บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง : Three Times

เอกเขนกดูหนัง : Three Times

31 ส.ค. 2555

Three Times : คอลัมน์ เอเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

          ว่ากันว่าห้วงเวลาที่งดงามที่สุดในชีวิต คือ ‘โมงยามแห่งความรัก’...หนังรักจากไต้หวันของผู้กำกับ โหวเซี่ยวเสียน ก็ว่าไว้อย่างนั้นเช่นกัน หนังเล่าเรื่องในสามช่วงเวลาต่างกัน โดยใช้ตัวละครชุดเดียวกัน มองอย่างผิวเผินอาจจะไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน หากแต่เพ่งลึกลงไปในรายละเอียด อาจพบว่า ทั้งสามเรื่องซ่อนเร้นความหมายระหว่างกันและกันเอาไว้ก็ได้
 
          ในตอน ‘โมงยามแห่งความรัก’ (A Time for Love) เรื่องราวเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1966 ที่เมืองเกาสง เล่าถึง ‘เฉิน’ (จาง เจิ้น) หนุ่มน้อยหน้ามนที่ชอบขี่จักรยานมาเล่นพูลเป็นประจำ วันหนึ่งเขากำลังจะเดินทางออกจากเกาะไปเป็นทหาร ด้วยเหตุอันใดไม่ทราบได้ เขาเอ่ยปากกับหญิงสาวประจำโรงพูลว่า ขอเขียนจดหมายมาหาเธอบ้างได้ไหม...หลายเดือนผ่านไป จดหมายถูกส่งมา แต่ปรากฏว่าคนที่เปิดอ่านคือ บริกรสาวประจำโรงพูลคนใหม่ชื่อ ‘เมย์’ (ซู ฉี) ครั้นเมื่อ ‘เฉิน’ กลับมาเยี่ยมบ้าน เขาก็ตรงดิ่งมายังโรงพูลทันที แต่กลับทราบข่าวว่าบริการสาวคนเก่าลาออกไปแล้ว และหลังได้รู้จักกับ ‘เมย์’ ระหว่างเล่นพูลด้วยกัน ก่อนจาก ‘เฉิน’ ก็เอ่ยปากขอ ‘เมย์’ ว่า ให้เขาเขียนจดหมายถึงเธอบ้างได้หรือไม่...หลายเดือนผ่าน จดหมายถูกส่งถึง ‘เมย์’ อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อ ‘เฉิน’ เดินทางกลับมา เขากลับพบว่า ‘เมย์’ ย้ายที่ทำงานไปเสียแล้ว ‘เฉิน’ จึงออกตระเวนตามหาเธอไปทุกที่
 
          แม้เรื่องราวคล้ายจะเล่าถึงความรักที่ต้องพรากจาก แต่บทส่งท้ายในหนังก็ลงเอยด้วยดี ความสดใสในโมงยามนี้ นอกจากตัวละครที่ดูสดใสมีชีวิตชีวาแล้ว เพลงรักหวานๆ อย่าง “Smoke Gets in Your Eye” ที่นำมาคลอเคล้าตลอดทั้งเรื่อง ก็ช่วยขับเน้นอารมณ์ชวนฝันในหนังได้เป็นอย่างดี ถ้าช่วงเวลาในยุค 60’s เป็นยุคแห่งบุปผาชน คนหนุ่มสาวละวางเรื่องวุ่นวายในโลก ชีวิตอย่างเสรีภาพ ใช้ความรักเพื่อสยบศึกสงคราม ความรักที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยของ ‘เฉิน’ และ ‘เมย์’ ก็น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมารองรับ ถ้าคนหนุ่มสาวยุคนั้นถูกมองว่าใช้ชีวิตอย่างไร้แก่นสาร เอ้อระเหยลอยชายไปวันๆ โดยไม่จะเป็นต้องคำนึงถึงอนาคตในวันข้างหน้า ฉากที่ ‘เฉิน’ กับ ‘เมย์’ รู้ว่าตัวเองพลาดรถไฟกลับบ้านเที่ยวสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจ จูงมือเดินมารอรถเมล์ที่ป้ายอย่างไร้ความหวัง (แต่สีหน้าของทั้งคู่กลับดูเปี่ยมสุข) ก็ไม่ต่างจากตอนจบของ “The Graduate” หนังคลาสสิกที่วิพากย์ช่วงเวลาแห่งยุคสมัยที่คนหนุ่มสาวต่างตกอยู่ในภาวะเคว้งคว้าง ไร้จุดหมาย (The Graduate ออกฉายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่เกิดขึ้นในหนังตอนนี้ของ Three Times) โดยเฉพาะฉากที่เบนจามิน กุมมือเอเลนบนรถบัส หลังพาเธอหนีออกจากโบสถ์กลางพิธีแต่งงานได้สำเร็จ แม้ทั้งคู่จะครองรักกันสมใจ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่า ท่ามกลางดวงตาเหม่อลอยของทั้งสองที่ทอดมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายความรักของเขาและเธอจะไปได้ไกลซักแค่ไหน
 
