
ลำพัง
ลำพัง : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
ฉันลืมตาขึ้นมาในความมืดสลัว กระพริบตาถี่ๆ ภาพต่างๆ ก็เริ่มชัดเจนขึ้น แสงจากภายนอกลอดผ่านผ้าม่านทึบเข้ามากระทบกับสิ่งที่ฉันจับจ้อง … ห้องนอนเดิม … คนๆ เดิม … คนๆ เดียว ทุกครั้งที่ตื่นลืมตามันก็เป็นภาพเดิมเช่นนี้เสมอ หลังจากอาบน้ำแล้วฉันก็เปิดหาของค้างๆ ที่สีเกดทำใส่กล่องไว้ให้ในตู้เย็น จับมันโยนเข้าไปในไมโครเวฟ พอเสียงดัง ติ๊ด … ฉันก็เอามันออกมากิน ทีวีถูกเปิดทิ้งไว้ทันทีที่ฉันตื่น เพื่อให้เสียงจากมันดังเป็นเพื่อนฉัน ฉันไม่ได้กลัวความมืด ความเงียบ หรือความเดียวดาย แต่ก็ไม่ได้รักสิ่งเหล่านั้นที่อยู่กับมันได้เพราะมันต้องอยู่อย่างนั้น นานวันมันก็กลายเป็นความเคยชิน …
ข้อดีของการอยู่ลำพังคือมันอิสระ ไม่ต้องปรับ ไม่ต้องเปรียบ ไม่ต้องทำอะไร แค่เป็นตัวของตัวเอง นานเข้าความเป็นตัวตนก็เอ่อล้นมากเสีย จนมองเห็นอะไรที่แตกต่างไปจากที่เป็น ที่คิด ที่รู้สึก ก็จะออกอาการขัดหูขัดตา ไอ้นั่นก็เริ่มไม่ดี ไอ้นี่ก็เริ่มไม่ใช่ … นี่แหละคือผลข้างเคียงของความเป็นตัวของตัวเองจากการที่ต้องอยู่ลำพัง เรื่องราวที่ต้องรับรู้ต่างที่ต่างทาง ต่างเวลา และต่างผู้คน เมื่อฉันออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน มันตามฉันกลับมา เข้ามาอยู่ในห้องนอนของฉัน ในหัวสมองของฉัน เป็นเรื่องที่ค้างคาและติดอยู่ในใจไปหลายๆ วัน บางครั้งก็ข้ามไปเป็นอาทิตย์ คละคลุ้งและฟุ้งซ่านราวกับว่าจะไม่มีวันตกตะกอนนอนก้นได้ง่ายๆ ไม่ว่าฉันจะบ่นให้คนใกล้ตัวฟังสักกี่ครั้งกี่หน ฉันก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้น จนกว่าฉันจะเหนื่อยกับมันไปเอง ขี้เกียจจะคิดเพราะสมองมันล้า หรือว่าฉันยอมแพ้ไปเฉยๆ ก็ไม่แน่ใจ
ระหว่างที่พักเหนื่อย สมองจะเกิดช่องว่างเล็กๆ กว้างพอที่ “ สติ ” จะตั้งอยู่ได้พอดีในเวลาสั้นๆ แต่ปัญญาก็หาได้เกิดขึ้นทันเวลาไม่ …
ฉันกดรีโมทเรื่อยไป เพื่อให้หันเหความสนใจไปที่อื่น ทั้งนิ้วและสายตาก็ไปสะดุดหยุดอยู่ที่ใบหน้าเรียวงามที่คุ้นตาของ นุ่น ศิรพันธ์ (อีแพงของฉันนั่นเอง) ในช่องไทยพีบีเอส แต่เวลานั้นหน้าตาของเธอดูเป็นธรรมชาติปราศจากการปรุงแต่งของฝุ่นสีใดๆ ที่เคยได้เห็นในยามปกติ ภาพตัดเป็นมุมกว้างเห็นชายหนุ่มอีก 2 คนนั่งอยู่ข้างๆ เป็นวงสนทนาเล็กๆ ชายทั้งสองก็คือ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (นิ้วกลม) และ สิงห์ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล …
อือ … “ นิ้วกลม ” หนึ่งในนักเขียนคนโปรดของฉัน (รองจาก ทรงกลด บางยี่ขัน) หน้าตาเป็นแบบนี้นี่เอง ภาพการสนทนาตัดสลับกับการปฎิบัติธรรมด้วยการเดินไปเดินมากลางป่า
ฉันเปิดมาดูตอนท้ายๆ รายการพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวจากภาพและบทสนทนาที่หลือว่าด้วยการปฎิบัติธรรมไม่รู้เรียกว่าอะไร จะเอาอะไรกับคนบาปอย่างฉันกันเล่า พี่เสมารู้แค่ว่าใช้วิธีการกำหนดสติด้วยการเดินช้าๆ เดินก็ให้รู้ว่ากำลังเดิน จิตจะไม่ว่อกแว่กแตกออกไปหาสิ่งเร้าภายนอก ผลที่ตามมาก็คือ เกิด ศีล สมาธิ และปัญญา (จำเขามา) อย่างฉันให้หุบปากสัก 2 ชั่วโมง ดูทีวี หรือ อ่านหนังสือน่ะพอได้ แต่ให้ฉันไปทำแบบนั้นคงตายตั้งแต่ 15 นาทีแรกแล้ว เพราะนอกจากจะขาดสติแล้ว ยัง “ เพ้อ ” อีกต่างหาก ศีลก็ขาด สมาธิก็สั้น แถมปัญญาอ่อนอีก งานนี้ “ ตายแน่อีแก่! ”
