บันเทิง

อิไต้ทัวร์ (V)

อิไต้ทัวร์ (V)

27 ส.ค. 2555

อิไต้ทัวร์ (V) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          ทัวร์ประหลาดตั้งแต่ชื่อไปยันคน ที่พี่ดุ๊ก ภาณุเดช ตั้งให้สมาชิกเดนตายทั้งแก่และเด็ก รวม 13 คน อันประกอบด้วย หัวหน้าทัวร์ พี่ดุ๊ก ภาณุเดช, พี่แจง วราพรรณ และพี่นุ้ย (สามี), พี่จี๋กับพี่ปลา, ชุดาภา จันทเขตต์ กับจิ่นโจ ลูกชาย, ท็อป ดารณีนุช กับ กั๊ท-แก็งค์ ลูกชายทั้งสอง และกลุ่มสุดท้าย ฉันกับหลานชายอีก 2 ตัว จากสุวรรณภูมิสู่นาโงย่า ไม่รู้จะไปลงตรงนั้นทำไม? หากพี่ผัดไทยไม่ได้อยากจะแวะลงช็อปปิ้งเทศกาลกระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง หลุดจำนำที่จัดขึ้นทุกปีที่นี่ ที่สุดแล้วพี่ผัดไทยก็ไม่ได้มาด้วย จองไว้อย่างนั้นตั้งแต่แรก เครื่องก็เลยต้องลงที่นาโงย่า แล้วต่อรถเข้าเกียวโต พักโรงแรมแบบเรียวกัง นอนซุกผ้านวมนุ่มๆ บนพื้นเสื่อตาตามิแทนที่จะเป็นเตียง ใช้เวลา 2-3 คืนออกตระเวนตามที่ต่างๆ เพื่อชมปราสาท ราชวัง ตำหนัก วัดและศาลเจ้านิกายเซนในเมืองเกียวโต เมืองใหญ่อันดับ 7 ของญี่ปุ่น บนพื้นที่รวม 610 ตารางกิโลเมตร ที่ที่มีประชากรน่ารักๆ 1.5 ล้านคนกับสถาปัตย์โบราณรอดจากการถูกถล่มในสงครามโลกครั้งที่ 2
 
          ฉันกับณัฐและบิว หลานชายวัย 27 และ 15 ที่แยกตัวเที่ยวกันเดี่ยวๆ เพื่อความคล่องตัวแทนที่จะรวมกลุ่มชิลๆ กับเพื่อนทั้งก๊วนที่ชวนปวดหัวเมื่อต้องรอกันไปมา ยิ่งเวลากินข้าวร้านรวงของญี่ปุ่นไม่พอจะบรรจุคนไทยขี้ตะกละ 13 คนในคราเดียว ต้องผลัดกันเข้าไป รวมกันเราช้า อย่ากระนั้นเลยแยกกันดีกว่า! พวกฉัน 3 คนได้ไปย่านกิออน (Gi-on) เขตทำมาหากินของเกอิชาที่เข้าไปร้องรำทำเพลงในร้านอาหารหรูๆ ซึ่งลูกค้าต้องจองล่วงหน้า แถมราคาสูง ช่วงเวลานั้นดันฝนตกเฉอะแฉะ เกอิชาคงจะหลบฝนอยู่ที่ไหนสักที่ก็เลยไม่ได้เจอตัวเป็นๆ ของดีมักจะหายาก ใครเขาจะมาเดินเกลื่อนกันตามรอบสวนลุมเหมือนบ้านเราล่ะ ฝนตกพวกนางก็ยังออกมายืน อือ… เกิดเป็นไทยแล้วใจต้องสู้!
 
