
โอลิมปิกจอดำ...ทำไม? สรุปใจความสำคัญที่คุณต้องอ่าน!
โอลิมปิกจอดำ...ทำไม? สรุปใจความสำคัญที่คุณต้องอ่าน! : คอลัมน์ หนุ่ยรู้-โลกรู้ โดย... หนุ่ย.พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์
ผมเขียนบทความนี้ในวันเสาร์ หลังจากที่ได้ชมคลิปการเปิดมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ "โอลิมปิกเกมส์" ครั้งที่ 30 ทาง Youtube ถึงแม้จะจอเล็กๆ แต่ก็ทำให้ผมได้เสพซึ้งถึงวิญญาณชาติมหาอำนาจว่าพวกเขา "ขลังขนาดไหน" ในการจัดพิธีเปิดมหกรรมกีฬาในครั้งนี้ เสียดายเล็กน้อยก็ตรงที่โทรทัศน์รับสัญญาณดาวเทียมที่บ้านผมเองดันจอดำ(อีกแล๊ะ!)ดูไม่ได้ ต้องมานั่งรอ Youtube อัพโหลดให้ชมแบบแห้งสะเด็ดเน็ต
ผู้กำกับการแสดงในพิธีเปิดถูกเผยชื่อให้ชาวโลกได้รับทราบมาก่อนหน้าว่าคือ "แดนนี่ บอยล์" ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับมือรางวัลออสการ์ ชาวอังกฤษที่เคยยกกองมาถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกในเมืองไทยอย่าง "เดอะบีช" ที่มีลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ แสดงนำ ซึ่งครั้งนั้นผมติดใจฝีมือการกำกับของเขามากเพราะนอกจากเนื้อเรื่องที่สนุกมากแล้วยังถ่ายหมู่เกาะทะเลใต้ของเราได้อย่างงดงามตระการตาอวดชาวโลกได้ในมุมมองที่เราคนไทยเองยังไม่เคย Unseen Thailand ไปกับทิวทัศน์ที่บอยล์นำเสนอให้เป็นของแถมตอน End Credit ของหนัง
ที่ต้องออกตัวแต่แรกว่าเขียนต้นฉบับนี้ในวันเสาร์ก็เพราะยังหวังว่าในวันอังคารที่เราพบกันผ่านคมชัดลึกหน้า 21 นี้ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจจะใจอ่อนปล่อยสัญญาณภาพถ่ายทอดสดกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ เพื่อเป็นไปตามประกาศราชกิจจานุเบกษาที่ กทสช. นำโดย พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ประกาศไปก่อนหน้าว่า "Must Carry" คือต้องขนขึ้นดาวเทียม ฟรีทีวีต้องออกอากาศให้ประชาชนรับชมได้ในทุกแฟลตฟอร์มและ กสทช.เองก็ยังได้ให้ความมั่นใจกับเราว่า "โอลิมปิกครั้งนี้..อไม่ดำแน่นอน"
แต่จนแล้วจนรอด ช่วงเวลาตั้งแต่ 02.00-7.00 น.ของเช้าวันเสาร์ ตามเวลาบ้านเรา คนไทยนับล้านหลังคาเรือนก็ต้องผิดหวังซ้ำอีกกับปรากฏการณ์ "จอดำ" หรือที่แท้จริงจอมันไม่ได้ดำหรอกแต่ขึ้นข้อความคาดหน้าจอระบุการสงวนสิทธิ์ในการรับชมการถ่ายสดมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติครั้งนี้ ถือเป็นการผิดหวังซ้ำๆ หลังมหกรรมฟุตบอลยูโรได้ผ่านพ้นไปแล้ว