ฉันพยายามฟังในสิ่งที่คนทั้ง 3 คนคุยกัน นิ้วกลมพูดว่า “ การกราบนั้นทำให้คนได้ปล่อยวางอัตตาของตัวเอง ” อือ … ใช่ คนที่กราบต้องพนมมือเป็นการน้อมกายน้อมใจ จากนั้นต้องแบมือพร้อมกับก้มศรีษะลงทั้งมือที่แบและศรีษะที่ก้มลงจนชิดพื้นนั้นแสดงถึง “ การยินยอม ” นั่นคือช่วงเวลาที่เราไม่ยึดเอาตัวตนของเราเป็นใหญ่ ในเวลานั้นเราจะเกิดการเรียนรู้และปัญญาก็จะตามมา
ตัวฉันเองกราบไหว้มาตลอดชีวิต คงจะเรียกได้ว่า สักแต่ไหว้! เพราะไม่เคยได้สำนึกถึงความหมายอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในการกระทำเรียบง่ายนั้น จนกระทั่งได้มานั่งดู นั่งฟังเด็กรุ่นแก่กว่าหลานฉันนิดหน่อยชี้ทางสว่างให้
นิ้วกลมยังให้แง่คิดดีอีกประมาณว่า … การปฎิบัติธรรมไม่ได้ทำให้เราเป็นคนดี แต่ทำให้เรารู้ว่าเราก็ยังไม่ใช่คนดี ไม่ได้ทำถูกเสมอ คนอื่นๆ ก็เช่นกัน ดังนั้นเราต้องยอมรับความไม่ดีของคนอื่นให้ได้ ขณะเดียวกันเราเองก็ต้องพยายามทำตัวให้ดีขึ้นด้วย
หันมาทาง “ สิงห์ ” ละอ่อนอีกคนที่ดูจากท่าทางไม่น่าจะมาทางนี้ได้ เขาบอกว่า เมื่อก่อนเขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการเผยแพร่ศาสนาด้วยการเชิญชวนให้ปฎิบัติธรรม ออกจะรู้สึกแปลกๆ กับคนที่ทำแบบนั้น แต่พอได้มาเรียนรู้กับตัวเองทำให้เข้าใจว่าสิ่งใดที่ดีงามเราก็ควรบอกต่อให้คนอื่นได้พบกับหนทางสว่างเช่นเดียวกับเรา …
ฉันนั่งอมยิ้มกับต้นอ่อนของธรรมะต้นนี้ “ สิ่งดีงามจะสูญพันธุ์หากขาดผู้สืบทอดที่ซาบซึ้งในสิ่งนั้น ” เรื่องราวเลวร้ายมากมายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เจริญพรวดพราดตามโลกอินเตอร์เน็ต ทำให้ฉันทอดถอนใจหลายครั้งกับคนสมัยนี้ แต่เมื่อได้เห็นคนรุ่นใหม่เปิดใจให้กับศาสนาพุทธเช่นนี้แล้ว … น้ำตาจะไหล! …
น้องนุ่น ศิรพันธ์ ที่มาปฎิบัติธรรมในรายการนี้ ทำให้นักร้องแก่แบบฉันได้ตาสว่างและเห็นแจ้งว่า ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน หากต้องอยู่กับมัน จงอยู่อย่างเข้าใจและใช้สติ ไม่ว่าจะยามใด … จะยามดับ หรือ ยามดังก็ตาม
เธอเล่าว่าเมื่อก่อนเธอมักคิดอะไรวุ่นวายในใจยามที่อยู่ท่ามกลางสาธารณชน แต่เมื่อเธอได้ปฎิบัติธรรมครั้งนี้แล้ว ทำให้เธอสงบนิ่งไม่ไหลไปตามสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้า เธอมีสติและจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ ขณะเดียวกันก็รับรู้สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตัวเธออย่างไม่ตระหนก เธอทำงานของเธออย่างทุ่มเท โดยไม่ไหลไปกับคำชื่นชมหรือก่นด่า นั่นแหละหัวใจของการอยู่รอดบนเส้นทางนี้ อายุยังน้อยแต่เธอก็หามันเจอแล้ว …
ฉันปิดทีวีแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องมืดๆ ห้องเดิม ล้มตัวลงนอน สมองว่างเปล่าเรื่องราวที่ขัดและค้างคาใจมาหลายวัน ถูกปัดเป่าออกไปเมื่อไหร่ไม่รู้ รับรู้ได้แค่ว่า … เมื่อเราไม่ยึดเอาตัวเราเป็นใหญ่ ไม่เอาอัตตาเป็นที่ตั้ง ไม่เอามาตรฐานตัวเองไปวัดสิ่งใดๆ ยอมรับสิ่งที่แตกต่างว่าไม่ใช่ปัญหาและไม่ใช่ความผิด เมื่อนั้นเราก็จะอยู่ได้ในทุกๆ ที่อย่างมีความสุข
กฎธรรมชาติก็คือ ทุกสิ่งที่ยังดำรงอยู่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
ขณะนี่กฎแห่งกรรมว่าด้วย ทุกการกระทำย่อมส่งผลตามมา ทำสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น เช่นนั้นแล้ว ก็จงปล่อยวาง เมื่อฉันก็ไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่ จะคาดหวังเอาอะไรกับความดีในตัวคนอื่นกันเล่า …
ข้อดีอีกข้อของการอยู่โดยลำพังก็คือมันทำให้เรามีเวลาคิดตามลำพัง โดยปราศจากการแทรกแซงและอคติใดๆ ของคนอื่น
.......................................
(หมายเหตุ ลำพัง : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