          เยี่ยมชมวัดน้ำใสหรือวัดคิโยมิสึ (Kiyomizu Temple) ที่พวกเราเน้นทางขึ้นที่เต็มไปด้วยของกินมากกว่าวัดเสียอีก! ตกเย็นยังเหลือเวลาแวะเข้าตลาดนิชิกิ (Nishiki Temple) ตลาดในร่มที่มีทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับครัวให้เลือกซื้อและกิน แต่ราคาก็ไม่ถูก ฉันเลยได้มาแค่ถ้วยข้าว 2 ใบ ราคา 2,500 บาท (ซื้อชามกาไก่บ้านเราใช้ได้ทั้งปี) …ประทับใจสุดๆ เห็นจะเป็นวัดทองหรือวัดคินคาคุจิ (Kinkakuji) ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทหรือศาลาทองของโชกุนอาชิกางะ โยชิมิสึ (Ashikaga Yoshimitsu) โชกุนที่อยู่ในเรื่องอิคคิวซังนั่นแหละ ดูจากการ์ตูนตั้งแต่เด็กจนภาพศาลาทอง 3 ชั้นที่สะท้อนเงาบนสระน้ำที่มีชื่อว่า สระเรียวโกะ (Ryoko - แปลว่าสะท้อน) ติดตามาถึงทุกวันนี้ พอได้เห็นของจริง โอ้แม่เจ้า! … งามสุดๆ … พอเข้าโตเกียวก็ได้ไปตลาดปลาที่ถือเป็นครัวของโตเกียว ตลาดปลาซึกิจิ (Tsukiji) ตลาดขายส่งปลา เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ดอกไม้และเครื่องครัวจิปาถะ ฉันไม่ได้ตื่นเข้าไปดูการประมูลปลาที่เปิดให้ชม 2 รอบ รอบแรก 05.25-05.50 น. และรอบที่ 2 05.50-06.15 น. กว่าจะโผล่ไปกันก็ 10 โมงเช้าแล้ว เหลือแต่รถบรรทุกกล่องปลาแล่นไปมาในตลาดทำได้แค่เดินดูตลาดวาย แล้วกินข้าวกลางวันกันที่นั่น คนไปยืนต่อคิวกันยาวเหยียดรอกินข้าวหน้าปลาสดๆ ที่เพิ่งออกมาจากตลาดตอนเช้ามืด สดวันต่อวัน สดมากจนเอียนกันไปข้าง ชามละ 700 บาทขึ้นไปถึงหลายพัน ส่วนฉันกลัวฉลาดเกิน! ไม่ชอบกินปลาดิบเลยกินข้าวแกงกะหรี่หมูซะงั้น แต่ก็อร่อยที่สุดเลยเชียว ชามเท่าอ่างแถมถูกกว่าปลาตั้งเยอะ กินหมดชามก็แทบจะกลิ้งออกจากร้าน
 
          เหลือเวลาไปเดินเล่นย่านฮาราจูกุแต่ฝนตกก็เลยไม่ค่อยเห็นเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นสวมชุดคอสเพลย์ (Cosplay) เลียนแบบการ์ตูน ช่วยไม่ได้อยากได้ตั๋วถูกก็ต้องมาหน้าร้อน แล้วมันก็ต้องเจอแบบนี้แหละ ฝนตกมันทั้งวัน! ตกกลางคืนก็วนไปเวียนมาแถวโรงแรม พวกเราพักที่ชินจูกุ (Shinjuku) ย่านที่ชุกชุมที่สุดย่านหนึ่งในโตเกียว เฉพาะสถานีนี้มีคนผ่านไปมาวันละ 4.5 ล้านคน ยิ่งดึกยิ่งคึกในย่าน “คาบูกิโจ” (Kabukicho) แหล่งบันเทิงยามราตรีที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว แค่มีตังค์กับมีแรงเที่ยวที่นี่เขาเปิดยันเช้า ทั้งภัตตาคาร ร้านค้า ผับ บาร์ คาราโอเกะ หรือแม้แต่เซ็กส์ช็อป! ขอบอกว่าตามตรอกเล็กๆ มีของปิ้งย่างอร่อยๆ โดยเฉพาะเนื้อญี่ปุ่นย่างไม้ละ 100 บาท กินแล้วน้ำตาไหล ไม่ใช่อร่อยนักหนาแต่คิดถึงไก่ปิ้ง กึ๋นย่าง ตับปิ้ง ร้านส้มตำรถเข็นบ้านเราที่ขายไม้ละ 10 บาท! กินกับเบียร์สดญี่ปุ่น ฝนตกๆ อากาศเย็นๆ กินยังไงก็ไม่เมา แต่… จน!
 