เรื่องนี้ผมสงสัยมากเลยว่าในเมื่อกสทช.รู้ตัวแต่เนิ่นๆ แล้วและเรียกผู้เกี่ยวข้องกับการออกอากาศโอลิมปิกมาประชุมหารือถึงแนวทางป้องกันจอดำกันก่อนหน้าเป็นเดือนๆ เหตุใดวันพิธีเปิดพวกเราถึงดูกันไม่ได้อีก พ.อ.ดร.นที ใช้พลังมันสมองที่มีเขียนกฎ Must Carry เพื่อให้โอลิมปิคเจ้าของสิทธิ์รับรู้ถึง "ขื่อแปร" ของบ้านเมืองเรา ว่าเราเป็นประเทศที่ "โครงสร้างพื้นฐานทางการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ (Terrestrial TV-ทีวีเสาอากาศ/หนวดกุ้ง) ไปไม่ทั่วถึงประชาชนทั้งประเทศ" บ้านเราผู้ประกอบการ FreeTV สร้างสถานีฐานไว้ส่งสัญญาณทีวีกินอณาบริเวณเพียง 70% ของจำนวนหลังคาเรือนทั้งประเทศ ประชาชนประสบปัญหารับสัญญาณทีวีไม่ชัดมาอย่างยาวนาน ทุกวันนี้ก็ได้อานิสงฆ์ของทีวีดาวเทียมแทนมาทำให้ดูทีวีชัดกันได้ FreeTV ทุกช่องก็ใช้การยิงสัญญาณขึ้นดาวเทียมไทยคม 5 เพื่อสร้างฐานผู้ชมให้ทั่วทั้งประเทศและเผื่อแผ่ประเทศเพื่อนบ้านด้วย
เทคโนโลยีดาวเทียมได้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ช่อง3 ก้าวกระโดดขึ้นมาข้ามหัวช่อง7 ผู้ครองอันดับ1 ทีวีไทยมาอย่างยาวนาน เพราะเดิมทีวีช่อง 7 ชัดสุด สถานีฐานกว้างไกล คนไทยส่วนใหญ่รับชมได้ พอดาวเทียมมาและทุกคนยิงขึ้นก็ถือว่า "ชัดล้านเปอร์เซ็นต์" เท่ากัน และช่อง 3 ยังได้เป็น "เลข 1 เสมอ" บนหน้าปัดทีวีไม่ว่าจะยี่ห้อใดก็ตาม ..WIN!
ฉนั้นฟรีทีวีในประเทศไทยหรือใครก็ตามที่จะซื้อสิทธิ์แพร่ภาพรายการถ่ายทอดสดต่างๆมาฉาย จะซื้อเฉพาะสิทธิ์การแพร่ภาพทาง Terrestrial TV อย่างเดียวไม่ได้แล้ว! เพราะทีวีพื้นฐานของบ้านเรามันรวมดาวเทียวเข้าไปด้วย กสทช.เองก็เข้าใจในสภาพการณ์นี้และไม่ได้ออกกฎบังคับฟรีทีวีเร่งสร้างสถานีฐานให้เต็มประเทศในกาลนี้ เพราะไม่เหมาะสมกับยุคปลายสมัย Analog ที่ชาวโลกเขาจะเลิกกันหมดแล้ว การใช้ดาวเทียมช่วยสนับสนุนสัญญาณจึงสมเหตุสมผลที่สุด การออกราชกิจจานุเษกษานี้ก็เป็นการตอกย้ำให้เจ้าของสิทธิ์ทั้งโลกรู้ว่าประเทศไทยเราเป็นแบบนี้กล่าวคือทีวีพื้นฐานใช้ทั้งสองระบบ เสาอากาศและดาวเทียม (ต่อไปจะขายสิทธิ์ให้เราก็เข้าใจหน่อยนะจะ)
แต่โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจก็ยังพยายาม"ตีกรอบ-ล้อมสัญญาณ"ไม่ให้ภาพไหลไปประเทศเพื่อนบ้านด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม
