บันเทิง

พริกกะเกลือ : บทเรียน

พริกกะเกลือ : บทเรียน

30 ก.ค. 2555

บทเรียน : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected]

          ระหว่างที่กำลังคิดว่าควรจะนำเรื่องอะไรมาเขียนเล่าในคอลัมน์นี้สำหรับสัปดาห์นี้ ก็ได้รับเมลจากอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่ง แนะนำให้อ่านข้อเขียนของดอกเตอร์ Karl Pillemer ผู้เชี่ยวชาญด้านสูงอายุศึกษา แห่งวิทยาลัยการแพทย์ ไวล์ ของมหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
          อาจารย์บอกว่าคุณควรอ่าน (คงเพราะเริ่มเข้าข่ายสูงอายุแล้ว) และควรชักชวนคนหนุ่มสาวให้มีโอกาสอ่านบ้าง (จะได้ไม่เหนื่อยเหมือนเราวันนี้ แม้เราจะรู้ว่าคนหนุ่มสาวอาจไม่อ่านและถึงอ่านก็อาจไม่เชื่อเหมือนกับเราเมื่ออยู่ในวัยหนุ่มสาว)
         
          ดอกเตอร์ผู้นี้เขียนหนังสือซึ่งโด่งดังไปทั่วโลกชื่อ “30 Lessons for Living” แปลเป็นไทยแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า 30 บทเรียนสำหรับการใช้ชีวิต หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ก็ยังฮิตจนถึงปัจจุบัน รายการโทรทัศน์ต่างๆ ก็ยังเชิญเขาไปออกอากาศ ซึ่งในยุคโซเชียลมีเดียนี้ คลิปเกี่ยวกับเขาและแนวคิดของเขาหาได้ไม่ยากจากยูทูบ 

          เนื้อหาที่ดอกเตอร์ไพลเมอร์เอามาเขียนในหนังสือ ไม่ได้เพ้อเอาเองจากจินตนาการ หากเขาได้ไปสัมภาษณ์ชาวอเมริกันที่มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไปมากกว่า 1,200 คน ในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต โดยมีคำถามสำคัญว่า “อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดจากประสบการณ์ชีวิตที่อยากจะฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง”

          เมื่อเร็วๆ นี้ดอกเตอร์ได้คัด 10 บทเรียนสำคัญที่สุดมาเขียนไว้ในบล็อกของเขาที่เว็บไซต์ฮัฟฟิงตันโพสต์ http://www.huffingtonpost.com/karl-a-pillemer-phd/top-10-lessons-for-living_b_1133585.html ซึ่งเป็นเว็บหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่มีชื่อเสียง

          เขาเริ่มต้นข้อเขียนด้วยคำเปรยว่าเรามักจะลืมไปว่าผู้สูงอายุคือแหล่งความรู้สำคัญเกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้มีความสุขและสุขภาพดี หลักฐานสำคัญคือผู้สูงอายุหลายคนผ่านประสบการณ์เข้มข้นและทุกข์ทรมานเช่น เหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในยุคข้าวยากหมากแพงหลังจากนั้น แต่เหตุใดจึงรอดมาได้และมีชีวิตอยู่ต่อมาอย่างปกติ

          น่าสนใจว่าแม้ผู้เขียนและผู้ให้สัมภาษณ์เป็นชาวอเมริกัน แต่เนื้อหาก็มิใช่สำหรับคนอเมริกันหรือสังคมอเมริกันเท่านั้น หากเป็นบทเรียนสากลที่ใช้ได้ทั้งโลก นั่นคือ

          ข้อแรก ให้เลือกอาชีพจากความต้องการภายในมากกว่าพิจารณาผลตอบแทนด้านการเงิน เพราะในที่สุดแล้วงานที่ทำด้วยความรักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
 
          สอง ให้ปฏิบัติต่อร่างกายเหมือนต้องการให้ร่างกายอยู่ไปอีกร้อยปี เลิกคิดว่าฉันไม่แคร์ว่าจะตายเมื่อไหร่เพื่อเป็นข้ออ้างให้มีพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกาย เช่น  สูบบุหรี่ กินอาหารไม่ดี และไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมแย่ๆ เหล่านี้ไม่ส่งผลในปัจจุบัน แต่ส่งผลให้เกิดความทรมานเมื่อสูงวัย
 
          สาม ให้ตอบรับโอกาสหรือความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิต เพื่อที่จะไม่ต้องเสียดายในภายหลัง
 
          สี่ ให้เลือกคู่ชีวิตด้วยความระมัดระวังที่สุด อย่ารีบตัดสินใจจนกว่าจะรู้จักกันอย่างถ่องแท้
 
          ห้า เที่ยวให้มากเข้าไป ตราบที่ยังสามารถ (ทั้งการเงินและแรงกาย) น่าสนใจว่าคนสูงวัยส่วนใหญ่มักมองว่าการได้เดินทางท่องเที่ยวเป็นช่วงเวลาสำคัญและมีคุณค่าอย่างมาก
 
          หก จงพูดในสิ่งที่อยากพูด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียใจและเสียดายที่ไม่ได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกไป
 
          เจ็ด ตระหนักว่าเวลาเป็นของมีค่าและชีวิตนั้นแสนสั้น ดังนั้น จงทำในสิ่งที่สำคัญและมีค่าทันที
 
          แปด ความสุขเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ ไม่ใช่เกิดจากเงื่อนไขต่างๆ เราแต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อความสุขของตัวเองเราเองตลอดชีวิต
 
          เก้า การใช้เวลาเพื่อความกังวลเป็นการเสียเวลา ดังนั้น หยุดกังวล หรือพยายามลดความกังวลให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กังวลในสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น    
 
          สิบ หัดคิดเล็กๆ เข้าไว้ หมายถึงจงพึงพอใจและมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยในชีวิตประจำวัน เช่น กาแฟอุ่นๆ หอมๆ สักแก้ว เตียงนุ่มๆ หรือเสียงร้องเพลงของนกตัวเล็กๆ แล้วชีวิตจะมีความสุข
 
          บรรดาคนสูงวัยที่ให้สัมภาษณ์เชื่อว่า คนทุกวัยรวมถึงเด็กๆ และคนหนุ่มสาวย่อมมีความสุขกับหลักการที่ว่ามานี้ ผู้เขียนก็เชื่อเช่นกัน จึงเอามาเผยแพร่ต่อ เพื่อผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยทางหูจากเสียงแช่งชักหักกระดูกกันและกันของผู้คนในสังคมไทยที่ยังไม่ยอมรับว่าความคิดต่างเป็นเรื่องปกติ คุยกันดีๆ ก็ได้
.......................................
(หมายเหตุ บทเรียน : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected] <mailto:[email protected]>  <https://www.facebook.com/NithinandY>)