
'สิ่งที่ได้จากเวทีบรรยาย...หลายๆ เวที'
'สิ่งที่ได้จากเวทีบรรยาย...หลายๆ เวที' : คอลัมน์ หนุ่ยรู้-โลกรู้ โดย... หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์@nuishow
เผลอแป๊บเดียว คอลัมน์ "หนุ่ยรู้-โลกรู้" ก็นำเสนอมาถึง 27 สัปดาห์แล้ว ผ่านเวลาถึงครึ่งปีไปได้อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาและปลายปากกาตัวเอง! เนื่องด้วย "การเขียนคอลัมน์ประจำในนสพ." เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะทำได้มาก่อน ชีวิตนี้ผมอาจจะพูดเก่ง-พูดเร็วแต่เรื่องการเขียนแล้วผมเขียนช้ามากครับ กว่าจะประดิดประดอยตัวหนังสือไปถึงมือท่านผู้อ่านได้เล่นเอาอ่วมและ "เก้าอี้ร้อน" ทุกๆ สัปดาห์ไป
สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ผมใช้ชีวิตเป็น "วิทยากร" ตลอดสัปดาห์ เรียกได้ว่าไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่ได้ขึ้นเวที คำนวณชั่วโมงบนเวทีตลอดสัปดาห์นี้ของผมน่าจะมากกว่าการนอนอยู่บนเตียงก็ได้ครับ
ผมได้ไปบรรยายให้นักศึกษาแพทย์ใน "วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า" ฟังในเรื่อง "ดาบสองคม Social Network" เป็นครั้งแรกในชีวิตการบรรยายครับที่ได้เห็นนักศึกษานั่งหลังตรง...แหน่ว ในชุดทหารฟังเราพูด... ที่นี่ระเบียบวินัยได้โล่มากๆ (เฉพาะเด็กปี 2 นะครับ) วันนั้นจำภาพได้ติดตาว่าอาการหัวเราะ "ท้องคัด-หลังแข็ง" มันเป็นอย่างไร?
สิ่งที่ได้จากเวทีบรรยายในวันนั้นที่อยากเอามาเล่าต่อคือ "ความเป็นห่วงลูกศิษย์ของคุณครูในยุคสมัยนี้" อาจารย์แพทย์หญิงท่านหนึ่งได้ยกมือขึ้นถามผมในช่วงท้ายการบรรยายว่า "เด็กสมัยนี้เขาขีดเส้นสั่งครูว่า Facebook คือพื้นที่ส่วนตัวของเขา...ครูไม่ควรก้าวก่าย แล้วคนเป็นครูควรทำอย่างไร?"
ผมไม่ได้ตอบคำถามครูตรงๆ แต่ตอบไปยังนักศึกษาแบบตรงไปตรงมาว่า "อะไรในอินเทอร์เน็ตที่มันเป็นส่วนตัวบ้างล่ะ? ...คุณ(น.ศ.)อาจห้ามอาจารย์ก้าวก่าย แต่คุณห้ามอาจารย์คิดดูแคลนคุณไม่ได้" การใช้อินเทอร์เน็ตแบบฝาห้องน้ำ ก็ไม่ต่างจากการโชว์โง่เพื่อรอวันหนึ่งที่คุณเติบใหญ่มีชื่อเสียงขึ้นมา ความติ๊งต๊องในอดีตของคุณก็จะถูกคนไม่หวังดีสักคนขุดออกมาเข่นฆ่าคุณ!
