
เล่นหูเล่นตา : อิไต้ทัวร์
อิไต้ทัวร์ : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้มอิไต้ทัวร์
ใกล้เที่ยงคืน ฉันกับหลานชาย 2 ตัว “ณัฐ” และ “บิว” นั่งรอขึ้นเครื่องที่ทางออก… การได้ออกไปนอกประเทศเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางทำให้ฉันสดชื่นและตื่นตัวอย่างประหลาด ฉันชอบบรรยากาศของสนามบินโดยเฉพาะในเวลากลางคืน มันดูไม่รีบเร่งเท่ากลางวัน กลิ่นของการมาเยือนและการจากลาช่างประหลาดและน่าจดจำ พ่อแม่พี่น้องจากต่างจังหวัดนุ่งผ้าถุงสวมรองเท้าแตะมายืนส่งลูกไปต่างประเทศ ผู้โดยสารบางคนสวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมจากหัวจรดเท้ารวมทั้งกระเป๋ากำลังจะเดินทางไปแดนไกล ฝรั่งแบ็กแพ็กนอนเหยียดยาวบนเก้าอี้นั่งพักรอขึ้นเครื่อง บ้างก็นั่งพื้นอาศัยงีบๆ ไปในขณะรอ ผู้คนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างที่ต่างทาง ต่างระดับ สิ่งเดียวที่มีเหมือนกันคือ “เสรีภาพแห่งความเป็นมนุษย์” ที่จะพาตัวไปไหนต่อไหนได้ทั่วโลก เราจะวัดระดับกันอีกครั้งไม่ใช่ที่ความสูงของเครื่องจากพื้นดิน แต่เป็นที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาส ชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัด! นั่นแหละเราถึงได้รู้ว่า แม้จะอยู่บนฟ้าเราก็ยังต่างระดับชั้นกันอยู่ดี เอาเถอะ! ถ้าเครื่องบินเกิดตกมันก็ตกพร้อมกันทุกคน… ความตายนั้นเสมอภาค !
บริเวณเดียวกันกับที่ฉันและหลานนั่งรอ ที่นั่งกระจัดกระจายอยู่ใกล้ๆ กัน คือ กลุ่มคนผู้ร่วมเดินทางในการเดินทางครั้งนี้ พวกเรารวม 13 คนกำลังจะไปญี่ปุ่น นำทีมโดยพี่ดุ๊ก ภาณุเดช, พี่นุ้ยกับพี่แจง วราพรรณ, ชุดาภากับจีนโจวลูกชาย, พี่จี๋กับพี่ปลา, ท็อป ดารณีนุช กับ กั๊ท-แก๊งค์ รวมพวกฉันอีก 3 คน เราควรบินจากกรุงเทพฯ ไปสนามบินนาริตะที่โตเกียว แต่เรื่องมีอยู่ว่า พี่ผัดไทยซึ่งควรจะร่วมทีมไปเกิดเปลี่ยนใจจากความขัดข้องทางเทคนิคบางประการ นางคือต้นเหตุที่ทำให้พวกเราต้องบินจากกรุงเทพฯ ไปนาโงย่าเพื่อไปช็อปปิ้งกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองอย่างที่ตั้งใจไว้ เมื่อนางไม่ไปแต่กำหนดการจองกันไปตามนั้นแล้ว ก็ต้องยอมรับชะตากรรมกันไป เอาเป็นว่าไปนาโงย่า แล้วค่อยนั่งรถไฟชิงกันเซ็งเข้าเกียวโต (ที่ที่ฉันอยากไปดูเกอิชา) พักที่นั่น 3 วัน ก่อนไปโตเกียว ช่วงที่รออยู่ก็มีผู้ร่วมทางท่าทางเหมือนคนป่วย มีหน้ากากปิดปากแต่งตัวเหมือนมาดามญี่ปุ่น สวมกระโปรงยาวมีเสื้อคลุมกันหนาว สวมหมวกอีกใบดูลึกลับ (ค้ามนุษย์ข้ามประเทศรึเปล่า?) เธอคือ ดารณีนุช