
กล่องล้นบ้านปรากฏการณ์ขาใหญ่แข่งสร้างฐานคนดู
'กล่องล้นบ้าน'ปรากฏการณ์ขาใหญ่แข่งสร้าง'ฐานคนดู' : คอลัมน์ โลกไร้เสา
แทบไม่น่าเชื่อว่าปรากฏการณ์ "กล่องล้นบ้าน" จะมาเร็วกว่าที่คาด เมื่อค่ายเคเบิลระดับชาติ "ทรูวิชั่นส์" กระโดดลงมาเล่นใน "ตลาดกล่องขายขาด" แถมยังจับมือกับ "พีเอสไอ" ผู้ค้าจานดาวเทียมรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ผลิตกล่องราคาถูกออกมาทำตลาดแมส
ปัจจุบัน ค่ายทรูฯ มีกล่องขายขาด(ระบบเคยู แบนด์) อยู่ในตลาด 4 รุ่นคือ ทรูวิชั่นส์ เอชดี พลัส, ทรู ไลฟ์ พลัส, ทรู ไลฟ์ พลัส และพีเอสไอ ทรูทีวี
ส่วนพีเอสไอ ก็มีรุ่นพีเอสไอ โอทู(ซีแบนด์) ที่ขายได้มากที่สุด และพีเอสไอ โอเค(เคยูแบนด์) ที่ขายฝืด เพราะคอนเทนต์ไม่แปลกแตกต่างจากกล่องขายขาดของไอพีเอ็ม หรือดีทีวี
สำหรับค่ายใหญ่ แกรมมี่ก็ดันกล่องจีเอ็มเอ็มแซท จนทะลุล้านกล่อง ตอนนี้ลดราคาจาก 1,590 บาท เหลือ 900 บาท
เดือนกันยายนนี้ แกรมมี่จะเปิดตัวกล่องจีเอ็มเอ็ม แซท มินิ ราคา 500 บาท หวังเจาะตลาดแมส และคาดว่าหลังการเปิดตัวจะครองส่วนแบ่งการตลาดไม่ต่ำกว่า 50%
ค่ายอาร์เอสมาทีหลัง แต่ก็ทุ่มโปรโมทเต็มที่สำหรับกล่องซันบ็อกซ์ ที่ร่วมกับ "บิ๊กโฟร์" ผู้ค้าจานดาวเทียมอย่างอินโฟแซท, ไอเดียแซท,ไทยแซท และลีโอเทค โดยตั้งเป้าไว้ที่ 5 แสนกล่องภายในสิ้นปีนี้
ทั้งหมดนี้ยังไม่รวม "กล่องขายขาด" ของจานเหลืองดีทีวี และจานส้มไอพีเอ็ม ซึ่งเป็นผู้ค้าจานดาวเทียมระบบเคยูแบนด์รายใหญ่
นี่คือปรากฏการณ์ "กล่องเต็มบ้าน จานเต็มเมือง" ของโลกทีวียุคไร้เสาก้างปลา!
ปัจจัยสนับสนุนให้มีการเปิดตัว "กล่อง" รับสัญญาณดาวเทียมของ "ผู้เล่นขาใหญ่" ที่มีคอนเทนต์ระดับโลกอยู่ในมือ เพื่อหวังสร้างแพลตฟอร์มการรับชมใหม่ในกิจการบรอดแคสต์ไทย ทั้งรูปแบบ "เพย์ ทีวี" ที่หวังรายได้จากสมาชิก และ "ฟรีทูแอร์" ที่มีรายได้หลักมาจากโฆษณา
แกรมมี่กล่องจีเอ็มเอ็ม แซท ตั้งเป้าไว้ที่ 2 ล้านกล่อง เช่นเดียวกับอาร์เอส ตั้งเป้าขายกล่องซันบ็อกซ์ ไว้ที่ 3 ล้านกล่อง
ด้วยเหตุนี้ "พีเอสไอ" กับ "ทรูวิชั่นส์" จึงร่วมมือกัน ซึ่งสองฝ่ายต่างมีจุดแข็งคือ พีเอสไอมีฮาร์ดแวร์ คือ การผลิตจานและกล่องของพีเอสไอ และทรูฯ มีคอนเทนต์รายการลิขสิทธิ์ยอดนิยม โดยผลิตกล่องขายขาดราคา 890 บาท และชุดจานและกล่อง พร้อมการติดตั้ง 1,990 บาท โดยวางเป้าหมายรายได้ 1 ปี 2 ล้านกล่อง
ในเดือนตุลาคมนี้ ทรูฯ จะนำคอนเทนต์ลิขสิทธิ์ของทรูฯ 4 ช่อง ทั้งช่องพรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ไทยพรีเมียร์ลีก และช่องบันทิง ส่งสัญญาณแบบเข้ารหัส เพื่อรับชมผ่านจานและกล่องระบบซีแบนด์ของพีเอสไอ
ปีหน้าเมื่อมีทรานสปอนเดอร์ สัญญาณดาวเทียมระบบซีแบนด์เพิ่มขึ้น ทรูฯ จะเพิ่มช่องรายการให้พีเอสไอรวมเป็น 15 ช่อง ซึ่งจะทำให้จานและกล่องซีแบนด์ พีเอสไอ มีคอนเทนต์ที่แตกต่างจากกล่องซีแบนด์ในตลาด และส่งผลต่อยอดขายโฆษณา เพราะกล่องซีแบนด์พีเอสไอจะมีฐานผู้ชมเพิ่มขึ้นทันที 10.5 ล้านครัวเรือน เมื่อรวมกับฐานสมาชิกทรูฯ 2 ล้านราย
แถมเป้าหมายยอดขายกล่องพีเอสไอ ทรูทีวี อีก 2 ล้านกล่อง อนาคตจะทำให้ช่องทรูฯ มีจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านครัวเรือนทันที ซึ่งถือเป็นฐานผู้ชมที่เอเยนซีและสินค้าสนใจในการใช้งบโฆษณา
มิเพียงแค่จับมือกับพีเอสไอ ทรูวิชั่นส์ยังเป็นพันธมิตรด้านคอนเทนต์กับ "ซีทีเอช" (เคเบิลท้องถิ่น) ด้วยการแชร์คอนเทนต์พรีเมียร์ลีกให้เคเบิลต่างจังหวัด ถือเป็นการขยายฐานผู้ชมพรีเมียร์ลีก และลีกดังอื่นๆ