ต่อจากนั้นผมไปพิษณุโลก เพื่อบรรยายให้นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลย์สงครามด้วยหัวข้อ "อนาคตวงการไอที...ที่คุณควรรู้ตอนนี้" หัวข้อนี้ผมบรรยายมาหลายสิบรอบแล้วครับ จังหวะจะโคนการบรรยายเป๊ะเว่อร์มากแล้ว ฮากระจายได้ทุกๆ 2 นาที นักศึกษาที่นี่ก็แนวๆ นักศึกษาราชภัฏทั่วๆ ไปครับ (ผมพูดแล้วอย่าโกรธกันนะ...ถือว่าผม Feedback ในฐานะผู้บรรยายก็แล้วกัน) คือ Motivation น้อย อารมณ์เรียนก็ได้ไม่เรียนก็ชิล บ้างเข้ามาแช่แอร์หลับในห้องประชุมโดยเฉพาะ เวลาผมมองจากบนเวทีผมมักจะมองไปยังแววตาผู้ฟังครับ ก็ถือว่าเด็กที่นี่อาการยังไม่หนักระดับโคม่า ยังพอมีแววตาที่สดใสน่านำไปพัฒนาต่อได้ ผมก็อัดความรู้ให้เต็มที่ครับ (ฝากคุณครูอัดต่อด้วย) ...บรรยายอยู่ราว 110 นาที ช่วงท้ายได้คำถามจากนักศึกษาในเรื่องที่พวกเขากำลังเป็นกังวลคือเรื่อง "AEC หรือการเปิดเสรีอาเซียน" ก็ต้องแสดงความห่วงใยไปยังบุคลากรทุกคนในไทยที่ภาษาอังกฤษยังไม่กระดิกหรือยังไม่กล้าพูดออกจากปากเพื่อสื่อสารนะครับว่า "ประเทศไทยเป็นดินแดนเป้าหมายของชาวอาเซียนที่อยากเดินทางข้ามพรมแดนมาทำงาน" ก็ต้องถามทุกคนกลับว่าถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการ คุณจะเลือกจ้างใครระหว่างคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ กับคนฟิลิปปินส์ที่พูดภาษาอังกฤษคล่องปรื้อ... ชั่วโมงนั้นนายจ้างไหนๆ ก็คงอยากทำการค้าระหว่างประเทศเขาก็จำเป็นต้องจ้างคนเก่งภาษา... "แต่โอกาสยังมีอยู่" ถ้าให้เลือกคนไทยพูดอังกฤษคล่อง กับคนต่างด้าวพูดอังกฤษคล่อง ผมตอบในฐานะนายจ้างว่ายังไงเราก็ต้องเลือกคนไทย ชาติเชื้อเดียวกัน โอภาปราศรัยกันแนบแน่นกว่า
"นาทีนี้นักศึกษาไทยทุกคนบนผืนโลก จึงต้องใส่ใจกับการเรียนแล้วนะครับ คิดดูสิว่าการเรียนการสอนที่ไม่เกิดผลกับตัวคุณ มันนำพาความเสียเวลา-เสียงบประมาณประเทศชาติไปขนาดไหนแล้ว" ... ต่อไปใครเรียนจบมาแล้วไม่ฉลาด ผมต้องโทษแล้วนะว่า "ก็เพราะสมัยเรียนคุณเ-ือกไม่ตั้งใจเรียนไง!"
