บันเทิง

เล่นหูเล่นตา : รักสวยรักกิน

เล่นหูเล่นตา : รักสวยรักกิน

20 ส.ค. 2555

รักสวยรักกิน : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          “คนเรา...เกิดหนเดียว…ตายหนเดียว” ใครก็ไม่รู้ ฟังดูท้าทายการมีชีวิตอยู่เสียเหลือเกิน มันมีความหมายแฝงเป็นนัยๆ ว่า “จะทำอะไรก็รีบๆ ทำซะ เดี๋ยวก็ตายแล้ว !” มันอาจจะสวนทางกับแนวคิดที่ว่า “ชาติหน้ามีจริง” และหากมันมีจริงก็อาจจะไม่มีโอกาสได้เกิดเป็นคนอีก เพราะชาตินี้ทำกรรมชั่วไว้มากกว่ากรรมดี คงจะไปเกิดเป็นหมาเป็นแมวที่ไหนก็ไม่รู้ ! …ตอนเกิดเป็นคนก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่? เกิดในครอบครัวระดับไหน? ยิ่งตอนตายยิ่งไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะตายแบบไหนและเมื่อไหร่ สาระมันจึงมิได้อยู่ที่ว่าจะเกิดเมื่อไหร่? หรือตายเมื่อไหร่? แต่มันอยู่ที่ว่าได้เกิดมาเป็นคนทั้งทีชีวิตนี้ “เราจะทำอะไรได้บ้าง” บางคนเกิดมาเพื่อกอบโกยทุกอย่างเข้าตัวไม่สนใจว่าจะเดือดร้อนต่อให้ต้องขายชาติขายวิญญาณก็ทำกันไปไม่เห็นแก่บาปกรรม กับบางคนที่เกิดมาเพื่อใครต่อใครอีกมากมาย เมื่อไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ความดีและผลงานจึงเป็นดั่งตัวแทนที่ยั่งยืนให้ผู้คนได้จดจำตราบนานเท่านาน ดังเช่น มหาตมะ คานธี, แม่ชีเทเรซ่า ฯลฯ รวมทั้งผู้ค้นพบประดิษฐ์และผลักดันสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ เช่น โธมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) บุคคลแรกที่จดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์หลอดไฟ (ไม่ใช่ผู้คิดค้น) หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louise Pasteur) ผู้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียอันเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ในเวลาต่อมา สตีฟ พอล จ็อบส์ (Steve Paul Jobs) ผู้นำธุรกิจและนักประดิษฐ์ที่ทำให้แนวคิดเรื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นที่นิยมขึ้นมา จนใครๆ ต้องมี ไอโฟน ไอแพด ไอพอด เป็นของตัวเองไปพร้อมๆ กับวัฒนธรรมไอ ทั้งหลายแหล่ ฯลฯ
 
          คนตัวเล็กๆ อย่างเรา และอีกมากมายหลายล้านคนบนโลก คงทำได้เพียงสั่งสมและส่งต่อความดีจากคนสู่คน จากรุ่นสู่รุ่นต่อไปเพื่อให้ “ความดียังคงอยู่…บนโลกนี้” แม้บางครั้งคนดีอาจพ่ายแพ้คนชั่ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความดีจะพ่ายแพ้ต่อความชั่ว บางครั้งความดีก็รอเวลาที่จะแสดงตัวของมัน เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ขอแค่เรายังคงเชื่อมั่นว่า “ธรรมะย่อมชนะอธรรม” (วุ้ย…เป็นสาระเกินตัว!)
 
          เมื่อรู้ว่าคนเราเกิดหนเดียว…ตายหนเดียว ช่วงเวลาระหว่างนั้นมันช่างมีค่าเกินกว่าจะปล่อยผ่านไปวันๆ หรือนั่งรอโอกาสวาสนาให้มันมาหาเรา เราจึงควรออกไปไขว่คว้าวิ่งเข้าหาวาสนาและโอกาส ต่อสู้แข่งขันเพื่อให้ได้มันมา …หากชีวิตคือการต่อสู้ แค่ฟังเฉยๆ ก็เพลียต่อมแอนด์ติ่งทุกสิ่งที่เป็นอวัยวะในตัวรวมถึงหัวใจ ชีวิตมันช่างยากลำบากเหลือเกิน ! มันยากตั้งแต่ตื่นมาส่องกระจกเห็นหน้าตัวเองแล้วล่ะ นอกจากจะเกิดมาหน้าตาไม่เป็นพิมพ์นิยมอย่าง อั้ม ชมพู่ พลอย ญาญ่า อุรัสยา แล้ว ยังเหี่ยวแก่ยิ่งกว่า ! ชีวิตนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ฉันไม่สนแล้วล่ะ ปัญหาตอนนี้มันอยู่ที่ตีนกาและความเหี่ยวย้อยคล้อยไปเสียทุกส่วน ราวกับว่ากล้ามเนื้อและหนังหน้ามันรวมหัวกันเข้าสู่ภาวะทิ้งตัว !
 