โพธิปิติ เพื่อนซี้ของฉันที่จะไปไหนมาไหนทีนางจะต้องจัดเต็มไม่เว้นแม้ยามป่วยไข้ ความจริงนางก็ไม่ได้เจ็บป่วยจากเชื้อโรคใดๆ แค่นางเพิ่งไปให้หมอร้อยไหมที่หน้ามาข้างละ 3 เส้นแค่นั้น ตกเย็นนางก็บินอย่างที่เห็น หน้าของนางบิดผิดรูปเล็กน้อย แต่ที่เปลี่ยนแปลงไปเหมือนกำลังจะแปลงร่างเป็นนางอุทัยเทวี (คางคก) ก็คงเป็นตุ่มบนใบหน้าเป็นสิบๆ ตุ่มทั่วหน้า อันเกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ (filler) เพื่อเติมเต็มใบหน้า… ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ ความสวยก็ยังต้องแลกกับความเจ็บปวด นางบ่นว่าตึงหัวเหมือนใครมาดึงผม ไหมที่ขึงไว้คงจะเริ่มตึงตัว นางเปิดโชว์เพื่อนทุกๆ คน คนที่ทนไม่ได้ที่สุดเห็นจะเป็นพี่ดุ๊ก ทีแรกก่อนทำนางบอกกับทุกๆ คนว่า “ไม่เจ็บๆๆ” “กูไม่กลัว” แต่ตอนนี้พี่ดุ๊กบอกว่า “กูกลัว” ถึงขั้นไม่ยอมนั่งใกล้กับท็อป ศัลยกรรมความงามของท็อป เหมือนไปโดนคุณไสยมานะฉันว่า…
ท็อปกินยาแก้ปวดไป 2 เม็ด ชุ (ชุดาภา) ที่เป็นคนรอบคอบเกรงว่าต.ม.ของญี่ปุ่นจะไม่ให้ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเพราะเกรงว่าหมดจากไข้หวัดนกจะเป็นไข้หวัดคางคกแทน ชุจึงพาท็อปไปที่โรงพยาบาลเล็กๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิให้ออกใบรับรองว่าไม่ได้เป็นโรคร้ายใดๆ ไม่นานพวกเราก็ได้ขึ้นเครื่อง ท็อปขึ้นไปหลับเหมือนศพ ส่วนฉัน… ไม่หลับไม่นอน ก็มันไม่ใช่เวลานี่นา แค่เที่ยงคืนจะให้หลับ ถ้าไปร้องงานดึกๆ คงหลับทั้งๆ ที่ร้องอยู่ ฉันถูกฝึกมาให้อยู่ดึกเป็นผู้หญิงกลางคืน (ควรจะมีผัวเป็นแบทแมน มนุษย์ค้างคาวถึงจะเหมาะ) พอเขาดับไฟฉันก็ลืมตาโพลงอย่างนั้นไปอีก 3 ชั่วโมง ถ้ามีอะไรกินแก้เบื่อก็คงจะดี นี่ไม่ได้เตรียมมาก็ต้องนั่งบื้อต่อไป ในที่สุดก็หลับไป 2 ชั่วโมง นั่งโง่อีกสักพัก แอร์ฯ ก็เสิร์ฟอาหารเช้าให้กิน แค่ 5 ชั่วโมงก็มาถึงสนามบินนาโงย่า เป็นสนามบินเล็กๆ พวกเราผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ท็อปปลอดภัย เอาเป็นว่าเราหาชุมสายรถไฟเขาจนเจอ แต่ไม่มีแรงลากกระเป๋า 10 โมงเช้าแล้ว ฝนตกตลอดทั้งวันตั้งแต่ออกจากสนามบิน เลยต้องหาอะไรใส่ท้องเอาแรงกันก่อน มีร้านอาหารในบริเวณนั้นหลายร้าน พวกเราแยกกันไปกิน บางคนไปกินราเม็ง บางคนไปกินข้าว ส่วนฉัน ท็อป และชุ ไปกินข้าวปั้นสายพาน เห็นแต่ในรายการทีวีแชมเปี้ยน พอเจอเข้าจริงๆ ก็เลยวิ่งใส่ ร้านนี้อยู่ที่สถานี Meitetsu ชื่อร้าน UOKI เป็นร้านเล็กๆ ที่นั่งได้แค่ 2-3 โต๊ะ ที่เหลือนั่งรอบเคาน์เตอร์ไม่เกิน 10 คน ฉันกับณัฐและบิวรีบนั่งลงก่อนอย่างตื่นเต้น