บันเทิง

'ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร'

'ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร'

01 ส.ค. 2555

'ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร' : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์

          ทุกอย่างเมื่อเริ่มต้นแน่นอนย่อมมีจุดจบ เหมือนกับการจากไปของ “ดีนี่” พร้อมการมาสู่ของ “ไอ้เก่งและคณะ” แห่งนางสิงห์สะบัดช่อ รวมไปถึง “พี่ธีร์” ที่มาพร้อมคุณแม่ผู้หวงลูกมาก และบรรดาคนรักของเขาในรักคุณเท่าฟ้า
 
          อ้อมว่าการมาแล้วก็ไปคือเรื่องธรรมชาติ มันเป็นแบบนี้เสมอ แม้กระทั่งการมาและจากไปของบอลยูโรและจอดำ ตามด้วยการกลับมาอีกครั้งของจอดำและโอลิมปิก 555 ก็ไม่รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ถึงมีเหตุการณ์จอดำเกิดขึ้นเป็นคำรบที่ 2 ก็ไม่รู้เขาใช้เกณฑ์อะไรกัน สุดแท้ที่ประชาชนอย่างเราจะเข้าใจ แต่ถึงอย่างไรก็ขอแสดงความยินดีกับบ้านที่ใช้หนวดกุ้งมาตลอด (โดยเฉพาะบ้านเครือญาติของนักกีฬาที่ไปโอลิมปิก จะได้ไม่มีปัญหาเวลาเชียร์ลูกหลาน) รอดทุกสถานการณ์
 
          ถือว่าเปิดฉากไปอย่างสวยงามสำหรับพิธีเปิดมหกรรมกีฬาแห่งมนุษยชาติ “โอลิมปิก 2012” ที่กรุงลอนดอน ได้มีโอกาสดูบางส่วนก็รู้สึกว่าเขาทำได้ยิ่งใหญ่ อลังการในแบบอังกฤษ ภายใต้การควบคุมดูแลของ แดนนี่ บอยล์ ผู้กำกับมือรางวัลชาวอังกฤษ แม้จะมีหลายคนพูดว่าเขาคงกดดันเพราะต้องทำต่อ “จางอี้โหมว” ของจีนที่ทำไว้อย่างดี เมื่อปี  2008 (หุหุ… คิดแทนเขาเสร็จสรรพ) ฉะนั้นช่วงนี้ก็คงจะเป็นช่วงที่เราจะให้ความสนใจกีฬากันไปอีกพักหนึ่ง เพื่อจะลุ้นว่าประเทศไทยของเราจะได้กี่เหรียญ จากจำนวนนักกีฬาที่ส่งไป 37 คน และระหว่างนี้ คนที่จอดำก็ลุ้นค่ะว่าจะได้ดูซักนัดมั้ย หรือจะได้ดูอีกที ปี 2016  ไปเลย  และมันจะเป็นอย่างนี้อีกบ่อยมั้ยที่ประชาชนอย่างเราจะต้องเจอ (เฮ้อออ...) ความเป็นจริงของโลกธุรกิจ โลกที่บางคนอยู่แล้วก็อาจรู้สึกว่าช่างเหนื่อยเหลือเกิน อะไรคือความสุขที่แท้จริง เงินทองชื่อเสียงมันตอบโจทย์อะไรได้จริงหรือ
 
          การเปลี่ยนแปลงในโลกแบบนี้เกิดได้ตลอดเวลาค่ะ ดูจากการจากไปของอุบาสก 1 คน นำมาซึ่งพระสงฆ์ 1 รูป เป็นการเปลี่ยนสถานะของ พระเจสัน หรือที่คนไทยเคยรู้จักในชื่อ เจสัน ยัง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมากับรายการ “พฤหัสอัศจรรย์” คงทำให้หลายๆ คนเข้าใจและร่วมอนุโมทนากับเส้นทางที่ท่านเลือก เมื่อหลังจากบวชเรียนได้ราวๆ 3 เดือน ท่านได้ตัดสินใจจะอยู่ในเส้นทางสายนี้ไปอย่างไม่มีกำหนด จริงๆ ต้องสารภาพว่าได้ดูสัมภาษณ์ท่านช่วงกลางๆ นะคะ แต่พอจับใจความได้ว่า ท่านได้ให้คำตอบ (ที่น่าจะเข้าใจตรงกัน) ว่านี่คือทางที่ท่านเห็นว่าเป็นหนทางที่ดีและเป็นประโยชน์กับตัวท่านเองและผู้อื่น ซึ่ง ทุกคนคงจะต้องศึกษาด้วยตนเอง ทางของใคร ใครก็เลือกค่ะ ลงทุนอะไรในเหตุ ผลก็จะมาอย่างนั้น
 
