บันเทิง

อิไต้ทัวร์ (II)

อิไต้ทัวร์ (II)

30 ก.ค. 2555

อิไต้ทัวร์ (II) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          ความวุ่นวายในการเดินทางของกลุ่มอิไต้ทัวร์ (พี่ดุ๊ก ภาณุเดช หัวหน้าทีมตั้งให้) จากกรุงเทพฯ สู่นาโงย่าจนมาถึงเกียวโต ได้จบสิ้นลงเมื่อฉันเห็นต้นไม้เขียวขจีในทุกๆ ที่ มอสที่เกาะอยู่ตามก้อนหินปกคลุมดินอยู่ทั่วไป ต้นแปะก๊วยริม 2 ข้างทางดูร่มรื่น ได้มาเข้าพักที่โรงแรมเล็กๆ ย่านเฮอิน แบบเรียวกัง ที่มีฟูกปูพื้นกับผ้านวมนุ่มๆ ความวุ่นวายและเหน็ดเหนื่อยก็หายเป็นปลิดทิ้ง …
 
          “ เกียวโต ” (Kyoto) ชื่อเดิม คือ “เฮอันเกียว” แปลว่าเมืองแห่งความสวยงาม เคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นระหว่าง พ.ศ.1337-2412 รอดพ้นจากการถูกถล่มโจมตีในสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงยังคงพร้อมไปด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมโบราณ โดยเฉพาะวัดที่มีมากกว่า 1,650 แห่ง ศาลเจ้าในลัทธิชินโตอีก 400 แห่ง รวมทั้งปราสาท พระราชวัง และตำหนัก … เกียวโตมีพื้นที่รวม 610 ตารางกิโลเมตร เป็นที่อยู่ของประชากร 1.5 ล้านคน จัดเป็นเมืองใหญ่อันดับ 7 ของญี่ปุ่น (ข้อมูลอ้างอิงทั้งหมดที่ฟังดูเป๊ะ และเป็นสาระนั้นฉันได้ค้นคว้าหลังกลับมาเมืองไทยจากหนังสือ JR Pass ใบเดียวเที่ยวทั่วญี่ปุ่น โดย อดิศักดิ์ จันทร์ดวง … ถึงฉันจะดูไร้สาระแต่ก็มีสาระบ้างล่ะ!)
 
          ระหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม เป็นหน้าร้อนแต่ฝนตกตลอด! ร่มจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดที่ต้องพกติดตัวไปทุกที่ในเวลานี้ … โก้ มิสเตอร์แซกแมน น้องชายฉันเดินทางเข้าออกตามเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่น เพื่อเล่นดนตรีแจ๊สให้ผู้คนที่นี่ฟังกันนับสิบๆ ครั้ง จะมีของฝากจากญี่ปุ่น (ซึ่งบางครั้งมันซื้อที่อิเซตัน กรุงเทพฯ) และเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นประทับใจมาเล่าสู่กันฟังทุกครั้งที่กลับมา

          “ไมโกะ ” หรือ เกอิชาละอ่อนที่กำลังฝึกหัดรอเทิร์นโปรเป็นเกอิชา คือสิ่งที่โก้พูดถึงบ่อยๆ ว่าน่ารักและหาดูได้ในย่านกิออน(Gion) เป็นแหล่งบันเทิงยามราตรีที่มีให้เสพความเป็นโบราณ ทั้งศิลปะสถาปัตยกรรม และอาหาร ในตรอกซอกซอยเล็กๆ จะเป็นที่ตั้งของร้านอาหาร ร้านน้ำชา ภัตตาคาร ที่เป็นบ้านไม้ 2 ชั้นแบบโบราณของญี่ปุ่น ที่มีอาหารซึ่งปรุงและตกแต่งแบบธรรมชาติดูชั้นสูงไฮโซสำหรับลูกค้ากระเป๋าหนักและมีรสนิยมสูง โดยมีเกอิชา(Geisha) และไมโกะ(Meko) ผู้ช่วยคอยดูแลพูดคุย เล่นดนตรีสร้างความเพลิดเพลินให้ตลอดเวลา