          วันสุดท้ายในโตเกียว พวกฉัน น้าหลานไปวัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple) หรือวัดอาซาคุสะ (Asakusa Kannon Temple) ที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมองค์จิ๋วขนาด 5 นิ้ว ที่เล่ากันว่าชาวประมงสองพี่น้องไปทอดแหที่แม่น้ำซูมิดะ แล้วองค์พระก็ติดขึ้นมาโยนกลับไปก็ติดขึ้นมาอีกทุกครั้ง พวกเขาจึงสร้างวัดเป็นที่ประดิษฐานตั้งแต่ปี ค.ศ.628 (พ.ศ.1171) ซุ้มประตูทางเข้าเรียกว่าประตูคามินาริม่อน (Kaminarimon Gate) หรือประตูสายฟ้า ตรงหน้ามีโคมยักษ์สีแดงแขวนอยู่ (สูง 3.3 เมตร หนัก 100 กก.) ด้านขวามีเทพเจ้าสายลม ด้านซ้ายมีเทพเจ้าสายฟ้า … เข้าสู่ย่านช็อปปิ้ง ถนนคนเดินยาว 300 เมตร “นากามิเซะ” (Nakamise dori) ขายของที่ระลึก พวงกุญแจ, กระเป๋าสตางค์, ร่ม, ผ้าพันคอ, ชุดกิโมโน, ตุ๊กตาญี่ปุ่น, หน้ากากญี่ปุ่น, โคมไฟ ขนมพื้นเมืองที่เรียกว่า “เซมเบ้” (Sembe) ชิ้นละ 60 บาท มีขายเป็นห่อ 10 ชิ้น ราคา 600 บาท ฉันชิมคำแรกเค็มๆ กรอบๆ เหมือนแป้งจุ่มซีอิ๊วห่อสาหร่ายแห้งๆ กรอบๆ บางคนชอบแต่ฉันไม่! อยากจะทิ้งที่เหลือก็เสียดายตังค์ต้องกินจนหมดอันที่อร่อยถูกใจย่านนี้คือ ไอติมชาเขียวใส่โคน อันละ 120 บาท รสชาเขียวสุดๆ แถมอันใหญ่จนจะกินไม่หมด ขนมแป้งอบรูปปลาไส้ถั่วแดงก็ขายดี แต่ก็แพงอีกอะแหละ ชิมมันทุกอย่างที่ขวางหน้าจะได้รู้ว่า “คราวหน้าอย่าซื้อกินอีก!” …ร้านบะหมี่เย็นร้านหนึ่งที่มั่วๆ เข้าไป อร่อยมาก เส้นเหนียวนุ่มใส่แตงกวาซอยเป็นเส้น หมูต้ม มะเขือเทศ ราดซอสญี่ปุ่นอะไรไม่รู้ใสๆ แต่อร้อยอร่อย บะหมี่น้ำก็ยิ่งอร่อย ใส่หมูมาแผ่นเดียวกลมๆ ชามละ 400 บาท เกี๊ยวซ่า 3 ตัว จานละ 120 บาท น้าหลานขี้ตะกละฟาดไป 3 จานขำๆ เดินเข้าร้านนู้นเดินออกร้านนี้ ลืมทุกสิ่ง ฉันแวะเข้าร้านตุ๊กตาโปรดของฉัน “มูนจิจิ” (Moonchchichi) ตัวใหญ่กว่ากำปั้นราคาพันกว่าบาท ตัวโตเท่าเด็กครึ่งขวบก็มีขาย แต่ไม่มีเงินซื้อ เดี๋ยวตังค์หมดอดกินข้าวกันพอดี
 
