาน ใช้คำสุภาพ ใช้โทนเสียงใจดีแค่ไหน แต่เนื้อหาและการสื่อความหมายไม่มีทางจะหลอกหูเราได้ เช่นว่า... “คุณเป็นคนที่ดีกับผมที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา แต่คุณดีเกินไป” แปลว่า...มันจะทิ้งเราไปมีคนใหม่ไง! (แล้วยังทำมาพูดดีอีกไอ้ฟาย!) และต่อให้คนคนหนึ่งกำลังพูดโกหกเรา คุณก็จะจับโทนเสียงและความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนไว้ใน “เสียง” นั้นได้ ถ้าคุณจะไม่ใช่แค่ใช้หูฟังอย่างเดียว แต่ใช้ “ใจ” ช่วยฟังด้วย...เป็นคนตาบอดต่อให้จะต้องอยู่กับความมืดไปตลอดชีวิต ถ้าฉันจะไม่หลอกตัวเองเกินไป ฉันก็ยังจะได้รู้สึกว่าอยู่กับความจริงไปตลอดชีวิตเช่นกัน ดีกว่าต้องมองเห็นภาพผู้คนที่ลวงตาลวงใจเราจนชีวิตทั้งชีวิตมันสับสนทำให้คนบางคนก็อยากจะลาโลกไปทั้งๆ ที่ตาก็มองเห็น และหูก็ได้ยิน เพียงแต่ไม่ได้เห็นและได้ยินความจริง!
 
          ทุกวันนี้ฉันใช้ชีวิต “ในความรู้สึกของคนตาบอด” คือ สื่อและรับ ความหมายจากเสียงมากกว่าแปลความหมายจากภาพ ฉันจึงยังคงชอบใช้โทรศัพท์คุยกับใครๆ มากกว่าส่งข้อความหรืออัพภาพในอินสตาแกรม (ความจริงแล้วอยากจะบอกว่า “โง่” ใช้คอมพ์ไม่เป็นมากกว่า!) ในชีวิตส่วนตัวฉัน “ฟัง” เสียง ในชีวิตการทำงานฉันใช้ “เสียง” ช่วงของการทำงานฉันเข้าโหมด “คนตาบอด” อย่างสมบูรณ์แบบ ทำไมน่ะเหรอ? มันทำให้ฉันรู้สึกดีไง! ไม่ต้องประเมินผลจากภาพแล้วรู้สึกว่ามีอะไรคอยกวนใจกวนสมาธิอยู่ตลอด ฉันจึงรู้สึกดีเวลามีใครล้อว่า ใช้แต่เสียง ไม่ใช้หน้า! ขายเสียงน่ะ...ดี แต่ขายหน้าน่ะ...อาย! ทุกครั้งที่ฉันต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะพยายามไม่ใส่ใจสักแค่ไหน ฉันก็ยังอดรู้สึกบางอย่างไม่ได้...ฉันมาทำอาชีพนี้ทำไม (วะ)? ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่ากว่าจะรู้สึกอะไรมันก็ไม่ทันแล้ว บนพื้นที่ไม่กว้างไปกว่า 2 เท้าที่จะยืน หันไปทางไหนก็มีแต่คนหน้าตาดี คนหน้าตาแบบฉันก็มีให้เห็นในวงการไม่กี่คน ที่ยืนหยัดอยู่ได้เพราะมีคนฟังส่วนหนึ่งที่มีประสาทสัมผัสและเมตตาจิตสูง ใช้หูและใจฟังเสียงพวกเรามากกว่ามองแค่ตา ไม่มีใครรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดและด้อยค่าอยู่ลึกๆ ได้เช่นนี้ หากไม่ตกอยู่ในสภาพเสียงกับหน้าเหมือนฟ้ากับเหวอย่างฉันกับนักร้องอีกบางคน... “เสียงดีแค่ไหนก็ไม่มีทางดังได้เหมือนคนหน้าตาดี” เมื่อคำพูดเช่นนี้ดังขึ้น (ครั้งแล้วครั้งเล่า) ตัดภาพมาที่ฉัน เหมือนคนบ้าที่สวมชุดสีขาวรัดแขนเข้ากับตัวแบบในหนังฝรั่งแล้วมีบุรุษพยาบาล 2 คนคอยจับไว้ ดิ้นพราดๆ เพื่อให้หลุดจากพันธนาการ หมายจะกระโดดไปบีบคอไอ้คนที่คิดแบบนั้น ทั้งดิ้นทั้งกระโดดทั้งถีบ หมอพุ่งเข้ามาปักเข็มลงไปที่แขนกดยาลงจนสุดแล้วฉันก็นิ่งไปเฉยๆ ความหมายก็คือ... “ยอมรับความจริงซะ!”...เมื่อคนบ้าคนเดิมออกจากโรงพยาบาล นั่งอยู่ในรถเอามือแปะเล่นกระจกที่แล่นไปอย่างคนไร้วิญญาณ มองเห็นป้ายโฆษณาแอลอีดีจอยักษ์กลางแยกนั้น “เดอะวอยซ์ เสียงจริง...ตัวจริง” … เสียงอย่างเดียวหน้าไม่เกี่ยว ...คนบ้าคนนั้นยิ้มกว้าง น้ำตาจะไหล!
 
