บันเทิง

เล่นหูเล่นตา : อิไต้ทัวร์ (III)

เล่นหูเล่นตา : อิไต้ทัวร์ (III)

06 ส.ค. 2555

อิไต้ทัวร์ (III) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

  
          “ อิไต้ทัวร์ ” ชื่อกรุ๊ปทัวร์จอมหลงทางอันประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มผู้ตั้งชื่อประหลาดให้กับกลุ่ม (อิไต้ แปลว่า เจ็บ) พี่ดุ๊ก ภาณุเดช, พี่แจง วราพรรณ+พี่นุ้ย (สามี), ชุ ชุดาภา+ลูกชาย, พี่จี๋กับพี่ปลา, ท็อป ดารณีนุช+ลูกชาย 2 คน และฉัน+หลานชาย 2 ตัว … นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการมาญี่ปุ่นของพวกเรา (ไม่นับเด็กๆ) แต่ก็ยังมึนและหลงงงมันอยู่ร่ำไป จากกรุงเทพฯ สู่นาโงย่า (แวะต่อรถ) ไปเกียวโต เมืองโบราณที่งดงามเต็มไปด้วยปราสาทราชวัง วัด และศาลเจ้าเป็นร้อยๆ เจ้า กว่าจะจูนเข้ากับญี่ปุ่นก็เสียเวลาไปเปล่าๆ แล้วครึ่งวัน ยังพอมีเวลาตอนค่ำให้ไปย่ำ “ กิออน ” ย่านเกอิชาและไมโกะ (เกอิชาฝึกหัด) โชคไม่ดีที่ฝนตก เกอิชาหนีเข้ารูกันหมด เหลือแต่พวกฉันที่หน้าเหมือนแม่เล้าต่างถิ่นข้ามชาติที่บังอาจไปลุกล้ำอาณาเขตของเกอิชา ยิ่งหันไปมองหน้านังท็อป ที่เพิ่งไปร้อยไหมดึงหน้ามาหมาดๆ กำลังบวมบิดได้ที่ ยิ่งเหมือนแม่เล้าอาชญากรข้ามชาติที่แอบมาแปลงโฉมที่เมืองไทยเพื่อหนีตำรวจสากล เจ้าแก๊งค์ ลูกชายคนเล็กวัย 13 ปีของท็อป ปลอบขวัญแม่ตลอดทางว่า “ แม่เหมือนนางฟ้า ” “ แม่ผมดีที่สุด สวยที่สุด ” เล่นเอาท็อปเคลิ้มตามหันไปบอกลูกว่า “ ท่าทางมรดกส่วนที่จะแบ่งให้เท่ากันตอนแรก จะเทไปทางแก๊งค์เยอะกว่า ” (ลูกแม่จริงๆ รู้อยู่รู้กิน!)

          มาถึงเกียวโตกว่าจะตั้งตัวตั้งสติได้ก็อีกวันถัดไปนั่นแหละ พวกเราเที่ยวไปตามที่หนังสือท่องเที่ยวบอกไว้ … มาที่เกียวโตต้องไป “ วัดคิโยมิสึ ” หรือ “ คิโยมิสึดาเระ ” (Kiyomizu Temple) รู้จักกันในชื่อ “ วัดน้ำใส ” (คิโยมิสึ แปลว่า น้ำบริสุทธิ์) นักท่องเที่ยวที่มาวัดเพื่อมาดื่มน้ำจากแม่น้ำ 3 สายที่ไหลมาจากยอดเขามานานนับพันปี เชื่อว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในด้านสุขภาพ ความรัก และการศึกษา …

          เอ่อ … อันนี้ฉันไม่ได้แวะไปดื่ม เพราะรู้ว่ากินกระจายทำลายสุขภาพต่อให้กินน้ำหมดแม่น้ำจนแห้งขอดสุขภาพก็เลวเหมือนเดิม ความรักยิ่งไม่ต้องพูดถึง อีกไม่กี่ปีก็วัยทองแล้ว! ไปถึงเห็นซุ้มประตูสีแดงเป็นแบบญี่ปุ่นมีเสา 2 ข้างมีชื่ออยู่ด้านบนเหมือนตัวอักษรจีนที่แปลว่า “ ประตู ” เดินเข้าไปมีเจดีย์ 3 ชั้นชื่อ “ ซันจุโนะโตะ ” ต้องซื้อตั๋วเข้าไปดูศาลาหลังใหญ่ “ ฮอนโดะ ” ที่ตั้งอยู่บนไหล่เขามีระเบียงยื่นออกไปเหนือหุบเหวรองรับด้วยเสาหลายร้อยต้น จุดนี้คือจุดที่สวยที่สุดที่ต้องมายืนมองลงไปเห็นต้นไม้ปกคลุมไปทั่ว ร่มเย็นเป็นที่สุด

