
'ชื่อหนัง-วรรณกรรม'ก็เป็นธุรกิจถ้อยคำ
'ชื่อหนัง-วรรณกรรม'ก็เป็นธุรกิจถ้อยคำ : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
คุณจะอยากดูไหมถ้ามีคนมาบอกว่ามีหนังโป๊ๆ ชื่อ Intimacy
ถ้าไม่อยาก แล้วมีภาพยนตร์แสดงโดย โรเบิร์ต แพททิสัน ทีชื่อ Cosmopolis หรือถ้าไม่เอา ลองไปดูหนังสือที่ชื่อ The Tipping Point เพราะจะเป็นหนังในอนาคต
ถ้าใครอยากดูหรือไม่อยากดู ขอให้เชื่อเถอะว่า หนัง 3 ชื่อนี้เป็นส่วนเล็กๆ ที่ทำให้มีคนมาดูมันเพราะชื่อเรื่องมาแล้ว เป็น “ส่วนเล็กๆ” เพราะในโลกของภาพยนตร์และหนังสือนั้น มีหลายเรื่องที่ทำรายเพราะแรงจูงใจจากการใช้คำ จนมีการสำรวจโดยเว็บแห่งหนึ่งของอังกฤษ เขาบอกว่ามีถึง 25 % ที่ถ้าการตั้งชื่อดีๆ หรือมีชั้นเชิง
ก็จะได้ใจคนดูไปแล้วครึ่งทาง
ผมชอบชื่อ cosmopolis เพราะคิดว่ามันจะแตกอะไรออกมาจาก metropolis เพราะแม้ไม่ชอบตัวหนัง ก็ยังอยากเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมถ้อยคำ ขณะที่นักธุรกิจอาจจะได้แรงบันดาลใจจากคำของ the tipping point ที่จุดคำติดที ก็ไหม้ลามไปเรื่อยๆ เกิดอไอเดียมากมาย
เชื่อไหมว่า ชื่อหนังจากที่เคยมีส่วนแค่ 15 % เมื่อปี 2000 มาถึงปี 2012 มันลุกลามใหย่โตถึงกับเป็น 1 ใน 3 ของแรงจูงใจในการดูหนังของคนยุคใหม่
คุณเดชา มาดารี คอลัมนิสต์นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เคยแนะนำผมลองให้เข้าไปที่ lulu.com/titlescorer เพราะที่เว็บไซต์นี้ จะพบโมเดลที่ออกแบบมาเพื่อใช้ทดสอบชื่อหนังสือกับโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ มันถูกพัฒนาโดยนักสถิติที่ศึกษาหนังสือกว่า 700 เรื่องในรอบ 50 ปี (1955-2004)
และในตัวของเว็บเองจะแบ่งเป็นหนังสือที่ขายดี 350 เล่ม และหนังสือที่ยอดขายระดับปกติอีก 350 เล่ม โดยพยายามเลือกเฟ้นนักเขียนที่มีผลงานติดอยู่ทั้ง 2 กลุ่ม และวิเคราะห์ว่าชื่อลักษณะไหนที่ทำให้ขายดี ขายไม่ดี
Dr.Atai Winkler นักสถิติชาวอังกฤษหัวหน้าทีมวิจัยนี้บอกว่าผลลัพธ์ที่ได้จากแบบทดสอบ เชื่อถือได้ถึง 70% ส่วนที่คลาดเคลื่อนถือเป็นธรรมชาติของข้อมูลที่มีไม่ถูกต้องอยู่บ้าง และรสนิยมของคนก็เปลี่ยนไปตามแต่ละยุคสมัย
กระนั้นก็ดีเขายอมรับว่าโมเดลนี้ยังไม่สามารถเรียกว่าเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้เต็มปาก ในทางปฏิบัติควรใช้ low-tech อย่างวิจารณญาณของคุณเข้าประกอบด้วย
ถ้าพูดถึงหนังสือชื่อดังในอดีตที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี จะสังเกตเห็นว่าชื่อค่อนข้างเรียบง่าย เรียกว่าไม่หวือหวา สะดุดหูเหมือนสมัยนี้ อย่างไรก็ดีถึงจะดูเหมือนเป็นชื่อธรรมดาในสายตาของเรา แต่ใช่ว่านักเขียนจะละเลยไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้เลย ลองไปดูสิว่า เคยชื่อหนังสือและภาพยนตร์ที่พยายามจะตั้งชื่ออะไรกันบ้าง
Pride and Prejudice (1813 ) โดย Jane Austen ก่อนหน้านี้เคยคิดจะตั้งว่า First Impressions หรือ David Copperfield (1849) โดย Charles Dickens ชื่อเดิมคือ Mag’s Diversions มาถึง Alice’s Adventures in Wonderland (1865) โดย Lewis Carroll ชื่อเดิมคือ Alice’s Adventures Underground
หนังเข้มข้นและวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง War and Peace (1866 ) โดย Leo Tolstoy ชื่อเดิมคือ All’s Well That Ends Well และ The Time Machine (1895) โดย H.G.Wells ชื่อเดิมคือ The Chronic Argonauts ส่วน Sons and Lovers (1913 ) โดย D.H.Lawrence ชื่อเดิมคือ Paul Morel
หรือลองไปดูหนังสือในดวงใจบางคนอย่าง The Great Gatsby (1925) โดย F. Scott Fitzgerald ชื่อเดิมคือ Incident at West Egg
สำหรับ The Sound and the Fury (1929 ) โดย William Faulkner ชื่อเดิมคือ Twilight และที่คลาสสิกคลอดกาลฟิล์มนัวร์อย่าง The Postman Always Rings Twice (1934 ) โดย James M. Cain ชื่อเดิมคือ Bar-B-Q
และมันจะเจ๊งไหมถ้าหนังสุดยอดอย่าง Gone with the Wind (1936 ) โดย Margaret Mitchell ไปตั้งชื่อเดิมคือ Tomorrow is Another Day ส่วนหนังสือแสนดีอย่าง Of Mice and Men (1937 ) โดย John Steinbeck ชื่อเดิมคือ Something That Happened
สำหรับหนังยุคใหม่สักเรื่อง ที่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ทั่วไป เกี่ยวกับการตั้งชื่อหนังสือได้ดีก็คือ The Da vinci Code ซึ่งพอมีการสำรวจคนทั่วไป เขาบอกว่ามันเป็นชื่อที่น่าสนใจ และทำให้อยากดูและอยากอ่าน
การให้ความสำคัญกับชื่อเรื่อง ชื่อหนังสือและภาพยนตร์นั้น ทำให้ตอนนี้มีบริษัทโฆษณาเล็กๆ เปิดแผนกรับบริการการคิดชื่อคำให้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อหนัง หรือชื่อหนัง รวมไปถึงชื่ออัลบั้มดนตรี เขาบอกว่าคนที่จะทำงานเกี่ยวกับการขายถ้อยคำแบบนี้ได้ จะต้องเป็นคนมีมุมมองด้านศิลปะลึกซึ้ง และที่สำคัญมี sense ของการใช้คำ
เพราะถ้อยคำที่ดี ย่อมไม่ระรานและรบกวนถ้อยความ
เหมือนงานเขียนที่ดี ถอดหนึ่งคำออกก็ไม่ได้ ใส่หนึ่งคำเพิ่มก็ไม่ดี
หญิงสาวกับการแต่งตัวที่ดี - ก็เช่นกัน
(อ้างอิงส่วนหนึ่งจาก Bisweek)
.......................................
(หมายเหตุ 'ชื่อหนัง-วรรณกรรม'ก็เป็นธุรกิจถ้อยคำ : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