มีคนทำซูชิยืนอยู่ 3 คน ด้านหลังเป็นตู้ปลาใส่น้ำแข็งแช่หัวปลา 2-3 หัวโตๆ ในนั้น เขาพูดต้อนรับไม่หยุดปาก พูดไปปั้นไปแบบที่โน้ส อุดมเล่านั่นแหละ ที่เคาน์เตอร์มีท่อน้ำร้อนเดินอยู่รอบตรงหน้าจะมีก๊อกให้กดน้ำร้อน มีชาเขียวผงอยู่ในถ้วยมีฝาปิด เราแค่หยิบถ้วยใส่ชาเขียว 1 ช้อนแล้วกดน้ำร้อนใส่กินเท่าไหร่ก็ได้ เลยกินกันเสียเปรม จานใส่ซูชิจะแบ่งเป็นสีๆ ที่ขอบจาน ราคาก็ขึ้นอยู่กับว่าสีอะไร คิดเป็นเงินไทยก็ตั้งแต่จานละ 40 ไปถึง 160 บาท แต่ละจานจะมี 2 คำ เนื้อปลาชิ้นใหญ่ล้นหลามออกมานอกข้าว เขาปั้นข้าวคำเล็กๆ หนุนไว้ตรงกลาง มีซอสญี่ปุ่น (โชยุ) กับขิงดองอยู่ตรงหน้า ตักกินตามใจ ถ้าจะเอาวาซาบิก็พูดแค่ “วาซาบิ” เขาก็จะเอามาให้เยอะเลย มื้อนั้นกินกัน 3 คนหมดไป 1,800 บาท แต่คุณภาพและปริมาณกินขาดกรุงเทพฯ
เข้าไปทำบัตรเจอาร์ พาส (JR Pass) กว่าจะเสร็จ 13 คนปาเข้าไปเกือบชั่วโมง นั่งรถไฟฟ้าชิงกันเซ็งเข้าเกียวโตใช้เวลา 2 ชั่วโมง ถึงเกียวโตตอนบ่าย 3 มารวมตัวกันรอรถแท็กซี่… แวะตีกับแท็กซี่หนึ่งคันพอมันปาก โดยปกติคนญี่ปุ่นที่ขับแท็กซี่จะแก่และสุภาพมาก แต่ไอ้แก่ที่ฉันเจอมันน่าจะมีเชื้อสายจีนเพราะโวยวายโหวกเหวกเป็นที่สุด แถมยังไม่ยอมช่วยยกกระเป๋าใส่ท้ายรถอีก จะวางกระเป๋าข้างหน้า (ข้างคนขับ) อีกใบก็ไม่ยอม พี่ดุ๊กก็เลยลุกออกไปจากรถขนของออก ไม่ไปคันของมันซะเลย ทีแรกฉันก็เจอมันโวยไปทีเพราะเดินไปขึ้นรถมัน มันคิดว่าฉันลัดคิวคนที่เหลือ (ไอ้ฟาย แหกตาดูซิว่ามาด้วยกัน!)… อือ… เริ่มต้นได้ดี! เข้าพักที่โรงแรม Kyoto Heian Hotel เป็นโรงแรมเล็กๆ น่ารัก มีสวนสวยเขียวขจีเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว มอสที่เกาะบนหิน สระน้ำที่เต็มไปด้วยปลาคาร์พตัวโตเท่าขาฉัน ข้างในสวนมีศาลเจ้าเล็กๆ … พอขึ้นไปบนห้อง (ที่นี่มีห้อง 2 แบบ แบบสากลทั่วไปที่มีเตียง กับแบบ “เรียวกัง”) พวกเราเลือกแบบเรียวกังจะยกพื้นมีประตูกรุกระดาษ มีโต๊ะเตี้ยๆ กับเก้าอี้ที่มีพนักพิงวางบนพื้น มีกระติกน้ำร้อนชาเขียวไว้ให้ ที่นอนก็เป็นฟูกนิ่มๆ เขาจะมาปูให้ทุกวันกับผ้านวมอุ่นๆ ห้องน้ำแยกส่วน อ่างล้างหน้าแยกออกจากห้องอาบน้ำและห้องส้วม มีอ่างแช่น้ำร้อนเล็กๆ ให้แยกกับพื้นที่นั่งอาบก็มีเก้าอี้กับขันให้อีก น่ารักและพอเพียงจริงๆ เปิดหน้าต่างออกไปฝั่งตรงข้ามเป็นสวนสาธารณะ อะไรจะเขียวได้ดั่งใจปานนั้น ฉันรักที่นี่จัง…
โปรดติดตามตอนต่อไป
.......................................
(หมายเหตุ อิไต้ทัวร์ : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้มอิไต้ทัวร์)