อีกเวทีที่ไปมาวันเสาร์เป็นเวทีของสมาคมเลขานุการสตรีและนักบริหารจัดการแห่งประเทศไทย ก่อตั้งมา 40 ปีแล้วครับ ฉะนั้นสมาชิกที่มาฟังไม่ได้ห่วง "รุ่นลายคราม"..ดีใจที่คุณป้าคุณอาสนใจหัวข้อ "อนาคตวงการไอทีฯ" ผมจัดเต็มไป 2 ชม.ครึ่ง (เล่าจังหวะช้า ไม่เร่งเครื่องแรงเกิน) ก็จัดได้ว่าฮากันน้ำหมากกระจาย! แววตาผู้หลักผู้ใหญ่ท่านเป็นประกายและให้ความสนใจต่อเรื่องวิทยาการความก้าวหน้ามากๆ
บ่ายวันเดียวกัน...ผมสลัดคราบวิทยากรและรีบบึ่งไปที่สถาบันพระปกเกล้า สถานศึกษาที่ผมกำลังร่ำเรียนอยู่ตอนนี้ในหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่น2 งานนี้ผมรับหน้าที่เป็น "ผู้เชิญวิทยากร" บ้างแล้วครับ หัวข้อคือ "เทคโนโลยีกับผู้นำยุคใหม่" เป็นงานที่ทางสถาบันมอบหมายมาให้ผมหาวิทยากรที่ดีที่สุดให้ ผมเชิญคุณ "ปกรณ์ พรรณเชษฐ์" ผู้อำนวยการอาวุโส (แต่ยังหนุ่มอยู่นะ) สายการตลาด เรียกง่ายๆ คือตำแหน่งเดิมของคุณ "ธนา เธียรอัจฉริยะ" เซียนการตลาดของ dtac เดิม.. เป็นตำแหน่งที่หลายคนจับตามองหลังการลาออกของคุณโจ้ ธนาว่า dtac จะดันใครขึ้นมาควบคุมบังเหียนนี้แทน และแล้วองค์กรก็เลือกคุณปกรณ์ หลังจากอุทิศตัวให้องค์กรมาอย่างยาวนาน .. ประสบการณ์ในวงการ Telecom แกยาวนานถึง 19 ปีทีเดียว
หลังจากเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลธรรมศาสตร์สมัยเรียน จบมาก็เข้าสู่วงการเลย โดยทำโทรศัพท์ดาวเทียมอีริเดี่ยม (หวังว่าคงจำกันได้)
ผมร่วมงานกับพี่กี้ ปกรณ์ หลายครั้งบนเวทีในฐานะพิธีกรสัมภาษณ์ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นแกในบทบาทอาจารย์พิเศษบรรยายเดี่ยว แกทำได้เยี่ยมทีเดียวเลยล่ะ สไตล์การบรรยายเป็นการถามนำให้นักศึกษาได้คิดตามและถกในประเด็นการพัฒนาสื่อสารในบ้านเรากับนักศึกษาอย่างดุเดือด ในคลาสเรียนวันนั้นมีหลายคนที่เราๆ รู้จักอย่างคุณสุริยะใส กตะศิลา, ส.ส.ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว (สงขลา) ฯลฯ คุณกี้แกเป็นคนฟังคำถามละเอียดและตอบเคลียร์มากๆ มีหลายเรื่องที่ผมอยากนำมาแชร์ให้ท่านผู้อ่านครับ
ณ เวลานี้ ในขณะที่ผู้ให้บริการทั้ง 3 ค่ายยังอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานกันอยู่ AIS คู่สัญญากับ TOT ในการใช้ความถี่ 900Mhz /ดีแทค-ทรูมูฟ คู่สัญญากับ CAT ในการใช้ความถี่ 1800 และ 850Mhz
- ทุกๆ การทำรายได้ 1 บาทของ AIS ต้องแบ่งรายได้เข้ารัฐ (TOT) 25สตางค์ (ความหมายคือ 25%ของรายได้รวม) โดย AIS เหลือเวลาสัมปทาน 2 ปี