          เคยดูเรื่องเดอะเมมมัวร์ส ออฟ อะเกอิชา(Memoirs of a Geisha) ที่จางจื่ออี๋ เล่นแล้วคนทั้งโลกก็ได้เข้าถึงความเป็นเกอิชาอย่างลึกซึ้งและเคารพว่า เธอคือศิลปิน ไม่ใช่แค่ผู้รับใช้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันจึงต้องมาเกียวโต …

          ช่วงเย็น 6 โมงกว่าๆ ฟ้ามืด ฝนตกปรอยๆ บรรยากาศไม่เป็นใจเสียแล้ว ไม่เห็นไมโกะหรือเกอิชาสักคน หรือว่าเรามาค่ำไป พวกนางเข้าไปตามร้านเพื่อดูแลลูกค้ากันแล้วกระมัง เพราะพวกนางมาตามออเดอร์ ไม่ใช่ยืนตามสวนลุมฯ หรือแถวๆ โรงแรมสยาม(ตอนนี้ย้ายมาฝั่งทางรถไฟแล้วย่ะ) อย่างบ้านเราของชั้นสูงนี่หาดูยากจริงๆ นะ

          จะว่าไปแล้วพวกเกอิชาหรือไมโกะก็จะพอกหน้าขาวๆ ทาปากสีแดงจู๋ๆ สวมชุดกิโมโนเดินบนเกี๊ยะญี่ปุ่น ทำไงก็ไม่มีทางรู้ว่านางหน้าตาสวยจริงรึเปล่า บางคนหน้าแป้นๆ พอกขาวๆ ดูคล้ายซาลาเปาเหมือนกันนะ ไม่มีเกอิชาให้ดูหันมาข้างๆ มีแต่เกอีชุ (ชุดาภา จันทเขตต์) ที่เดินหัวยุ่งยังกับผู้กำกับที่มามองหาโลเกชั่นถ่ายหนัง เอาเป็นว่าผิดหวังก็แล้วกัน ก็เลยเดินออกจากซอยเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ กับหลานชาย 2 ตัวของฉันจนเจอห้างไดมารู (Daimaru) ซึ่งเคยเปิดในเมืองไทยสมัยที่ฉันยังเป็นเด็กและปิดตัวลงไปนานแล้วกลายเป็นบิ๊กซีราชดำริแทน แทนที่จะเดินเข้าห้างกลับเดินเข้าซอยข้างๆ เป็นแหล่งชอปปิ้งเหมือนสยามสแควร์เป็นแนวยาวทั้งซอย มีสินค้าวัยรุ่น ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านเค้กสวยๆ เดินโง่ๆ ต่อไปทั้งๆ ที่ฝนตก

          กางร่มหุบร่มเป็นระยะก็จะได้เจอกับตลาดนิชิกิ (Nishiki Market) อ่านเจอในหนังสือท่องเที่ยวพอเจอเป็นตลาดดีใจยังกับถูกหวย คนอย่างฉันไปไหนถ้าไม่เจอตลาดถือว่าไปไม่ถึง เป็นตลาดแนวยาว 2 ข้างมีโครงหลังคาปิดกันฝนตลอดแนว ตื่นเต้นสุดๆ ที่นี่มีอาหารสด อาหารแห้งขาย ปลาแห้งๆ ของหมักของดอง ทั้งของทะเลและผักหลายเจ้าอยู่ติดกัน จนรู้สึกว่าเป็นลูกอีช่างดอง! ค่าที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเมืองหนาวหิมะตกหนัก คนที่นี่จึงชอบทำของหมักของดองของแห้งไว้กินในยามที่ปลูกผักปลูกพืชไม่ได้ ราคานั้นไม่เหมือนผักดองบ้านเรา แตงกวาดองลูกเดียวก็ราคาจะร้อยบาทแล้ว เขาแพ็กของเป็นถุงหลายร้อยถุง เห็นแล้วคิดถึงเมืองไทย อะไรก็ถูก

