
ศักดิ์ศรีมนุษย์ "โรฮิงญา"
19 ม.ค. 2552
ศักดิ์ศรีมนุษย์ "โรฮิงญา"
การต่อสู้ในเชิงข้อมูลข่าวสาร ระหว่างสำนักข่าวต่างประเทศและกองทัพไทย กรณีทหารเรือไทยกระทำทารุณกรรมผู้อพยพชาวโรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยในพม่า โดยมีภาพถ่ายการมัดมือมัดเท้าผู้อพยพเป็นหลักฐานสำคัญนั้น ยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น ในขณะที่กองทัพปฏิเสธ แต่ตั้งข้อสงสัยในกลุ่มชายฉกรรจ์ล้วนๆ ที่เดินทางมา อันน่าสงสัยว่าจะเชื่อมโยงกับสถานการณ์ก่อการร้ายในภาคใต้ ก็มีนัยสำคัญที่บ่งบอกว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยรู้ถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชนกลุ่มนี้เลย ขณะเดียวกัน ชนกลุ่มน้อยไม่ว่าจะเป็นมุสลิมเชื้อสายจามจากเขมร ที่เดินทางมาทำงานประมงที่ภาคใต้ ชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นมุสลิมที่มีถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่ในพม่า ก็ถูกระแวงเช่นเดียวกัน เพียงเพราะเขาเหล่านั้นเป็นมุสลิมเท่านั้น
ชาวโรฮิงญา เป็นกลุ่มชนที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่ทางตอนเหนือของรัฐอารากัน หรือยะไข่ ในพม่า นับเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกเหยียดหยาม กดขี่จากรัฐบาลทหารพม่าอีกกลุ่มหนึ่ง กฎหมายว่าด้วยสัญชาติของพม่า ขีดเส้นให้ชาวโรฮิงญาอยู่ในเขตควบคุม ถ้าจะออกนอกพื้นที่ต้องจ่ายเงินให้รัฐบาล ทำให้ชาวโรฮิงญามีสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นมาก ไม่สามารถหางานทำ หรือค้าขายได้อย่างอิสระ นอกจากนั้น โรฮิงญายังถูกลิดรอนสิทธิในการได้รับสัญชาติ จะทำการสมรสได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารพม่า ดังนั้น คนโรฮิงญา เป็นจำนวนมากจึงอพยพหนีภัยจากพม่า ไปยังประเทศเพื่อนบ้านของพม่า รวมทั้งประเทศไทย แน่นอนว่า นี่ย่อมเป็นภาระที่ประเทศไทยต้องแบกรับ แต่คนเหล่านี้หนีร้อนมาพึ่งเย็น เราจะผลักไสพวกเขากลับไปได้หรือ
ชาวม้งอพยพจำนวนนับพันคน ที่ปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่บนเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มในเขตรอยตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ยินดีต้อนรับ แต่คนเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าจะอยู่เพื่อความหวังแปลงสัญชาติเป็นไทย หรือเดินทางไปประเทศที่สามในกรณีม้งลาวบนเขาค้อ แต่เขาทั้งหลายล้วนมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย เช่นเดียวกับชาวโรฮิงญา หลักปฏิบัติสากล สำหรับผู้ลี้ภัย หรือหนีภัยความตายมา จะต้องไม่ถูกส่งกลับเพื่อไปเผชิญกับภาวะความเสี่ยงต่อชีวิต และต้องได้รับความช่วยเหลือและคุ้มครองเท่าที่จำเป็นจากประเทศที่ผู้อพยพเหล่านี้เดินทางเข้าไป บนพื้นฐานหลักการมนุษยธรรม
ผู้อพยพชาวโรฮิงญา เป็นคนที่เกิดในพม่า มีหลักฐานประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่พวกเขาไม่สามารถจดทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าว เช่นเดียวกับคนพม่าได้ เพราะทางการไทยไม่รู้ และไม่ให้การรับรอง แต่คนโรฮิงญาก็ยังเป็นคน เป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับมนุษย์โดยทั่วไป ถึงแม้กองทัพไทยจะปฏิเสธหลักฐานทารุณกรรมชาวโรฮิงญา ของทหารเรือ แต่ภายใต้หลักการสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยจักต้องปฏิบัติต่อผู้อพยพลี้ภัยทุกกลุ่มโดยเท่าเทียมกัน การยอมรับความจริง และไม่เพิกเฉยต่อชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขทางชาติพันธุ์ หรือศาสนา ย่อมสมควรแก่การยกย่องยินดีกว่าหลายเท่า