เมื่อขยายฐานผู้ชมได้กว้าง และครอบคลุมทุกแพล็ตฟอร์ม ก็มีโอกาสทำรายได้จากโฆษณาเพิ่มขึ้น ในปีที่ผ่านมา ทรูฯ มีรายได้จากโฆษณา 800-900 ล้านบาท คาดว่าปีนี้รายได้จากโฆษณาจะเติบโต 20-30%
แนวโน้มการเติบโตของกลุ่มจานและกล่องรับสัญญาณดาวเทียมยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเม็ดเงินโฆษณาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในปีที่ผ่านมามีการใช้งบโฆษณาผ่านช่องทีวีดาวเทียม ประมาณ 3,000 ล้านบาท หรือสัดส่วน 5% ของงบโฆษณาฟรีทีวี มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท
ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 10% หรือมูลค่า 6,000 ล้านบาท และในปี 2556 มูลค่าจะทะลุ 10,000 ล้านบาทแน่นอน
การรุกตลาดกล่องขายขาด และช่องฟรีทูแอร์ ของผู้ประกอบขาใหญ่ทุกรายต่างมุ่งไปที่กลยุทธ์ขยายฐานผู้ชมเพื่อหวังรายได้จากโฆษณาทั้งสิ้น
ในสถานการณ์ที่ทรูฯ เปิดแนวรบทั้งภาคพื้นดินและบนน่านฟ้า เสมือนว่าแกรมมี่กำลังถูกโดดเดี่ยว
แต่ "อากู๋" ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ผู้บริหารแกรมมี่เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกราย จะเติบโตและกอบโกยรายได้จากอุตสาหกรรมนี้ได้ แต่จะมากหรือน้อยอยู่ที่กลยุทธ์ทางธุรกิจ
หลังการเปิดตัวกล่องจีเอ็มเอ็ม แซท ที่ทำยอดขายได้แล้ว 1 ล้านกล่อง แกรมมี่ถือเป็นการสร้างฐานแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาสั้นที่สุด และถึงสิ้นปีนี้ คาดจะทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่ 2 ล้านกล่อง
หันมาทางฟากฝ่ายมีเดียเอเยนซี่ ที่เฝ้ามองปรากฏการณ์การขยายฐานผู้ชม เพื่อดูด "เม็ดเงินโฆษณา" ก็มีมุมมองที่แตกต่างออกไป
วรรณี รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการจับมือของผู้ให้บริการ
แพลตฟอร์มต่างๆ ผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ที่สุด ทำให้มีสินค้าที่หลากหลายในการเลือกใช้บริการ ซึ่งสิ่งที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจเลือกซื้อกล่องรับสัญญาณหรือใช้บริการบนแพลตฟอร์มใด นั่นคือ "คอนเทนต์" หรือช่องรายการ และปัจจัยราคาที่ราคาไม่สูงนัก
อย่างไรก็ตาม ในแง่นักวางแผนสื่อแล้ว การพิจารณาเลือกลงโฆษณากับช่องรายการใดก็ตาม จะใช้เกณฑ์ "ความคุ้มค่าการลงทุน" ซึ่งหากพิจารณาแล้วจะพบว่า "ฐานผู้ชม" ที่ช่องทีวีดาวเทียมในแต่ละช่องยังมีอยู่ในระดับหลักหมื่นถึงแสนเท่านั้น ซึ่งอัตราโฆษณาขณะนี้ สะท้อนต่อฐานผู้ชมอย่างชัดเจนแล้ว
"ปัจจุบันเม็ดเงินโฆษณาผ่านเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมในปี 2554 ที่ผ่านมามีมูลค่า 3 พันล้านบาท หากมองไปถึงปีนี้และปีหน้าคงจะต้องพิจารณาดูว่าเรตติ้งในแต่ละช่องเพิ่มขึ้นหรือไม่ และการปรับขึ้นค่าโฆษณาของฟรีทีวี ซึ่งหากช่องรายการในเวลานั้นๆ มีคนดูด้วยจำนวนที่คุ้มค่าต่อการลงทุนก็ย่อมมีโฆษณาลง"
เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในประเทศที่ติดตั้งเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมทั้ง 100% อย่างไต้หวันและสหรัฐอเมริกา พบว่า ต้องใช้ระยะเวลาถึง 10 ปี แต่ขณะนี้ประเทศไทยเพิ่งผ่านไปได้เพียง 5 ปี ยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก จึงเรียกได้ว่าช่วงนี้อยู่ในช่วงของการเริ่มต้นเท่านั้น
สรุปว่าอีก 5 ปี ถึงจะมีเม็ดเงินโฆษณาเข้ามาสู่ทีวีดาวเทียมอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
.......................................
(หมายเหตุ