          ฉันไม่รู้ว่าโลกที่ฉันอยู่ทุกวันนี้มันมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงโลกทดลองที่ใครบางคนส่งมนุษย์มาอยู่บนโลก แล้วปล่อยให้มนุษย์เหล่านี้สร้างทุกสิ่งที่อยู่ในจินตนาการให้มันเป็นจริงโดยการฝังดีเอ็นเอ (DNA) อะไรลงไปในสายพันธุ์บางสายแล้วปล่อยให้มันแพร่กระจายเหมือนไวรัสกลายเป็นค่านิยมที่ว่าด้วย “ความสมบูรณ์แบบ” ซึ่งก็คือความเสมือนจริงที่ไม่มีวันเป็นจริง (หากความคิดนี้ใช้กับคน) … ขณะเดียวกันก็ส่งสายพันธุ์ที่เต็มไปด้วยความสามารถแต่ขาดตัวช่วยทางกายภาพ ซึ่งก็คือกลุ่มคนหน้าตาแย่แต่มากความสามารถลงมาอยู่ในโลกใบเดียวกันเพื่อให้ความจริงต่อสู้กับความเสมือนจริง ความบกพร่องต่อสู้กับความสมบูรณ์แบบ แล้วรอดูผลว่าใครจะเป็นผู้ชนะ!
 
          หากแนวคิดนี้ได้ถูกทดลองในทุกๆ ประเทศ สำหรับประเทศไทยแล้ว ดูเหมือนว่าความเสมือนจริงหรือความสมบูรณ์แบบในหมู่คนหน้าตาดี (เพราะธรรมชาติหรือมีดหมอก็แล้วแต่) จะครองแชมป์มายาวนานราวกับจ้างล้มมวย ซึ่งฮั้วกันตั้งแต่กรรมการไปยันคนดู จนในที่สุดคนดูจะเชื่อว่ารูปหล่อกล้ามใหญ่ตัวโตกว่าจะต้องชนะในทุกแมทช์ ที่สุดมันจึงกลายเป็นค่านิยมส่งผ่านรุ่นต่อรุ่นให้เชื่อกันไปแบบนั้น จนไม่มีที่เหลือให้ความสามารถได้แสดงตัว ผลก็คือมาเร็วไปเร็ว เมื่อเอาภาพลักษณ์ ความงามและความอ่อนวัยเป็นที่ตั้ง ที่สุดก็ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือกาลเวลา คงจะลืมกันไปแล้วว่า คุณภาพของงานต่างหากที่อยู่ยั้งยืนยง ให้คนชื่นชมและสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ปรับปรุงและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีขึ้น อันส่งผลถึงความเจริญทั้งแนวคิดและการกระทำแบบยั่งยืนต่อไปในอนาคต
 
          หากวันใดความสามารถอยู่เหนือหน้าตา ประเทศไทยเราจะขยับพัฒนาขึ้นไปอย่างไม่รู้ตัวอีกหนึ่งขั้น และเมื่อมันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ช้าประเทศเราจะกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ฉันหวังว่า “เสียงจริง...ตัวจริง” จะแสดงตัวมันให้เป็นที่ประจักษ์ว่า เสียงสำคัญกว่าภาพ และเสียงได้เรียกร้องความยุติธรรมให้กับตัวมันเองแล้ว!
.......................................
(หมายเหตุ เสียง (I) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)