
ชุมชนเมือง ///อังคาร 20 มกราคม 2552 /// "ตกงาน" เลยมาขับแท็กซี่
19 ม.ค. 2552
ชุมชนเมือง ///อังคาร 20 มกราคม 2552 /// "ตกงาน" เลยมาขับแท็กซี่
ยุคที่เศรษฐกิจตกสะเก็ด หันไปทางไหนก็มีแต่คนว่างงาน ทั้งที่ตกงานแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน และตกงานด้วยภาวะจำยอม คือ ต้องลาออกจากงานเนื่องจากไม่มีงานที่เคยทำให้ทำ นายจ้างไม่มีออเดอร์งานเข้า จึงต้องกลายเป็นคนตกงานด้วยภาวะจำยอม
ทีมงานคุณภาพชีวิต คุยกับเด็กหนุ่มเมืองพิษณุโลก ที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง หรือยอมแพ้ หลังกลายเป็นคนตกงาน อนุรักษ์ อรุณเจริญ เผยถึงความรู้สึกหลังจากตกงานว่า ยอมรับว่า เครียด เมื่อรู้ตัวว่าต้องออกจากงาน แต่ก็ต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง เพราะไม่ใช่แต่เขาเท่านั้นที่กลายเป็นคนว่างงาน แต่มีเพื่อนอีกหลายคนที่ทำงานอยู่ที่โรงงานยูเนี่ยนพลาสติก ต้องกลายเป็นคนตกงาน เนื่องจากไลน์งานที่เคยทำ ไม่มีงานให้ทำ ดังนั้น จึงได้แต่ค่าแรง แต่ไม่ได้เงินโอทีจากการทำงาน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น รวมค่าน้ำ ค่า ไฟ ค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายจิปาถะแล้วถือว่า ไม่คุ้ม จึงออกจากงานมาหางานใหม่ทำดีกว่า
"ก็กลัวเหมือนกันว่าจะไม่มีงานทำ เพราะถึงแม้ผมไม่มีครอบครัว แต่ผมก็มีแม่ มีน้องที่ต้องส่งเสีย ถ้าต้องตกงานก็ต้องคิดหนัก แต่จะให้แบกรับค่าห้อง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ไม่ไหว มันไม่พอ ก็เลยต้องย้ายมาอยู่กับญาติเพื่อเป็นการประหยัดค่าเช่าบ้านทางอ้อม"
อนุรักษ์ เล่าอีกว่า เหตุที่ตัดสินใจจากบ้านที่พิษณุโลกเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วเข้ามาเมืองกรุง ก็เพราะว่าอยู่ที่โน่นมีแต่ค่าแรงจากการเป็นลูกจ้างตามไร่อ้อย แต่ไม่มีโอที เพื่อให้ได้เงินมากกว่ารายวัน ดังนั้น เป้าหมายที่หวังจะเข้ามาเพื่อให้มีรายได้งามก็ต้องเข้ามาทำงานตามโรงงานในนิคมอุสาหกรรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เขาคาดหวัง เพราะหลังจากทำงนในโรงงานแห่งนี้ เขาก็ได้รับการบรรจุให้เป็นพนักงานประจำ มีเงินเดือนรายได้กว่า 9,000 บาทต่อเดือน พอส่งกลับไปให้แม่ใช้เดือนละ 3,000 บาททุกเดือน
แต่หลังจากตกงานในช่วง 2 เดือนแรก เขาแทบจะไม่มีเงินติดตัว และไม่มีเงินส่งกลับไปให้แม่และน้องใช้ เพราะเขาเองก็ไม่มีงานทำเหมือนกัน แต่โชคก็ยังเข้าข้าง เพราะมีญาติชักชวนให้มาขับรถแท็กซี่ ก็เลยหันมาลองขับดู ปรากฏว่า ดีกว่าที่คิดไว้ เพราะเป็นนายของตัวเอง ถ้าขยันก็มีรายได้มาก และที่สำคัญหลังจากขับรถแท็กซี่เขามีเงินส่งกลับบ้านไปให้แม่และน้องใช้จ่ายเหมือนที่เคยทำก่อนตกงาน
"ผมยอมรับว่าต่างกว่าสมัยทำโรงงานเยอะ ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร ถ้าสามารถควบคุมตัวเองได้ก็มีเงินเหลือ อย่างผมไม่เที่ยว ลำพังตัวเองก็ไม่ได้ใช้สิ้นเปลืองอะไรมาก ก็เลยไม่มีปัญหา ถือว่า เป็นอาชีพที่สบายกว่าทำโรงงาน และคงจะทำอาชีพนี้ต่อไป คงไม่กลับไปทำโรงงานอีกแล้ว "
อนุรักษ์ บอกด้วยความรู้สึกที่ดีที่มีอาชีพใหม่ พร้อมกับขยายความอีกว่า ใช่แต่เพียงเขาเท่านั้นที่หันมาขับรถแท็กซี่ ทุกวันนี้ถ้าสังเกตจริงๆ จะเห็นมีรถแท็กซี่วิ่งเกลื่อนถนน และมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะคนเคยตกงานเช่นเดียวกับเขา หันมาขับรภแท็กซี่เพื่อให้มีงานทำ และจากการที่เขาเคยพูดคุยกับคนที่อยู่ภาวะเดียวกับเขาแล้วหันมาขับรถแท็กซี่ ต่างก็บอกว่า คงไม่กลับไปทำงานอย่างนั้นอีกแล้ว เพราะขับรถแท็กซี่ดีกว่าเยอะ
"ผมว่าการขับรถแท็กซี่ก็เป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งของคนตกงาน แต่ปัญหาที่จะตามมาก็คือ อาจจะมีรถแท็กซี่เพิ่มขึ้น การจราจรก็เลยอาจจะติดขัดเพิ่มมากขั้นตามไปด้วย แต่ก็ยังไม่รู้เหมือนกันถ้าอนาคตมีรถมากๆ แล้วมีคนตกงานมากๆ ถ้ามีแต่คนขับ แต่ไม่มีคนมีเงินนั่งรถแท็กซี่ อันนั้นก็คงลำบากเหมือนกัน ผมว่าถึงเวลานั้น รถแท็กซี่อย่างผมก็คงต้องตกงานเหมือนกันมั้ง"
อนุรักษ์ พูดเล่นทิ้งท้ายแบบตลก ซึ่งฟังดูแล้วก็น่าคิด และอาจจะไม่ตลก ต้องมีเป็นอย่างนั้นจริงๆ