           เดินมาไกลฉันเลยแวะเข้าห้องน้ำ … สะอาดมาก มีทั้งแบบชักโครกและนั่งยองๆ ที่ล้างมือสร้างกลมกลืนกับวัดและธรรมชาติรอบๆ เป็นหินภูเขาขุดเป็นอ่างมีท่อไม้ไผ่ให้น้ำไหลลงมาเต็มอ่างอยู่ตลอด เขาติดป้ายว่า “ ห้ามดื่มน้ำนี้ ” ถ้าจะดื่มต้องดื่มที่อยู่ในอ่างหินอีกใบหน้าห้องน้ำจะมีกระบวยเล็กๆ มีด้ามจับยาวๆ วางไว้สำหรับตักน้ำดื่ม น้ำเย็นจัดยังกับไหลออกมาจากคูลเลอร์แหนะ … หลังศาลใหญ่มี “ ศาลเจ้าจิชู ” (Jishu Shrine) ที่สิงสถิตของเทพเจ้า “ โอคุนินุชิโนะ ” (Okuninushino-Mikoto) เทพเจ้าแห่งความรัก มีหินเสี่ยงทาย 2 ก้อนวางอยู่ห่างกัน ถ้าใครเดินหลับตาจากหินก้อนแรกไปแตะหินอีกก้อนได้ เขาว่าจะสมหวังในความรัก เล่นแบบนี้ฉันขอผ่าน! แหกตาเดินยังกับตามควายแบบฉัน เดินธรรมดายังเป๋เลย นี่ให้หลับตามีหวังหกคะล้มหน้าฟาดก้อนหินตายคาที่เป็นผีอยู่ที่นั่นแหละ! ระหว่างทาง เอ่อ … ตลอดทางก็ว่าได้ ต้นไม้เขียวขจีได้รับการดูแลอย่างดีเพราะเห็นคุณลุงคนทำสวนหลายคน ไม่ปลูกก็ตัดกิ่ง พรวนดินเป็นจุดๆ ฉันชอบต้นไม้มากกว่าทะเล เห็นเขียวได้ใจเกือบเผลอร้องเพลง “ มวลเถาวัลย์ป่าใบเขียว คดลดเลี้ยวพันเกี่ยวคบไม้ใหญ่ … ” เป็นเทพธิดาดอยซะเลย แต่คนก็เดินไปเดินมาเยอะเหลือเกิน มีทัวร์จากเมืองจีน เกาหลี เดินกันให้ขวักยังกับมาจ่ายตลาด ฉันเลยต้องรีบจ้ำต่อไป ตามทางในบริเวณวัดมีร้านขายขนมซึ่งมีซุ้ม มีที่นั่งเป็นยกพื้น ต้องถอดรองเท้าขึ้นไปนั่งพื้นไม้ดูน่ารักและเรียบง่ายดี คราวหน้าจะมาขอเช่าขายส้มตำไก่ย่าง เมี่ยงคำ!
 
          ขอสารภาพว่าก่อนเข้ามาถึงบริเวณวัด ฉันกับณัฐและบิว หลานชาย 2 ตัว เดินไต่ทางชันๆ อย่างชิลๆ ผ่านแหล่งช็อปปิ้งทั้งของที่ระลึกและของกิน 2 ข้างทางอย่างเมามัน ร้านขายขนมก็ไม่กุ๊กกิ๊กไก่กานะคะ เป็นร้านสวยๆ เป็นเรือนไม้แบบญี่ปุ่นให้เข้าไปนั่งกินน้ำกินขนมเป็นล่ำเป็นสัน พร้อมชมวิว 360 องศา บรรยากาศคล้ายๆ กับเชียงใหม่ แต่ที่นี่เป๊ะกว่า ฉันไม่ได้เข้าไปนั่งพักที่ไหนได้แต่ซื้อกินไปเดินไป ซาลาเปาไส้หมูอันเท่าฝ่ามือ ลูกละ 160 บาท ชิมคำแรกอยากปาหน้าเจ้าของร้าน! กลัวเขาสวนกลับก็เลยต้องทำหน้าเฉยๆ แล้วกินจนหมด ก็มันเสียดายเงินนิ! แตงกวาญี่ปุ่นแช่เย็นทั้งลูกเสียบไม้ขายกันเกลื่อน ไม้ละเกือบ 100 บาท ซื้อกินก็โง่น่ะสิ! แต่คนที่นี่เขาว่ามันกรอบอร่อยและเย็นชื่นใจ ฉันกลั้นใจกลับมาซื้อแตงกวา “ ดอยคำ ” บ้านเรากินยังจะดีกว่า สดกรอบและถูกกว่า แต่ใครจะกินเอาฟิล (ให้ได้อารมณ์) ก็กินเถอะเพราะคนอย่างฉันกินเอาอิ่ม ไม่ได้กินเอาฟิล! … ตอนจะกลับนึกได้ว่าต้องรอพวกท็อปและเพื่อนๆ รอตั้งนานก็ไม่เห็นมีใครเดินออกมา เลยลงไปรออยู่โน่น …