          ฉันแวะเข้าร้านขายเครื่องครัว มีทั้งหม้อ กระทะ กรรไกร และมีดทุกสิ่งอัน แต่ก็แพงอีกนั่นแหละ หม้อสแตนเลสตีด้วยมือพร้อมฝาขนาดย่อมพอต้มมาม่าได้ใบละ 5 พันบาท มีดเล่มละ 2 พันอัพ … ร้านขายถ้วยชามเซรามิกดินเผาเพนท์มือสวยจับใจ เริ่มจากใบละพันไปยันหมื่นบาท ถ้วยข้าวญี่ปุ่นลายดอกไม้สีน้ำเงิน 2 ใบ 2,500 บาท ราคาแพ็กคู่ ฉันจึงยอมซื้อ … ร้านขายสาเกมีทุกขนาดทุกยี่ห้อที่คนญี่ปุ่นเขานิยมดื่มกัน ฉันก็หอบมาให้พี่สาวหลายขวด ถูกกว่ากรุงเทพฯ ครึ่งต่อครึ่งถึงได้ซื้อ

          แวะกินขนมครกญี่ปุ่น ทาโกะยากิในตลาด เขามีเครื่องหยอดเหรียญเอาตั๋วออกมายื่นให้คนขาย รสชาติก็งั้นๆ ไม่อร่อยเหมือนยี่ห้อที่ขายในเอสพลานาดบ้านเรา แถมแพงกว่าอีก ขนาดซื้อยี่ห้อเดียวกันกินในห้างก็แพงกว่าที่เมืองไทย กินเมืองไทยน่ะดีแล้ว เพราะวัตถุดิบของที่นี่เขาแพงกว่า ค่าเช่าก็แพงกว่า อะไรๆ มันแพงกว่าก็ไม่น่าแปลกใจ

          เดินไปเขาก็เก็บร้านกันไปเพราะค่ำแล้ว ก็เลยเดินกลับมาที่เส้นเดิมย่านที่มีห้างสรรพสินค้าและร้านค้าติดถนน เดินเข้าซอยนั้นออกซอยนี้แบบมั่วๆ โง่ๆ ตามประสาคนต่างถิ่น มีร้านขายเหล้าพร้อมกับของปิ้งย่างเป็นกับแกล้มตลอดแนวข้างคลองเล็กๆ พออีกวันก็เลยชวน ท็อป ดารณีนุช กั๊ทและแก็งค์ ลูกน้อยหอยสังข์ของนางกับฉันและหลาน 2 คน ณัฐกับบิว มาลองนั่งกินดู เป็นร้านเล็กๆ ชั้นล่างเป็นเคาน์เตอร์ให้ลูกค้านั่ง ชั้นบนเป็นโต๊ะเตี้ยตั้งพื้นนั่งพื้น พวกเราไต่กะไดขึ้นไปนั่งกัน 6 คน ด้วยความหิวเลยสั่งเนื้อกับลิ้นหมู เครื่องในต่างๆ ปิ้งมากิน เมนูภาษาญี่ปุ่นอ่านไม่ออกสักตัว ต้องวิ่งลงมาชี้ๆ จิ้มๆ เอา สั่งต้มเครื่องในวัว ถ้วยเท่ากับถ้วยข้าวญี่ปุ่น 2 ถ้วย กับสลัดเนื้อย่างที่สุกแค่ขอบตรงกลางดิบมากินอีก 2 จาน เบียร์สดแก้วละประมาณ 160 บาท กับสาเกเป็นแก้วพร้อมดื่มไม่ใช่เป็นขวด เพราะขวดใหญ่ขนาดนั้นคงไม่ต้องกลับที่พักกันล่ะ นั่งคุยกันไปกินกันไปหลายชั่วโมง เช็กบิลออกมา 12,000 บาท จะเป็นลม! เพิ่งรู้ว่าเนื้อปิ้งไม้เล็กๆ ยาวกว่านิ้วชี้ฉันนิดเดียวไม้ละ 100 บาท โอ้แม่เจ้า! …