การหารือเป็นเดือนๆ ก่อนหน้าเพื่อป้องกันปัญหานี้ก็คือ FreeTV เลือกยิงสัญญาณขึ้นดาวเทียมเป็น 2 ช่องทาง ช่องทางแรก คือทางช่องปกติที่ดาวเทียมเคยรับสัญญาณช่องนั้นๆได้ซึ่งจะมีการ "คาดหน้าจอไว้" ไม่ให้ดู จะให้ดูจริงๆ คือช่องทางที่ 2 คือช่องสัญญาณใหม่ที่จะ"รู้กันเฉพาะกล่องรับสัญญาณในเมืองไทยเท่านั้น" ...ตรงนี้ล่ะครับปัญหาเนื่องจาก "บริษัทเจ้าของกล่องรับดาวเทียม" จำเป็นต้องเซตใหม่ให้ลูกค้า จะด้วยการส่งคำสั่งผ่านอากาศไปเพิ่มช่องนี้ให้เลย (กล่องแบบ OTA ทำได้) หรือการส่งไฟล์มาให้เราเซฟใส่ Thumb Drive ไปเสียบเข้าเครื่องเพื่ออัพเกรดกล่อง หรือจะส่งช่างมาทำให้ก็วุ่นวายทั้งนั้นครับ
ที่ต้องทำให้วุ่นวายขนาดนี้คงเป็นเพราะโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจกลัวโอลิมปิกจะต่อว่า... แต่ความจริง "ควรจะกล้า" เพราะกสทช.ก็ได้คลี่สัญญาการซื้อขายครั้งนี้ออกมาอ่านด้วยกันแล้วพบว่า
"เป็นการซื้อเพื่อออกอากาศได้ทั้งทางเสาอากาศและดาวเทียม"
ตรงนี้อ้างไม่ได้แล้วนะครับว่าซื้อสิทธิ์มาเพื่อการออกอากาศเฉพาะเสาอากาศ
หยุดการคาดหน้าจอดำเถิด เพราะยังมีหลายล้านบ้านที่ "ช่างดาวเทียมยังไปไม่ถึง"
ที่น่าชื่นชมที่สุดคือ "ทรูวิชั่นส์" ที่ทำให้ลูกค้า 2 ล้านคนดูถ่ายทอดสดโอลิมปิกได้ตามปกติ ทรูไปซื้อสิทธิ์ถ่ายทอดสดต่างหากมาจากโอลิมปิกโดยตรงเพื่อทีวีบอกรับสมาชิก โดยไม่หวังอาศัยสัญญาณจากฟรีทีวี (กลัวเกิดปัญหาเดียวกับบอลยูโร ..ซึ่งทรูโดนด่าซะอ่วม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นคนคาดจอดำ)
ปิดท้ายขอชื่นชมความอารมณ์ขันละเมียดของผู้กำกับ Danny Boyle ที่ทำ Sequence โรแวน แอคินสัน นักแสดงชาวอังกฤษที่คนทั่วโลกรู้จักกันดีในบทบาท "มิสเตอร์บีน" ขึ้นเซอร์ไพรส์การแสดงใหญ่ในเพลง Chariots of Fire โดยเจ้าตัวรับหน้าที่นักดนตรีที่ต้องรับผิดชอบการกดโน้ตเพียงตัวเดียวในเพลงนี้ ช่างเป็นอารมณ์ขันที่ละเมียดจริงๆ เพราะเพลงนี้มีจังหวะโน้ตย้ำๆ เท่ากันตลอดเพลงเสมือนสัญญาณการเดินของวินาทีที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต จะว่าไปเพลงๆ นี้เราก็ได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะอยู่คู่แวดวงกีฬามาโดยตลอด (เป็นภาพยนตร์ในปี 1981 โดย 20th Century Fox) กับโน้ตที่คุ้นหูแบบย้ำๆ ย่ำๆ อยู่กับที่ซึ่งเราไม่เคยคิดเลยว่านักดนตรีที่ได้รับมอบหมายในการกดโน้ตตัวนี้จะเบื่อแค่ไหน ...มิสเตอร์บีนเขาตีความแสดงออกมาให้เราดูผ่านมุมกล้องถ่ายทอดสดที่ถูกวางคิวไว้อย่างละเอียดและสามารถลำดับภาพออกมาได้เป๊ะและสื่อความหมายของโชว์การแสดงตลกที่แฝงไว้ซึ่งนัยนี้อย่างยอดเยี่ยม
.......................................
(หมายเหตุ โอลิมปิกจอดำ...ทำไม? สรุปใจความสำคัญที่คุณต้องอ่าน! : คอลัมน์ หนุ่ยรู้-โลกรู้ โดย... หนุ่ย.พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์)