          “หน้าห้อยเป็นหมาบูลด็อกเลยตู !”
 
          “อย่าไปคิดอะไรมากเลย คนเรามันหนีไม่พ้นความแก่ และความตายไปได้หรอก” เสียงสะท้อนแห่งการปลงอนิจจังสังขารดังก้องอยู่ในหัว…        
 
          “เดี๋ยวก็ตายแล้ว จะไปคิดอะไรมาก” เสียงดังมาจากไหนไม่รู้ ทำให้ฉันแว้ดใส่หน้ากระจกว่า “หยุด ! หุบปากไปเลย ใครๆ ก็ต้องตายน่ะฉันรู้ แต่การอยู่อย่างตายทั้งเป็นอย่างนี้ ฉันไม่เอา” ใช่! จะตายด้วยวิธีใดก็ช่าง ช้าหรือเร็วฉันไม่สน แต่ตอนมีลมหายใจอยู่ในสารร่างและหนังหน้าอืดๆ เหมือนคนตายมาแล้ว 3 วันทุกครั้งที่ส่องกระจกนั้นฉันทนไม่ได้ ว่าแล้วก็คว้าโทรศัพท์หาผู้จัดการอาวุโส “สีเกด” เสียงตอบรับก็คือ
 
          “ได้ค่ะคุณพี่…น้องจัดให้”
 
          “เย็นนิดนึงนะคะ” เสียงน้องผู้หญิงหน้าตาสวยบอกฉันขณะที่เธอละเลงครีมลื่นๆ จนทั่วใบหน้าฉันเหลือพื้นที่แค่ตาและปากที่ยังพะงาบและเห่าไม่หยุดของฉัน เพิ่งรู้ว่าพื้นฐานของการแต่งหน้าเค้กเขาทำกันแบบนี้ โปะ ปาด และละเลง แม้หน้าฉันจะใหญ่เท่าเค้กแต่งงาน แต่ที่ทาอยู่ไม่ใช่ครีมทาหน้าเค้ก แค่ 20 นาทีมันก็ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบ …ชาไปทั้งหน้า ถ้าเกิดแผ่นดินไหวหลังคาหล่นใส่หน้าเชื่อว่าฉันจะตายโดยไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย มันชามากจนไม่รู้สึกอะไร   เหมือนถูกด่าบ่อยๆ จากหน้าชาจะกลายเป็นหน้าด้านแบบนั้นแหละ ! ฉันลุกจากห้องหนึ่งเดินไปอีกห้องหนึ่งมีชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาท่าทางใจดีรออยู่ ฉันนอนลงบนเตียงอย่างรู้งาน (คำนี้แหละเหมาะที่สุด)    ชายหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ บอกฉันว่า “ยิ้มสิครับ ยิ้มเยอะๆ” “ไม่! พี่ไม่ยิ้ม ถ้าพี่ยิ้มเยอะๆ คุณจะหายไปจากชีวิตพี่” นั่นฉันแอบตอบในใจ แล้วฉันก็ทำตามที่เขาสั่งอย่างว่าง่าย เขาเอื้อมมือมาจับแก้มฉันอย่างทะนุถนอม “ไหนลองกัดฟันสิครับ” ฉันชักรำคาญใจที่เขาสั่งให้ฉันทำโน่นทำนี่ที่มันดูฮาๆ (ปกติหน้าก็ฮาอยู่แล้ว) …ฉันกัดฟันแล้วส่งเสียงคำรามแฮ่ๆ ในคอ หวังว่าเขาคงจะไม่ได้ยิน ต่อให้ได้ยินเขาก็คงไม่กลัวเพราะหมาเห่าไม่กัด ! ฉันรับรู้ความอุ่นจากมือของเขาที่แตะบนหน้าผากฉันในเวลานี้ เขาก้มหน้าเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้น ใจฉันเต้นตึกตักเหมือนเมาโอเลี้ยง “เจ็บแล้วบอกนะครับ …ถ้าไม่เจ็บงั้นต่อนะครับ” ฉันตอบเขาด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์ว่า “ถ้าเจ็บพี่จะร้อง” นาทีช่างแสนสั้นมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคำว่า “เสร็จแล้วครับ” … “อ้าว …ทำไมพี่ไม่รู้สึก” ฉันตอบเขาไป
 
