
เพลิน'เพชรในเพลง'
เพลิน'เพชรในเพลง' : คอลัมน์ เป็นคุ้งเป็นแคว โดย... เคน สองแคว
ปลายเดือนที่แล้วมีการประกาศรางวัลจากโครงการประกวดเพลง "เพชรในเพลง" ที่มอบให้กับผู้ประพันธ์ นักร้อง ที่ออกเสียงได้ถูกต้อง ตามอักขระภาษาไทย ซึ่งข่าวคราวก็ได้ทราบกันไปแล้ว แต่รูปแบบข่าวและการทำงานประกาศรางวัลในบ้านเรา ก็ทราบกันดีว่ามักจะเน้นกันที่ตัวบุคคลที่มารับรางวัลมากกว่าผลงานที่ได้
เราจึงได้เห็นแต่พาดข่าวดารา นักร้องชื่อเสียงดังตามสื่อต่างๆ แต่ในส่วนรายละเอียดผลงานต่างๆ เช่น เพลง เนื้อเพลง หรือวิธีการร้องนั้นกลายเป็นประเด็นรองไปอย่างน่าเสียดาย
นักข่าวเองก็งงกับการส่งข่าวของค่ายเพลงต่างๆ ที่ส่งกันมาเฉพาะนักร้องในค่ายของตนเอง จนต้องเอามาประติดประต่อว่า รางวัลนั้นๆ ใครได้ชนะเลิศ รองชนะเลิศ หรือรางวัลชมเชย กลายเป็นว่า สังคมของคนบันเทิงไม่มีน้ำใจที่จะแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล เพียงแค่เขาอยู่ต่างค่ายต่างสังกัดเท่านั้น
หรือแม้แต่นักร้องบางคนที่เคยสังกัดอยู่ในค่ายนั้นๆ ในอดีต ก็แทบจะไม่อยู่ในชิ้นข่าวการรับรางวัลที่บางค่ายเพลงส่งมาเลย ซึ่งก็เข้าใจดีอยู่ว่าธุรกิจต้องแข่งขันกัน ใครจะยอมให้ค่ายคู่แข่งดีเด่นเกินหน้าเกินตานักร้องของตนเอง แต่มันจะมีข้อยกเว้นกันบ้างไม่ได้เลยเชียว
อีกเรื่องหนึ่งที่นักข่าวและช่างภาพตระหนักกันดีว่า นักร้องต่างค่ายไปรับรางวัลในงานเดียวกัน การที่จะจับมารวมหมู่ถ่ายรูปกันนั้นเป็นเรื่องยากเย็นเข็ญใจ เพราะพีอาร์หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์ของค่ายต่างๆ จะกีดกันสุดฤทธิ์ ไม่ยอมให้ร่วมเฟรมกับนักร้องต่างค่ายเลย
ทั้งๆ ที่ตัวนักร้องเอง แม้จะอยู่ต่างค่าย เขาก็รู้จักมักคุ้นทักทายกันตามประสาพี่น้องกันในวงการ บางคนเป็นเพื่อนสนิทสนมกันมาก่อน พอมาอยู่ต่างค่ายเป็นอันต้องยืนกันคนละข้าง เพื่อเอาใจพีอาร์จอมบงการ
สิ่งที่น่าเกลียดที่สุดคือ เมื่อนักร้องหรือดาราต่างค่ายได้รับรางวัล ค่ายคู่แข่งก็ไม่มีน้ำใจแม้แต่จะปรบมือแสดงความยินดี คอยจ้องจะเฮและปรบมือเฉพาะนักร้องดาราในค่ายของตัวเองเท่านั้น สันดานแบบ "คนใจแคบ" นี้ ขอเถอะ ให้หมดๆ ไปจากวงการสักที
เขียนมาเสียยืดยาวจนลืมที่จะบอกว่า มีนักร้องคนหนึ่งที่เรียกได้เต็มปากว่า ศิลปิน ซึ่งขณะนี้ไม่ได้อยู่ค่ายสังกัดใดๆ ได้ไปรับรางวัลด้วย แต่แทบไม่เห็นในสื่อเลย นั่นคือ รางวัลผู้ประพันธ์เพลงดีเด่นในอดีต จากเพลง "ชมทุ่ง" โดยนายสมส่วน พรหมสว่าง หรือ เพลิน พรหมแดน ราชาเพลงพูดของวงการลูกทุ่งนั่นเอง
เพลงที่อาเพลินคนในวงการเรียกกันนั้น เป็นเพลงร้องแบบไม่หยุดพูด ขึ้นต้นมาก็น่าสนุกสนานมีเสียง เห่เฮ้ ฮาฮ้า จุ๊กกรู๊.... แล้วขึ้นเนื้อต่อว่า "....เสร็จจากงานนาละเมื่อเวลาเย็นๆ เป่าขลุ่ยแล้วพาเจ้าทุยเดินเล่น ลมพัดเย็นมาเดินเล่นอยู่กลางคันนา ....."
แล้วเพลงก็บรรยายถึงบรรยากาศในท้องนาได้แบบเห็นภาพชัดเจน กับภาษาไทยง่ายๆ สมกับที่ได้รับรางวัลนี้ไปครองเสียจริงๆ
ที่จริงอาเพลินมีเพลงชื่อ "อย่าลืมเมืองไทย" ที่แสดงตัวตนถึงการเป็นคนรักความเป็นไทยอีกเพลงหนึ่ง ท่อนที่ติดหูว่า "สเนคสเนค ฟิชฟิชงูงูปลาปลา ฟังเพลงไทยแล้วส่ายหน้า ฉันฟังเพลงไทยไม่เป็น ทีเพลงฝรั่ง ฟังได้เป็นวักเป็นเวร นิยมว่าดีว่าเด่น อวดทำเป็นลืมของไทย...."เนื้อเพลงตีแสกหน้าวัยรุ่นยุคกว่า 40 ปีที่แล้วกระจาย
ปัจจุบันอาเพลิน พรหมแดน ใช้ชีวิตส่วนใหญ่พักผ่อนในวัยบั้นปลายที่บ้านกับครอบครัวอันอบอุ่น ลูกเต้าประสบความสำเร็จในชีวิต อาเพลินก็หมั่นดูแลสุขภาพตรวจร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ ปฏิบัติตัวได้น่าเคารพยำเกรงสมกับเป็นครูบาอาจารย์ ไม่ออกมาเลอะเทอะหรือให้ใครถอนหงอกตอนแก่
ขอแสดงความยินดีย้อนหลังกับครูเพลิน พรหมแดน "เพชรแท้" ของวงการเพลงไทยอีกคนหนึ่ง
.......................................
(หมายเหตุ เพลิน'เพชรในเพลง' : คอลัมน์ เป็นคุ้งเป็นแคว โดย... เคน สองแคว)



