
เท้าของ'สิงห์'ในโอลิมปิก'ยืนเคียงกัน'มิใช่'ยืนบังกัน'
เท้าของ'สิงห์'ในโอลิมปิก'ยืนเคียงกัน'มิใช่'ยืนบังกัน' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่านักเดินทางสายโรแมนติกอย่าง โรเบิร์ต ฟรอสต์ นั้น ก้าวเท้าข้างไหนเข้าไปในบทกวีคลาสสิกอย่าง The Road Not Taken แต่ถ้าเป็นนักต่อสู้อย่าง เช กูวารา เขาคงก้าวเท้าซ้ายก่อนเท้าขวา ไม่เหมือน พาเชเบล นักประพันธ์เพลงที่ใช้เท้าขวานำเท้าซ้ายในชนบทงดงาม (จนก่อเกิดในหลายบทเพลง)
ระหว่างนั่งดูข่าวทีวีในสัปดาห์นี้ ซึ่งนักกีฬาไทยที่สร้างชื่อหลายคน “เดินทาง” กลับจากโอลิมปิก 2012 หลาบคนอาจจะไม่ทราบว่า ทำไมนักกีฬาต้องเดินทางไปขอบคุณสื่อต่างๆ หลายแห่ง ไปทั้งๆ ที่อิดโรยแต่ก็ยิ้มแย้ม ไปทั้งๆ ที่อ่อนเพลีย แต่ก็หัวเราะ
เพราะเบื้องหลังส่วนหนึ่งในความสำเร็จของนักกีฬา(ซึ่งไม่จำเป็นต้องได้เหรียญทอง) ก็คือ การร่วมใจของสื่อมวลชนในแง่ข่าวสาร อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ผู้สนับสนุนตัวจริง” หรือ “สปอนเซอร์หลัก” ที่เป็นแบ็กอัพให้กับสมาคมกีฬาต่างๆ ในบ้านเรา
ถ้าในยุโรปอาจจะอาจจะเป็นเครื่องมือสื่อสาร แต่ในไทย “สิงห์คอร์ปอเรชั่น” มีภาพที่ชัดที่สุดค่ายหนึ่งในแวดวงกีฬามาหลายปี ส่วนจะก้าวเท้าขวาหรือซ้าย เข้ามาในวงการนี้ ผมไม่ทราบจริงๆ
ในฐานะแฟนบอลแมนยู ผมยอมรับตัวเองโฟกัสสิงห์ฯ เป็นรูปธรรมเมื่อวันที่สัตว์คลาสสิกตัวนี้ ประกาศเป็น global partner กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือเป็น “แบรนด์แรก” ของไทย ที่เข้าไปแต่งงานกับแมนยู (ก่อนจะมีกิ๊ก เกี้ยวพาราสีกับเชลซีในเวลาต่อมา - ฮา)
ทันทีที่เท้าทั้งสี่ของสิงห์ ก้าวย่างเข้าไปในวงการนี้ สมาคมกีฬาหลายเหมือนมีโอกาสมากขึ้น เพราะอย่างที่ทราบกันว่า ทุนสนับสนุนเป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับการฝึกซ้อมที่ยาวนาน การแข่งขันที่จริงจัง ซึ่งในหลายทัวร์นาเมนท์ก็มักมีเสียงบ่นออกมาบ่อยๆ ในอดีตว่า นักกีฬาไทยสู้ได้จริง มีศักยภาพจริง แต่ขาดผู้สนับสนุน
สิงห์ฯ จึงเหมือนพี่เลี้ยงตรงมุมเวที คล้ายคนถือน้ำและผ้าเย็นอยู่ข้างสนาม ซึ่งไม่ใช่อยู่แค่กีฬาหมัดมวยหรือลูกหนัง เพราะ “ยกน้ำหนัก” ที่ "น้องแต๊ว" พิมศิริ คว้าเหรียญเงินมาได้ สิงห์ฯ ก็เป็นสปอนเซอร์สมาคมนี้เต็มตัว หรือกีฬาหมัดมวย ที่เรามีลุ้นตลอดทุกครั้ง ผู้สนับสนุนตัวจริงก็คือ เครื่องดื่มชื่อนี้
เรื่องที่น่าสนใจจาก “คู่รัก” อย่าง “สิงห์กับโอลิมปิก” หรือ “คู่ชีวิต” คือ “สิงห์กับวงการกีฬา” ก็คือ วิธีคิดกับสิ่งใหม่ที่เข้าหากัน
อย่างแรก, การเป็นผู้สนับสนุนตั้งแต่ “แรกเริ่ม” ของวงการกีฬา ไม่ใช่พอดังแล้วมา “เด็ดหัวไปกิน” การเป็นพี่เลี้ยงแบบนี้ต้องใช้ความอดทนมากนะครับ เพราะต้องเข้าไปและรู้ว่าต้องรอคอย ทนทานกับอุปสรรค และฝ่าหันไปด้วยกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมแฟนแมนยู ยังไม่ลืม Sharp เหมือนที่แฟนอาร์เซน่อลยังคงจดจำ JVC