          สุดเขตร้าน (มีเป็นร้อยๆ ร้าน) เข้าสู่ประตู “โฮโซม่อน” (Hozomon Gate) ประตูมหาสมบัติ ทางซ้ายมือมีเจดีย์ 5 ชั้นตั้งเด่นเป็นสง่าสีแดงแจ๋ “โกโจ-โนะ-โตะ” (Gojo-no-to) สูง 64 เมตร สร้างในปี ค.ศ.942 และสร้างใหม่ในปี 1973 ตรงเข้าไปจะเจอกระถางธูปยักษ์ใหญ่เท่าหม้อต้มจับฉ่ายบ้านแม่ฉันเรียกว่า “โอโคโระ” (O-koro) มีธูปจุดอยู่จนควันโขมง ผู้คนก็เข้ามายืนล้อมกระถางและกวักควันเข้าหาตัว แต่อั๊วหายใจไม่ออก! เพราะเป็นโรคภูมิแพ้ เขาว่าจะโชคดี แต่ฉันคงตายพอดีก่อนจะโชคดีเพราะสำลักควัน! ใกล้กันมีบ่อน้ำให้ตักล้างมือล้างหน้า เขาว่าต้องชำระร่างกายและจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนเข้าไปไหว้พระ คนจิตใจไม่ค่อยสะอาดอย่างฉันจึงทำได้แค่ดู กลัวเปื้อนน้ำของเขา เข้าไปอีกจะพบศาลาใหญ่ “ฮอนโดะ” (Hondo) (ขนาด 32.7x34.5 ม.) ที่นี่แหละเป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิม คนที่นี่เรียกท่านว่า “คัน-นง” (Kan-non) แต่ไม่มีใครเข้าไปใกล้ได้ขนาดนั้นเพราะมีตะแกรงสีดำกั้นอยู่ มองไม่เห็นอะไรเลย ที่นี่จะมีเทศกาล “ซันจะมัตสึริ” (Sanja Matsuri) หรือเทศกาล “อาซากุสะจินจะเรโทไซ” จัดขึ้นในวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคมของทุกปี (ติดอันดับ 1 ใน 3 ของเทศกาลศาลเจ้าของญี่ปุ่น) พวกเขาจะแห่เทพเจ้า 3 องค์ของศาลเจ้าไปตามถนน…  ใกล้ๆ กับวัดมีแม่น้ำที่ควรจะแวะไปถ่ายรูปแม่น้ำ “ซูมิดะ” (Sumidagawa River) มีสะพานสีแดงข้ามแม่น้ำสีสวยมาก วิวก็สวยมาก ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำจะเป็นที่ตั้งของตึกอาซาฮี (Asahi Breweries) ผู้ผลิตเบียร์ชื่อดังของญี่ปุ่น ที่โดดเด่นเตะตาก็คือบนหลังคาตึกจะมีรูปปั้นสีทองมองแล้วไม่น่าเป็นอย่างอื่นได้นอกจาก “ขี้” คนที่นี่จึงเรียกว่า “ตึกอุนจิ” ในฤดูร้อนจะมีเทศกาลฮานาบิ (Hanabi) คือ การรวมตัวกันนั่งชมดอกไม้ใต้ซากุระที่สืบทอดมายาวนานกว่า 250 ปีแล้ว และมีการจุดดอกไม้ไฟริมฝั่งแม่น้ำนี้ ข้างๆ ตึกอุนจิจะมีตึกทรงแหลมสูงเหมือนหอคอย มันคือ หอคอย “โตเกียวสกายทรี” (Tokyo Sky Tree) มีมูลค่า 5,000 ล้านเยน (2,000 ล้านบาท) สร้างขึ้นในปี 2006 สูง 634 เมตร ทำให้ที่นี่กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ควรไป… แต่ฉันไปไม่ถึง! ได้แต่ยืนมองริมฝั่งแม่น้ำ ไฮโซสุดๆ อะ!
 
          ที่สุดท้ายก่อนลาจากโตเกียวคือสถานีอุเอโนะ (Ueno Station) ลงสถานีนี้ขึ้นไปที่ “อาเมโยโกะโจ” (Ameyokocho) ย่านค้าปลีก-ส่งที่แข็งแรงที่สุดของญี่ปุ่น ที่นี่เหมือนประตูน้ำบ้านเรา มีแผงลอยและร้านค้าตามซอกซอย สินค้าราคาถูก เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ขนม อาหาร ผัก ผลไม้ ทุกสิ่งเอฟรี่ติงส์ พลิกดูให้ดีว่าผลิตที่ไหน ส่วนใหญ่เมดอินไชน่า (น่าเจ็บใจจริงๆ) แทนที่จะเมดอินเจแปน มื้อสุดท้ายของฉันจำได้ว่าสุดๆ เหมือนกัน เดินจนเท้าเปื่อยทั้งน้าหลาน เห็นร้านยูนิโคล่ (Uniqlo) พวกเราเดินเข้าซอย “8-20” มั่วๆ ไป เจอร้านข้าวปั้นปลาดิบสายพานที่อลังการสุดๆ เขาเอาข้าวห่อสาหร่าย 2 อันวางบนจาน แล้วเอาปลาสับหยาบๆ โปะลงไป ถ้าที่เมืองไทยคงเอาปลานี้ไปแปะหน้าข้าวได้สัก 10 คำ ของทะเลทั้งหลายใส่มาท่วมท้นล้นจาน ทำยังกับว่าต้องรีบขายก่อนหมดอายุ แต่เปล่าสดมากมายแถมถูกมากๆ อิ่มแล้วแทบจะคลานออกมา … ปิดฉากญี่ปุ่นของฉันได้อย่างน่าประทับใจ! อิไต้ทัวร์จริงๆ
  
          ** ข้อมูลแน่นๆ ฉันเอามาจากหนังสือที่ควรพกติดตัวเวลาไปญี่ปุ่น JR Pass ใบเดียวเที่ยวญี่ปุ่น ของ อดิศักดิ์ จันทร์ดวง ขอบอกว่าของเขาดีจริงๆ ค่ะคุณ
.......................................
(หมายเหตุ อิไต้ทัวร์ (V) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)