          สุดปากทางขาเข้า เดินลงเนินไปเลย … ยังไม่มาอีก! สงสัยจะสวนกันก็ต้องไต่ทางชันๆ ผ่านแนวช็อปปิ้งขึ้นไปใหม่อีกรอบ ฉันไปได้แค่กลางทางก็ต้องนั่งรอหน้าห้องน้ำปล่อยให้หลานชาย 2 ตัว ขึ้นไปหาแทนฉัน ช่วงเวลานั้นแหละที่สำนึกว่า แก๊ … แก่ … กู!
 
          ตอนเด็กๆ ฉันโตมากับอิคคิวซัง ช่อง 3 ณัฐ หลานชายฉัน (26 ปี) กับ บิว (15 ปี) ก็ได้ดูจากแผ่น พวกเราจึงมีภารกิจตามหา ปราสาทของโชกุน “ อาชิกางะ โยชิมิสึ ” (Ashikaga Yoshimitsu) หรือ วัดทอง หรืออีกชื่อคือ “ วัดโรกุอนจิ ” (Rokuohji) หนึ่งในวัดชื่อดังที่สุดของญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1940 และบูรณะใหม่ในปี 2530 ในวัดมีศาลาทองที่สร้างโดยท่านโชกุนอาชิกางะ ฉันกับหลานทั้งสองรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในมิติของการ์ตูนเรื่องอิคคิวซัง ซึ่งมักจะเริ่มต้นเรื่องราวด้วยภาพพลับพลาสีทองหรือศาลาสีทอง บนยอดศาลามีนกฟีนิกซ์ (Phoenix) เป็นเงาสะท้อนในน้ำเหมือนศาลากลับหัว ศาลาทองมี 3 ชั้น สร้างด้วยลักษณะที่แตกต่างกัน โดยชั้นบนสุดสร้างตามแบบพระราชวัง เป็นที่อยู่ของโชกุน เรียกว่า “ ชินเด็น ซูกูริ ” (Shinden Zukuri) ชั้น 2 สร้างตามแบบบ้านซามูไร เพื่อเป็นที่พักของเหล่าซามูไรผู้อารักขาโชกุน เรียกว่า “ บุเกะ ซูกูริ ” (Buke Zukuri) ชั้นล่างสร้างตามแบบวัดพุทธนิกายเซน มีบึงล้อมรอบ เรียกว่า “ สระเรียวโกะ ” (Ryoko) แปลว่าสะท้อน เคยถูกลอบวางเพลิงในปี พ.ศ. 2493 โดยพระภิกษุที่บวชในวัดซึ่งเชื่อว่าการเผาทำลายคือการเข้าถึงแก่นแท้ของความงามวิจิตรและสร้างขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2498 ฉันยืนจ้องภาพนั้นราวกับจะเข้าไปสิงในศาลานั้น ฝนตกหยิมๆ เป็นหยดๆ ลงบนพื้นผิวน้ำ นึกถึงตอนที่อิคคิวซังผูกตุ๊กตาไล่ฝน ตอนจบของเพลงไตเติ้ล จู่ๆ ก็ซึ้งขึ้นมา … เด็กสมัยก่อนอยู่ใกล้วัดแม้เวลาที่อยู่หน้าทีวีดูการ์ตูน แต่สมัยนี้ … เฮ้อ … ไม่อยากจะพูด แค่คิดก็เมื่อยโคนลิ้นแล้ว! บริเวณรอบๆ เป็นสวนมอสสวยจับใจจนอยากลงไปนอนกลิ้ง มีบ้านไม้แบบซามูไรเป็นหมู่อยู่หลายหลัง ที่พื้นลานกว้างเป็นกรวด มีก้อนหินใหญ่ๆ วางอย่างมีระยะและจังหวะ รับรู้ได้ถึงความสงบ และนี่คือหนทางการเข้าสู่หัวใจของนิกายเซน … ความสงบที่พบได้แม้อยู่กลางลานบ้าน
 
           หมายเหตุ : ข้อมูลที่เป็นสาระ ข้าพเจ้าผู้เขลาปัญญาอ้างอิงมาจาก หนังสือ JR Pass ใบเดียวเที่ยวญี่ปุ่น ทื่ซื้อมากอดไว้ และค่อยๆ ศึกษาภายหลังจากกลับมา … ขอบอกว่าเล่มนี้สุดยอด!!! โดย อดิศักดิ์ จันทร์ดวง
.......................................
(หมายเหตุ อิไต้ทัวร์ (III) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)