- ทุกๆ การทำรายได้ 1 บาทของ dtac และ TrueMove ต้องแบ่งรายได้เข้ารัฐ (CAT) 30สตางค์ (30% นั่นเอง) โดย TrueMove เหลือเวลาสัมปทาน 1ปี ส่วน dtac เหลือมากสุดคือ 6ปี
ล่าสุดหลายท่านคงได้เห็น ณเดช ณ ทรูมูฟเอช ออกมาเชิญชวนให้ผู้ใช้ TrueMove(เฉยๆ) เปลี่ยนไปใช้ TrueMoveH 3G+ (ในทางกฎกสทช.ก็คือย้ายค่ายเบอร์เดิม) เหตุผลที่เราๆ ทราบๆ คือ TrueMove(เฉยๆ) กำลังจะหมดสัญญาสัมปทาน (ย่านความถี่ 1800) ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีการขยายเครือข่ายอีกแล้วในช่วงปีสุดท้ายนี้ ก็จะพาลูกค้าเปลี่ยนไปใช้เครือข่ายใหม่ TrueMoveH คลื่น 850Mhz (ซึ่งต้องยอมรับว่า 3G แรงสุดในไทยในขณะนี้) สิ่งที่เราอาจไม่ทราบมาก่อนก็คือ สัญญาฉบับใหม่ที่ True ทำกับ CAT ไม่มีการแบ่งรายได้เหมือนในอดีต (รายได้ 1 บาท แบ่งรัฐ 0บาท) ข้อดีคือจะทำให้ทรูสะสมขุมพลังเงินในการลงทุนเครือข่ายต่อไปได้อย่างมาก แต่ข้อไม่ดีคือ "มันถูกต้องแล้วหรือ?" เรื่องนี้คณะกรรมการต่างๆ ก็กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบสัญญากันอยู่อย่างขะมักเขม้น ดังที่เราๆ ได้ทราบจากข่าวไป จริงๆ CAT น่าจะได้ประโยชน์จาก TrueMoveH ด้วยหากทำตลาดแบรนด์ MY (เพราะจะได้ใช้เสาสัญญาณโดยไม่ต้องลงทุน) แต่ล่าสุด CAT ก็ประกาศล้มเลิกการทำตลาดแบรนด์ MY ไปแล้ว (แข่งสู้เอกชนยาก)
ประเด็นที่เราน่าคิดกันคือ แล้วเมื่อตุลาคมที่จะถึงนี้มาถึง กสทช.เปิดประมูล 3G บนคลื่นที่แท้จริงคือ 2100Mhz แล้วทุกค่ายได้ใบอนุญาตกันหมด (ซึ่งจากสูตรประมูลล่าสุด จะไม่มีใครแพ้แล้วครับ จะได้ใบอนุญาตกันถ้วนหน้าคนละ 15 Mhz โดย "อาจ" ไม่ต้องแข่งทุ่มเงิน รัฐก็จะได้เงินค่าประมูลน้อยแล้วทีนี้) ทั้ง 3 ค่ายอาจออกจากสัมปทานเดิมที่ต้องมีการแบ่งรายได้ (ขออนุญาตเรียกส่วย) ให้รัฐ ..ทีนี้ CAT กะ TOT จะขาดรายได้มหาศาลที่เคยได้รับมาตลอด 20 ปีมานี้ ..แล้วไงต่อ??
คุณปกรณ์ ชี้ให้เราเห็นว่าบทบาทที่องค์กรรัฐวิสาหกิจด้านโทรคมในต่างประเทศทำคือ "การลงทุนข้ามชาติ" Telenor ต้นสังกัดของ dtac จริงๆ แล้วคือองค์การโทรศัพท์ของนอร์เวย์, SingTel ต้นสังกัดของ AIS ก็คือองค์การโทรศัพท์สิงคโปร์ ต่างก็ขนเอาเงินมาซื้อกิจการเอกชนนอกประเทศตัวเอง ...ณ เวลานี้แม้แต่ Malaysia Telecom ยังเอาเงินออกไปลงทุนนอกบ้าน.. มีแต่เราที่ยังกลัวจะเสียค่าต๋ง (ซึ่งวันหนึ่งก็ต้องสูญเสียไปแน่) ต้องสู้แล้วครับ AEC ก็กำลังจะเปิดแล้ว เราจะเอาอะไรไปแข่งกะเขา!?!?
.......................................
(หมายเหตุ 'สิ่งที่ได้จากเวทีบรรยาย...หลายๆ เวที' : คอลัมน์ หนุ่ยรู้-โลกรู้ โดย... หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์@nuishow)