          ส่วนเหตุผลที่อ้อมพลาดครึ่งแรกไปก็เพราะติดใจอยู่กับ “สารคดี 2475” ที่เป็นรายการพิเศษทาง Thai PBS ค่ะ ดูมาตั้งแต่วันพุธ โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เนื่องจากตั้งใจจะดูพื้นที่ชีวิต แต่เปิดมาเจอเสียงบรรยายคุ้นๆ และภาพเหตุการณ์เล่าเรื่องที่น่าสนใจ เลยดูต่อค่ะ

          “สารคดี 2475” เป็นสารคดีที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลง การจากไปของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันนำมาซึ่งระบอบประชาธิปไตยในยุคของคณะราษฎร์ปี 2475 เป็นการนำเสนอผ่านการเล่าเรื่องโดยผู้บรรยายเสียงมีมนต์ขลัง แทรกด้วยความคิดเห็นอันเฉียบคมของผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ลูกหลานผู้เกี่ยวข้อง อาจารย์ นักวิชาการ นักการเมือง คอลัมนิสต์ จนกระทั่งถึงผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปัญญาชนสยาม แม้จะมีความเห็นต่างกันแต่ก็ไม่ทะเลาะกัน (เพราะไม่ได้คุยพร้อมกัน 555) นอกจากนี้ยังสลับหนังเงียบซึ่งทำขึ้นมาเป็นเหตุการณ์จำลองให้เข้าใจง่ายขึ้นด้วย รายการนี้มี 3 วันติดค่ะ คืนวันศุกร์ไม่ได้ดู เลยดูใน youtube แทน ต้องขอบคุณพี่แหม่ม (มาม่า บลูส์) ที่เอื้อเฟื้อ link มาให้

          ได้คุยกับเธอในฐานะผู้ที่ทำงานชิ้นนี้ด้วยค่ะ อ้อมคงไม่บอกว่าคุยอะไรกับเธอไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งคือ อยากขอบคุณเธอ และ Thai PBS ที่ตระหนักถึงโอกาสอันน้อยนิดของประชาชนอย่างเราๆ ผู้อาศัยอยู่ในประเทศที่มวลรวมไม่ได้ขยันอ่านหนังสือกันอยู่แล้ว ถ้าจำไม่ผิดตามสถิติน่าจะอยู่ราวๆ 2-5 เล่ม ต่อคนต่อปีและหนังสือที่อ่านก็คงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ซักเท่าไรดูแล้วจะได้ไปคิดต่อว่า ไอ้ความเป็นไปในสังคมที่เราอยู่กัน ณ  ปัจจุบันเนี่ย มันคืออะไร

          ใครจะเถียงว่ารู้แล้วได้อะไรขึ้นมาอ้อมว่าคงไม่ใช่ เพราะเคยมีผู้ใหญ่บอกอ้อมว่า ถ้าจะดูว่าสังคมเป็นยังไง ให้มองย้อนกลับไปที่อดีต ก็น่าจะจริงนะคะดูนางเขายังต้องดูแม่ ถ้าจะดูวิถีไทยหรือสังคมไทยให้ถ่องแท้ คงต้องย้อนกลับไปถึงสมัยโบราณ
เหตุที่อ้อมอยากให้เพื่อน พี่น้อง ลุง ป้า น้า อา ทั้งหลายได้ดู ก็เพราะจะได้รับรู้ร่วมกันว่าตลอด 80 ปี ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นมันส่งผลอะไรกับเรา การที่เราใช้ชีวิต เป็นอยู่ ภูมิใจในวิถีเยี่ยงทุกวันนี้ มันใช่หรือ เพียงพอแล้วหรือ พวกเรายังต้องเรียนรู้หรือทำอะไรกันอีกต่อไปหรือเปล่า อย่างน้อยก็เพื่อตัวเราเองซึ่งเป็นหนึ่งประชาชนผู้ต้องอยู่ในวังวนของการเปลี่ยนแปลงอันคาดเดาไม่ได้ วังวนของโรงละครโรงใหญ่ ที่ไม่รู้ว่าจุดจบนั้นจะเป็นแบบ happy ending หรือ เศร้ากระชากใจที่ต้องแยกย้ายตายจากกัน

          มีสิ่งเดียวกันที่คาดเดาได้และต้องยอมรับคือ เราไม่มีรีโมทที่จะเปลี่ยนช่องเมื่อทนไม่ไหว หรือจะปิดมันไปเวลาที่เราไม่อยากดู เพราะเราคือ 1 ในโรงละครที่ต้องเล่นจนจบ โรงละครที่อ้อมคิดว่ามันน่าพิศวงซะเหลือเกิน

          “ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร”....ก็จริงอย่างที่ผู้ใหญ่เขาว่านั่นละค่ะ
.......................................
(หมายเหตุ 'ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร' : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง  โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์)