
Dream Girls ผู้หญิงช่างฝัน
Dream Girls ผู้หญิงช่างฝัน : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย.. องอาจ สิงห์ลำพอง
ในเมืองไทยการได้ชม Dream girls จะสลับกับต่างชาติอยู่ตรงที่เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อนที่จะได้ชมละครเวที การเปลี่ยนผ่านจากสื่อประเภทละครเวทีไปสู่อีกสื่อภาพยนตร์ ย่อมใช้วิธีการในการถ่ายทอดที่แตกต่างกัน สื่อละครเวทีเป็นสื่อที่เผชิญหน้า ผู้เล่นกับคนดูรับรู้โต้ตอบความรู้สึกได้ทันที แต่สื่อภาพยนตร์มีการผ่านตัวกลางที่มีภาพและเสียง ดังนั้นอรรถรสในการชมย่อมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครชอบชมผ่านสื่อแบบใด
คนไทยส่วนใหญ่ผมเชื่อว่ารู้จักภาพยนตร์เรื่อง Dream girls จากการเป็นภาพยนตร์เพลงที่เดินสายกวาดรางวัลทั่วอเมริกา บิล คอนดอน รับหน้าที่กำกับภาพยนตร์ จากเรื่องราวการไต่เต้าในวงการของนักร้องอเมริกันชนผิวสี ที่ดัดแปลงจากบทละครบรอดเวย์ชื่อเดียวกัน โดยมี บียองเซ โนว์ลส์ นักร้องสาวสวมบทนำ ดีน่า โจนส์ ร่วมกับ เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน ในบท เอฟฟี่ ไวท์ เจ้าของรางวัลออสการ์จากเรื่องนี้ และเคอร์ติส เทย์เลอร์ จูเนียร์ (เจมี่ ฟอกซ์) ป๋าดันที่ทำทุกวิถีทางทั้งบนดินใต้ดินเพื่อดันทีมนักร้องแบ็กอัพสามสาวแห่งวงเดอะ ดรีมเม็ตส์ ที่ร้องให้นักร้องหนุ่มที่แสนเร่าร้อน เจมส์ เออร์ลีย์ (เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์) ปั้นให้พวกเธอเป็นดาวหน้าเวที นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่อง
แต่กว่าจะถึงฝั่งฝันพวกเธอแต่ละคนต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมายกว่าจะถึงฝั่งฝันนั้น ซึ่งเป็นโครงเรื่องโดยรวมเหมือนกับละครเวทีของไทย Dream girls ที่แสดงนำโดยสาวเสียงคุณภาพของค่ายอาร์อส "ปาน" ธนพร ในบท เอฟฟี่ สำหรับการแสดงละครเวทีเรื่องแรกของปาน ผมว่าเธอเป็นตัวละครที่พร้อมขโมยซีนทุกคนได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องเสียงนั้นคงไม่ต้องวิพากษ์กันมาก เพราะถ้าไม่ใช่เธอก็นึกไม่ออกว่าควรเป็นใคร ลำพังการแสดงก็หนักหนาแล้วสำหรับหน้าใหม่ แต่นี่ต้องร้องเพลง ที่สำคัญต้องร้องเพลงดีด้วย เพราะตัวละครที่ปานเล่นจะต้องมีความสามารถทางการร้องเพลงที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มสามสาว เธอสอบผ่านครับ เพียงแต่เพลงที่ร้องซึ่งแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษมาเป็นไทยในเรื่องนั้น มันดูแปล่งๆ ตรงๆ ไปหน่อย หรืออาจเป็นเพราะชินกับเพลงฝรั่งที่คุ้นหูมาก่อนก็เป็นได้
Dream girls แฝงไว้ด้วยการถ่ายทอดความไม่เท่าเทียมกันในบริบทสังคมอเมริกันในราวยุค 1970 ที่คนผิวสีถูกกดขี่จากคนผิวขาว มีการแบ่งชนชั้นทำให้คนผิวสีกลายเป็นพลเมืองชั้นที่สองของสังคมจนต้องพยายามแหวกพื้นที่เพื่อแสดงความมีตัวตนในสังคม สิ่งหนึ่งที่ทั้งภาพยนตร์และละครเวทีไทยใช้แก่นเดียวกัน คือ ความฝัน ที่ต้องแลกมากับความเจ็บปวด มิตรภาพและความเป็นคน เมื่อมีคนสร้างฝัน ย่อมต้องมีคนทำลายฝัน ฝันใดๆ จะสำเร็จได้ก็ต้องก้าวข้ามอุปสรรคไปให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่า “ฝันเป็นจริง” เราเคยคิดกันเล่นๆ ไหมว่า ถ้าชีวิตที่เราใช้อยู่ในทุกๆ วัน หากตื่นขึ้นมาโดยปราศจากความหวัง ความฝันแล้ว เราจะทำอะไรกันในแต่ละวัน เราจะทำสิ่งต่างๆ ไปทำไม แล้วทำเพื่อใคร มันเลยทำให้ผมรู้ว่า เราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรถ้าเราไม่มีความฝันใดๆ เลย ผมจึงตระหนักได้ว่า ความฝันคือแก่นของชีวิตคน นั่นเอง แล้วข้อสงสัยต่อไปก็คือ หากคนเราต้องกินต้องใช้ แล้วความฝันเล่ามันต้องหล่อเลี้ยงด้วยอะไรบ้าง เพื่อให้มันคงอยู่และสวยงามดังเดิม มีใครเคยฉุกคิดกันบ้างไหม? แต่ไม่ว่าใครจะคิดเกี่ยวกับความฝันอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับผมแล้วคิดเสมอว่า
“ความฝันมันไม่เคยทำร้ายใคร แล้วทำไมเราต้องทำลายความฝันด้วยเล่า”
.......................................
(หมายเหตุ Dream Girls ผู้หญิงช่างฝัน : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย.. องอาจ สิงห์ลำพอง)



