
สุนารีงานละครเข้าชุกเผยไม่เกี่ยงรับบทแม่
สุนารีงานละครเข้าชุกเผยไม่เกี่ยงรับบทแม่
สุนารี ราชสีมา นักร้องสาวเสียงหวานหลานย่าโม รับงานละครสั้น-ยาว ยอมรับบทแม่ ซึ่งเหมาะกับตัวเอง เพราะในชีวิตจริงก็ดูแลลูกชายสองคนอยู่ เผยเลี้ยงลูกแบบไม่บังคับ แต่ปลูกฝังเรื่องความเป็นไทย
หลังจากได้ลงละครสั้น "บันทึกกรรม "ที่จะออกอากาศวันเสาร์ที่ 11 สิงหาคมนี้ เวลา 14.45-15.30 น.ทางช่อง 3 โดยรับบทเป็นแม่ของนักร้องสาวเสียงดี "อั้ม" นันทิยา จากค่ายชัวร์เอนเตอร์เทนเมนท์ ไปแล้วนั้น
ล่าสุดสุนารีเพิ่งเข้าพิธีบวงสรวงละครเรื่องใหม่ของช่อง 3 ที่มี"คุณแดง" สุรางค์ เปรมปรีดิ์ มาดูแลเป็นเรื่องแรก
สุนารี สอนนา หรือ สุนารี ราชสีมา กล่าวถึงบทบาทใหม่ว่า
"หลังจากได้รับบท "แสงหล้า" จากเรื่อง "ต้มยำลำซิ่ง" เป็นแม่ของ "ชมพู่" อารียาแล้ว ก็มีผลตอบรับดีมาก แฟนเพลงเรียกชื่อว่า แสงหล้า และเพลงประกอบละครก็ได้นำไปร้องบ่อยๆ ตอนนี้เลยมีมีละครเรื่องใหม่เข้ามาเป็นเรื่องชีวิตของครอบครัวสองผัวเมียตาบอด มีลูกสาวหนึ่งคน การเล่นบทคนตาบอดนี้เล่นยากมาก เป็นตาบอดใส ไม่หลับตา แต่เราต้องทำตาให้แข็ง ถ้าเป็นบอดแบบหลับตาจะเล่นง่าย แต่ถ้าเล่นแบบลืมตา เวลาเดินเราเห็นสถานที่ แต่เราต้องแสดงว่าไม่เห็น และกะพริบตาไม่ได้ ดวงตาจะต้องไม่ว่อกแว่ก ลูกตาต้องแข็งทื่อ ตอนไปถ่ายทำ ครอบครัวตัวจริงเขาไปดูทั้งครอบครัวด้วย สุเห็นเขาแล้วมีกำลังใจ เขารักกันมาก แลดูอบอุ่นมาก ละครเรื่องนี้จะออกอากาศวันพรุ่งนี้ สุอยากให้ติดตามดูกัน"
ล่าสุด สุนารี ได้ลงละครเรื่องใหม่ทางช่อง3 ในบทแม่อีกเช่นเคย
"เรื่องละครที่เพิ่งบวงสรวงวันที่ 8 ที่ผ่านมาคือ เรื่อง "มิสเตอร์บ้านนา" รับบทเป็นแม่ของพระเอก คือ "น้องแฟร์" กันดล สุรับบทเป็นแม่ อยู่ท้องนา เป็นคนอีสาน มีสามีเป็นฝรั่ง มีลูกด้วยกันคนหนึ่ง สามีรักมากและจะไปทำเรื่องย้ายกลับมาอยู่ไทย แต่เราไม่รู้ข่าวคราวของสามีเลย ได้แต่เฝ้ารอ ในขณะที่รอสามีก็มีคนไทยทั้งครู คือ ถนอม สามโทน กับกำนัน ที่รับบทโดยคุณไพโรจน์ สังวริบุตร มาจีบ แต่เราก็ไม่ชอบใคร เพราะรักเดียวใจเดียว เรื่องนี้เป็นละครคอมเมดี้แบบเฮฮาน่ารัก ที่บีอีซีเทโรร่วมกับบริษัทจันทร์25 เริ่มถ่ายใกล้ๆ ปลายเดือนค่ะ"
การรับบทแม่ในละครกับในชีวิตจริงต่างกันอย่างไร สุนารีกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
"ชีวิตจริงกับละครไม่ต่างกัน เราเอาความรู้สึกจริงๆ ไปใส่ มันไม่ยาก เพราะเรารู้สึกกับลูกเราก็ไปใส่ สำหรับชีวิตจริงของสุ ลูกชายช่วงนี้มีเวลาให้เขาเต็ม เพราะเป็นช่วงหน้าฝน ไม่ค่อยมีงานร้องเพลง สุเลี้ยงลูกสองคน ที่ตอนนี้เป็นหนุ่มกันแล้ว ไม่มีเรื่องหนักใจเพราะเราเลี้ยงเป็นเพื่อนตั้งแต่เด็ก ไม่ได้ทำตัวเป็นแม่อย่างเดียว ให้เขากล้าคุยทุกเรื่องกับเรา การที่เราจะทำให้เขากล้าพูด เราก็ต้องเปิดกับเขาก่อน เช่น เวลามีคนมาจีบเรา เราจะเล่าให้เขาฟัง เขารู้สึกว่าเราเปิดกับเขา พอเขาเจอบ้าง เขาก็กล้ามาคุยกับเรา ถ้าเราไม่คุยก่อนเขาคงไม่กล้า ส่วนเรื่องกระแสวัฒนธรรมต่างชาติ ลูกชายเขาก็ไปตามกระแสตามวัย ตามเพื่อนไปบ้าง เราดูที่จิตสำนึกมากกว่า เขาไม่ได้บ้าคลั่ง แค่แฟชั่นฉาบฉวย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากบรรพบุรุษ มีเรื่องหนึ่งคือ เวลาสุเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง หรือพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนสุก็ยกมือไหว้ เขาก็ทำตามมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเราทำให้เขาเห็นก่อน เขาก็ทำตาม สอนให้เขารักปู่ย่าตายาย และรู้บุญคุณแผ่นดิน ส่วนเรื่องการเข้าวงการบันเทิงสุไม่ได้บังคับ แต่เรื่องการเรียนสุต้องเน้น เพราะสุเรียนมาน้อย มีให้ลูกเรียนพิเศษบ้างตามสมควร และสุจะรู้ว่า ลูกเรามีกำลังสมองประมาณไหน เราไม่ยัดเยียด กดดันลูกในเรื่องเรียน และไม่เปรียบเทียบกับลูกของคนอื่น สิ่งที่ปลูกฝังคือ รักแผ่นดิน รักความเป็นไทย และความกตัญญู"