          อยู่อีก 2 วันคงตังค์หมด แต่คนที่นี่เขาต้องกินข้าวตามร้านอาหารให้อิ่มก่อน แล้วค่อยมานั่งจิบเบียร์กับของปิ้งย่างคนละ 2 - 3 ไม้ กินยังกะปล้นอย่างพวกเรา กะ … กะ … กลัวที่ไหน! ให้มันรู้มั่งว่าคนไทยมีกะตังค์! ไม่ได้โง่นะ แต่ … กูไม่รู้นี่!

          ย้อนกลับไปนึกถึงแม้จะเสียดายตังค์อยู่บ้าง แต่ก็ยังประทับใจสชาติปิ้งย่างที่แค่โรยเกลือมาก็อร่อยยังกับขึ้นสวรรค์แล้ว เนื้อวัว เครื่องในต่างๆ ของเขาคุณภาพดีมาก ยิ่งปิ้งสุกกำลังดีก็ยิ่งทำให้อร่อยมากขึ้น ตอนฉันกลับมากรุงเทพฯ ยืนกินบาร์บีคิวรถเข็นเนื้อไม้ละ 10 บาท แก้แค้นญี่ปุ่นกินหมดไป 6 ไม้ สะใจในราคาแต่รสชาติ เอ่อ … คนละเรื่องเลย!

          ถึงอย่างไรฉันก็รักเมืองไทยของเราอยู่ดี เรามีของกินมากมายในราคาคนไทย รู้อยู่รู้กิน อยู่อย่างเพียงพอ ก็ไม่มีวันพบกับความจน ต่อให้ไม่ได้พบกับความรวยก็ตาม …

          ผ่านมายังไม่ครบ 1 วันก็รับรู้ได้ว่าค่าครองชีพที่นี่สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกสมคำร่ำลือ ข้าวหรือก๋วยเตี๋ยวชามละ 200 - 300 บาทไทย กินกัน 3 คน มื้อหนึ่งต้องมี 1พันบาท ขนาดเบอร์เกอร์ไก่ที่แมคโดนัลด์ยังอันละ 300 บาทเลย ถ้าอยู่บ้านเรากินอิ่มกันทั้งบ้าน ขากลับจากกิออนไปโรงแรมที่พักเรียกแท็กซี่กลับ คนขับแท็กซี่ที่นี่มักจะเป็นคนแก่ ผมขาวๆ แต่งตัวดีสวมถุงมือสีขาวด้วย มีมารยาทมาก หากเทียบกับบ้านเรานั้นคงเป็นหน้ามือกับหลังเท้า (จะได้เห็นภาพชัดๆ) คุณลุงคนขับรับพวกเรา 3 คนขึ้นรถ แล้วแกเลี้ยวไปผิดทางพอเราบอกแกๆ ก็เลี้ยวกลับแล้วกดมิเตอร์ทิ้ง ปกติค่ารถคิดเป็นเงิน 600 บาท ถ้าเป็นเงินเยนก็ประมาณ 1500 เยน แกหยิบแค่ 500 เยน แกไม่ยอมเอาแบงค์พันจนฉันต้องคะยั้นคะยอแกถึงจะยอม

          คนที่นี่เขาซื่อสัตย์ตั้งแต่คนขับแท็กซี่ไปยันนักการเมือง มิน่าบ้านเขาถึงเจริญ!
.......................................
(หมายเหตุ อิไต้ทัวร์ (II) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา  โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)