บันเทิง

อาลัยรัก...ท่านอังคาร

อาลัยรัก...ท่านอังคาร

27 ส.ค. 2555

อาลัยรัก...ท่านอังคาร : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... นันทพร ไวศยะสุวรรณ์

          แม้ไม่มีท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ วันนี้แล้ว แต่ผลงานที่ฝากไว้ยังคงอมตะไม่เลือนหาย...  
 
          และคงไม่เฉพาะที่อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เคยบอกไว้ว่า ในรอบพันปีจะมีคนอย่าง อังคาร กัลยาณพงศ์ เกิดขึ้นมาเพียงคนเดียวเท่านั้น
 
          เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สิ่งที่ท่านรังสรรค์ไว้ ไม่ว่าจะผ่านทางภาพวาด หรืองานเขียนร้อยแก้ว-ร้อยกรอง ล้วนแล้วแต่เปี่ยมไปด้วยความหมายและอรรถรสทางศิลปะอันทรงคุณค่า
 
          เป็นบุคคลที่คนใกล้ชิดในแวดวงงานศิลปะทั้ง 2 แขนง เต็มใจเรียกนามว่า "ท่าน" ได้อย่างสนิทใจ
          ท่านเป็นคนที่มีอุดมคติต่อตัวเอง และอุดมคติต่อสังคมอย่างมั่นคง  
 
          ท่านอังคารเคยบอกว่า กวีนิพนธ์นั้น ควรจะอยู่ในชีพจรของผู้ที่เกิดมาเป็นกวี เปรียบดั่งผู้สืบสานโลหิตของฟ้าและดิน บทกวีควรจะเป็นลมหายใจของกวีด้วยซ้ำไป 
 
          "ถ้าเราเกิดมาเป็นกวีหรือนักประพันธ์ เราต้องเอาชีวิตและวิญญาณเรามาให้แก่สิ่งเหล่านี้ เหมือนกับคุณเกิดมาเป็นจันทร์กะพ้อ คุณก็ต้องหอมกระจายไปรอบๆ ต้น อยู่ในป่าไหน เวลาไหนก็หอมสะพรั่ง"
 
          คนที่เคยสนทนากับท่าน มักจะได้ยินความมั่นคงในความคิดและการทำงาน รวมถึงคำเปรียบเปรยอันแหลมคมที่ทำให้มองเห็นภาพได้เสมอ
 
          "หัวใจคุณต้องไม่ใช่ธรรมดา ถ้าเกิดเป็นกวี หัวใจคุณก็ต้องเป็นกวี มันมีเสน่ห์เป็นธรรมชาติในดวงวิญญาณเรา"
 
          ใครที่ไม่คุ้นเคยกับท่านอังคาร มักเหมาจากความตรงไปตรงมาและน้ำเสียงอันดังว่า ท่านเป็นคนดุ! ซึ่งแท้จริงแล้ว ท่านเป็นคนใจดี และมีเมตตาธรรมสูงมาก
 
          ท่านมีรอยยิ้มบริสุทธิ์ประดุจเด็กทารก ท่านมีประกายตาที่ใสแวววาวอย่างดวงแก้ว
          ท่านอังคารมีความอ่อนไหวมากในเรื่อง "ความรัก" โดยเฉพาะกับ "ครอบครัว"
          วันที่ลูกสาวคนเล็กจะแต่งงาน ท่านพูดถึงลูกด้วยความทะนุถนอมแล้วเผลอปาดน้ำตา 
 
          ท่านอังคารห่วงคุณอุ่นเรือน ภรรยาที่ป่วยเป็นมะเร็ง ขณะที่คุณอุ่นเรือนก็ห่วงท่านอังคาร สรุปแล้วต่างคนต่างดูแลซึ่งกันและกันจนแก่เฒ่า 
 
          ก่อนที่ท่านอังคารจะจากไป ท่านต้องต่อสู้กับโรคภัยที่รุมเร้า ทั้งโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคไต
          ระหว่างที่รักษาตัวที่โรงพยาบาล 15 วัน เหมือนรู้ว่าจะถึงวาระสุดท้าย...
 
          ช่วง 8 วันสุดท้าย ท่านขอให้ล้างพิษตัวเองด้วยการรับแต่น้ำมะพร้าวและน้ำเปล่า ไม่กินข้าวหรือเนื้อสัตว์ เพื่อล้างสิ่งต่างๆ ออกจากลำไส้ บำเพ็ญตนเป็นโยคี ร่างกายท่านสะอาดมาก
 
          คุณอุ่นเรือนไม่เคยห่างไปไหน คอยจับชีพจร แตะหัวใจท่านอังคาร และกระซิบข้างหูว่า ..."พ่อไม่ต้องกังวลนะ" 
 
          กระทั่งเวลา 00.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม ท่านก็ลาลับ !
          ร่างที่นอนสงบบนเตียงนั้นดูสะอาดสะอ้าน และมีใบหน้าที่อิ่มเอิบเหลือเกิน
          แม้กายจะผ่ายผอมด้วยโรคภัย ทว่าตัวตนของท่านในความรู้สึกของคนที่รักและศรัทธากลับรุ่งโรจน์ใหญ่โตปะทุขึ้นมาจนล้นอก
         
          ท่านใช้ชีวิตมาถึง 86 ปี ถึงกาลที่ต้องพักแล้ว... 
 
          (สวดพระอภิธรรมศพ ตั้งแต่วันที่ 25-31 ส.ค. ที่วัดตรีทศเทพ ศาลา 2 จากนั้นจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพต่อไป)
.......................................
(หมายเหตุ อาลัยรัก...ท่านอังคาร : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... นันทพร ไวศยะสุวรรณ์)