ผมว่ามันง่ายที่สินค้าต่างๆ จะเข้าไปประกาศตัวในยามที่นักกีฬาประสบความสำเร็จหรือดังแล้ว แต่มันสง่างามกว่า ยิ่งใหญ่กว่า ถ้าสินค้านั้นๆ เติบโตมาด้วยกัน มีแผลเป็นมาด้วยกัน และมีเหรียญไปด้วยกัน
อย่างที่สอง, หลังจากน้องแต้ว และน้องเก๋ ทำผลงานได้น่าประทับใจในโอลิมปิคที่ลอนดอน มีข่าวออกมาว่า เด็กๆ หลายคนอยากเป็นนักกีฬาที่เก่งๆ เพราะได้รับแรงบันดาลใจ หรือถูก inspire จากสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งการได้รับแรงบันดาลใจหรือถูกอะไรบางอย่างขับเน้นพลังภายในให้อยากทำ (คนละอย่างกับดาร์ธ เวเดอร์ ใน Star wars นะครับ) มันเป็นผลพลอยได้ที่น่าดีใจและชื่นชม
เพราะ Inspire ทำให้เกิดการกล้าเดิน “ก้าวแรก”
อย่างสุดท้าย ที่ไม่ค่อยมีใครมองเห็น แต่ผมรู้สึกว่ามันสำคัญไม่แพ้สองอย่างแรก ก็คือ วัฒนธรรม “การอัดฉีดเงินรางวัล” ลงไป เราจะเห็นได้ว่า ทันทีที่ได้เหรียญ ทันทีที่กลับมา ข่าวสารที่ปรากฏเต็มสื่อก็คือ คนนั้นคนนี้ ประกาศอัดเงินเข้าไป ก่อนที่ไม่นาน เรื่องแบบนี้ก็หายไป เมื่อนักกีฬาไม่เป็นข่าวดังๆ อีก
จำได้ใช่ไหมที่ในอดีตมีนักมวยตาพิการ พอหมดความสำคัญ ผู้สนับสนุนก็ไม่มี เพราะมุ่งไปที่สินค้าดังๆ ในกระแส ผมว่ามุมนี้ การที่สิงห์ฯ จะยืนหยัด เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่ออกจากจุดสตาร์ทไปจนจบเส้นทาง นอกจากจะแสดงถึงความจริงใจแล้ว ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมและบรรทัดฐานใหม่ว่า ผู้สนับสนุนกีฬาต้องเป็นคู่ชีวีตของนักกีฬาด้วย
“ฝนตกหนัก”ก็ต้องกางร่ม “แดดออกจ้า” ก็ไม่ใช่หนีไป
เรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจมากกว่าโอลิมปิกก็คือ ตอนที่เอาทีวีไปสัมภาษณ์สิงห์กับเรื่องราวของ “ไทยทิม” กับเซลติกในจันทบุรี ปรากฏว่าพอรายการออกไป ทวิตเตอร์เดินทางในโลกออนไลน์ มีแฟนๆ และคู่สามีภรรยาอย่างคุณพอล-รุ่งทิวา ส่งเสียงมาขอบคุณ
นี่ไม่ใช่ฉากใหญ่ สปอตไลท์ไฟสว่างจ้าแบบ “โอลิมปิก” แต่ในมุมที่ดูสลัวไฟดวงน้อย สิงห์ฯ ก็เข้าไปจุดตะเกียงกับเรื่องเล็กๆ ที่อยู่ในชนบท
ยังมีหน่วยงานและอีกหลายองค์กรนะครับ ที่ร่วมทำหน้าที่ตรงนี้เหมือนกับสิงห์ ไม่ว่าจะเป็น “โอสถสภา” หรือ AIA ที่อาจจะไม่ได้ทำรอบด้านแบบสิงห์ฯ แต่ก็ถือว่ามีคุณประโยชน์ต่อวงการกีฬา
“ใครสักคน” ถามผมตอนที่น้องแต้ว มาถึงตึกเนชั่นว่า โอลิมปิก 2012 แม้ไทยจะได้เหรียญไม่เยอะ แต่คนไทยกลับสนใจและมีความสุข คำพูดสะท้อนกับเราว่า นอกจากคนไทยจะมีศักยภาพสู้กับนักกีฬาต่างชาติได้แล้ว สิ่งที่สำคัญก่อนจะมีวันนั้นก็คือ
การมีใครสักคน กล้าเดินไปกับเรา เจอแดดก็ไม่หนี เจอพายุฝนก็ไม่ถอย
มิตรภาพแบบนี้ เขาเรียกว่า “ยืนเคียงกัน”
ที่มิใช่ “ยืนบังกัน”
.......................................
(หมายเหตุ เท้าของ'สิงห์'ในโอลิมปิก'ยืนเคียงกัน'มิใช่'ยืนบังกัน' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