          “แสดงว่ายาชานี้ออกฤทธิ์ได้ดีกับพี่” คุณหมอต๊ะ (พัฒนะ ธูปแก้ว) บอกด้วยน้ำเสียงใจดี “หมอจิ้มไปทั้งหมดเกือบ 300 เข็ม คราวนี้น่าจะดีกว่าครั้งที่แล้วนะครับ อาทิตย์หน้ามาให้หมอตรวจดูอีกทีนะครับ เผื่อว่าจะต้องเพิ่มเติมบางส่วน”
 
          อือ …การเจ็บตัวของฉันสิ้นสุดลงภายใน 20 นาที กับการฉีดโบท็อกซ์ (Botox) ครั้งที่ 3 ในชีวิตจากการทนเห็นหน้าตัวเองเหมือนศพอืดๆ ตอนออกทีวีไม่ได้ ปกติแล้วเขาก็ฉีดกัน 6 เดือนครั้ง บางคนต้องการเป๊ะๆ ก็ 3 เดือนครั้ง ปริมาณยามากน้อยตามต้องการ หมอต๊ะเล่าว่าคนปกติก็ใช้ยาแค่ 1 ขวด (ขวดแก้วจิ๋วๆ เหมือนขวดใส่คอนแทคเลนส์) หรือขวดครึ่ง แต่ก็มีบางคนที่ฉีดมากถึง 2 ขวดครึ่ง (ไม่รู้ตอนนี้อ้าปาก ยักคิ้วได้รึเปล่า?) ฉันเองใช้ยาไม่ถึงขวดสักที เพราะกลัวอ้าปากเห่าบนเวทีไม่ได้ ก็เอาแค่พอไหวละกัน …เมื่อก่อนฉันไม่เคยคิดเรื่องสวยงามแบบนี้ จนพออายุ 40 ขึ้น มองหน้าตัวเองเหมือนคางคกตัวเมียเวลากินแมลงอิ่มๆ เริ่มทนไม่ได้ เอาก็เอาวะ เจ็บแค่นี้ไม่ตายหรอก และยิ่งเปรียบเทียบกับการร้อยไหมของนังท็อป ดารณีนุช เพื่อนซี้ฉันแล้ว โอ้แม่เจ้า นั่นมันระดับเทพ เทพเจ้าแห่งความเจ็บปวด ข้าผู้น้อยขอลา …เลยต้องเดินตามรอยโบท็อกซ์ต่อไป เจ็บตัวปีละ 2 ครั้ง แล้วหนังหน้าตึงเป็นหนังกลอง แค่นี้ก็โอแล้ว … ฉีดยาเสร็จเรียกสีเกดมาฉีดเมโสแฟต (Mesofat) วิธีการกำจัดไขมันด้วยการฉีดยาเข้าไปในชั้นไขมันเพื่อสลายไขมัน ครั้งแรกหมอต๊ะบอกเอาแค่ครึ่งโดส เจอไป 28 เข็มที่พุง นางนอนนิ่งเหมือนไม่รู้สึกรู้สากับเข็มแหลมที่แทงพุงนางครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำยังบอกฉันหน้าตาเฉยว่า “ของแค่นี้ทำอะไรน้องไม่ได้หรอก” อือ …อ้วนด้วย หนังเหนียวด้วย! เสร็จภารกิจรักสวยก็ต่อด้วยรักกิน พวกเราเลยเดินเข้าฟู้ดคอร์ทใกล้ๆ กัน ฟาดลูกชิ้นปาระเบิด 3 ถุงบำรุงไขมัน กับซาลาเปาอีก 4 ลูก ปากมันแผลบๆ บอกแล้วว่าชีวิตนี้ตายหนเดียว ก่อนตายก็ขอโซ้ยของกินให้มันสะใจ ก็ไม่รู้นี่ว่าทำบุญใส่บาตรไปรสชาติลูกชิ้นปลาระเบิดจะกรอบอยู่รึเปล่า แล้วโบท็อกซ์จะถวายพระยังไง จะทำอะไรก็เต็มที่ไปเลยตอนยังมีชีวิตอยู่ ต่อให้ชาติหน้าไม่ได้เกิดมาเป็นคนก็ “ไม่เสียใจ” เพราะชีวิตนี้ “สะใจ” ไปแล้ว!
.......................................
(หมายเหตุ รักสวยรักกิน : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)