          ตอนที่สอง ‘โมงยามแห่งเสรีภาพ’ (A Time for Freedom) หนังย้อนกลับไปไกลในปี ค.ศ. 1911 ณ เมืองต้าเต้าเฉิง คหบดีหนุ่มมักจะหลบมาใช้เวลาอยู่กับนางคณิกาสาวสวยในสำนักโคมเขียว พร้อมเล่าถึงปัญหาการบ้านการเมืองให้เธอฟังอยู่เนืองๆโดยเฉพาะการพยายามหาทางปลดแอกจากการยึดครองของญี่ปุ่น Three Times ในตอนนี้สวยด้วยการจัดองค์ประกอบศิลป์ครบครัน ทั้งงานกำกับภาพ กำกับศิลป์ อีกทั้งยังแสดงความคาราวะต่อศิลปะภาพยนตร์ในยุคแรกเริ่มด้วยการทำเป็นหนังเงียบ ปรากฎบทสนทนาของตัวละครด้วยตัวอักษรคั่นระหว่างเรื่อง แต่ในฉากที่นางคณิกาเปล่งเสียงร้องขับกล่อมแขกผู้มาเยือน หนังก็ปล่อยให้เสียงหวนไห้ของเธอสะกดผู้ชม ชวนให้รู้สึกเวทนากับการถูกจองจำเหมือนดั่งนกน้อยในกรง หนังตอนนี้สะท้อนถึงการโหยหาเสรีภาพของคนจีนอย่างชัดแจ้ง ตั้งแต่ตัวคหบดี นางโลมผู้อาภัพ
 
          และสุดท้าย หนังยังทำร้ายความรู้สึกให้หดหู่ลงไปอีก เมื่อคหบดีหนุ่มพยายามช่วยโสเภณีวัยรุ่นนางหนึ่งที่กำลังตั้งครรภ์ให้รอดพ้นจากสำนักนางโลมแห่งนี้โดยไม่แยแสถึงความรู้สึกของนางคณิกาคนที่อยู่เคียงข้างคอยเอาใจใส่ดูแลเขาอยู่ตลอดเวลา และถ้าย้อนกลับไปสำรวจตรวจสอบประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น ปีค.ศ. 1911 เกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ในอู่ฮั่น อันเป็นจุดเริ่มต้น นำมาซึ่งการล่มสลายของราชวงศ์ชิงในจีน ตามด้วยการสูญสิ้นของระบอบกษัตริย์ในเวลาต่อมา การแบ่งขั้วและแย่งอำนาจการปกครองของจีนนั่นเอง ทำให้ชาวจีนส่วนหนึ่งอพยพมาลงหลักปักฐาน ตั้งการปกครองของตนขึ้นบนเกาะไต้หวันในอีกเกือบ 40 ปีต่อมา
 
          ตอนสุดท้าย ‘โมงยามแห่งความเยาว์วัย’ (A Time for Youth) หนังสลับเล่าเรื่องกลับมาในปี ค.ศ. 2005 ณ กรุงไทเป ยุคสมันที่โลกก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีเชื่อมต่อถึงกันได้แค่ปลายนิ้ว คู่รักจากสองตอนก่อนหน้านี้ มารับบทช่างภาพหนุ่ม และนักร้องสาว คราวนี้ความรักของทั้งคู่เกิดขึ้นชั่วประเดี๋ยวประด๋าวหลังพบกันในผับ ฝ่ายชายมีคู่รักอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่ฝ่ายหญิงก็คบหากับแฟนสาวในลักษณะรักร่วมเพศ ความรักของทั้งคู่ไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นเพราะแรงปรารถนาทางเพศหรือไม่ แต่ในเวลาที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน การแสดงออกต่อกันอย่างเร่าร้อนคงน่าจะบอกความในใจของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี
 
          การเล่าเรื่องและวิธีการนำเสนอตลอดจนแสดงออกของ Three Times ในแต่ละตอน ล้วนสะท้อนสภาพสังคม การเมือง การปกครอง (ซึ่งอาจไม่ใช่เพียงแค่ของคนไต้หวัน แต่อาจหมายถึงคนทั้งโลก) ณ ห้วงเวลานั้นๆได้เป็นอย่างดี แม้แต่ในตอนสุดท้าย การสื่อสารของตัวละครส่วนใหญ่ถ้าไม่ผ่านการออนไลน์ ก็ส่งถึงกันทางข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ เสียงอื้ออึงของยวดยานพาหนะบนท้องถนนที่แทบจะฟังเสียงสนทนาของตัวละครไม่ได้ศัพท์จับใจความไม่ได้ ก็สื่อถึงความเจริญของโลกอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ที่ผลักคนเราให้ห่างออกจากกันทุกที และที่สำคัญพฤติกรรมของผู้คนนับวันก็ยิ่งผิดเพี้ยนประหลาดล้ำเข้าไปทุกที
 
          ตลอดสองชั่วโมงกว่าของ Three Times ที่แม้จะเล่าเรื่องไปอย่างเรียบนิ่งอ้อยอิ่ง แต่ท่ามกลางความเงียบงันหลายๆครั้งกลับทำให้เราจดจ่อติดตามไปอย่างไม่ไหวติง...นี่ล่ะ! คือเสน่ห์ของศิลปะประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ‘ภาพยนตร์’
.......................................
(หมายเหตุ Three Times : คอลัมน์ เอเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)