
ซึ้งกับเพลง
ซึ้งกับเพลง : คอลัมน์ ไตรโทน โดย...จิรายุส วรรธนะสิน
เพลงที่มีความหมายกินใจที่ผู้ฟัง ฟังแล้วรู้สึกซึ้งใจ โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพลงช้า หรือไม่ก็เพลงระดับกลางๆ อาจมีเพลงเร็วบ้างก็แล้วแต่เนื้อหาที่เข้าไปสัมผัสในใจของผู้ฟ้ง แต่โดยส่วนใหญ่คำว่าเพลงซึ้ง กินใจ หรือเศร้า มักจะอยู่ในกลุ่ม เพลงฟังง่ายๆ ไม่ต้องคิดหลายมุม ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเท่เป็นหลัก เพียงแต่เขียนออกมาจากข้างใน ในสภาวะอารมณ์ของผู้ประพันธ์ ในเวลานั้น ซึ่งจะเป็นที่แน่นอนว่า ผู้ฟังจะสัมผัสความรู้สึกของตัวเพลงได้ทันที เพลงที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการค้า และเอาใจวัยรุ่น ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเนื้อหาประเภทอกหัก รักคุด หรือรักสามเส้า ก็มีบ้างที่ผู้แต่งหรือผู้สร้างคำ นำภาวะทางอารมณ์ในยามนั้นดึงออกมาใช้งาน และก็มีอีกไม่น้อยที่ต้องสรรหาคอนเซ็ปต์ แล้วก็เขียนไปเพื่อทำงานให้เสร็จ ในอาชีพของตนที่เรียกว่านักแต่งเนื้อเพลง
ผมขอชมเชยทั้งสองประเภทนี้เลยครับ และไม่ปฏิเสธเพลงที่ออกมาจากผู้แต่งในกลุ่มใดเลย เพราะถ้ามันลงตัว ที่ไม่หลุดจากคำหลัก หรือน่าจะเรียกว่า ชื่อเพลง ฟังแล้วเนียน กลม ไปหมดทั้งเพลง ด้วยภาษาที่เข้ากันกับสมองของผู้ฟังได้ เราจะไม่มีทางแยกออกได้เลยว่า นั่นเป็นการทำงาน แบบกลั่นออกมาจากอารมณ์ ของผู้เขียน หรือทำออกมาแบบโรงงาน แต่ถ้าเอาแบบรวมๆ สั้นๆ เพลงที่ผู้ร้อง เป็นผู้แต่ง ทั้งอัลบั้ม ทั้งทำนองและเนื้อเพลง น่าจะใช่แบบแรก คือออกมาจากความรู้สึกโดยตรง มักจะฟังแล้วดูมีพลังกว่า ศิลปินที่ถูกออกแบบมาจาก โรงงานโครงการผลิตดนตรี ขอย้ำอีกทีครับ มิได้มีเจตนาจะให้เลือกสรรฟังแบบไหน เพราะเราก็รู้ว่าเรามาจากไหน เพียงแต่ อยากให้สดุดี ผู้เขียนเพลงทั้งหลาย ทุกรูปแบบ ที่ทำให้มีบทกวี บทเพลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งนั้นหมายความว่า ผู้ฟัง ฟังไปอย่างเดียวได้เลยครับ ฟังด้วยความรู้สึก แล้วก็มีความสุขกับมันไป จดจำในแต่ละช่วงของชีวิตที่ดีๆ เพราะเพลงนี่แหละ จะเป็นกุญแจ ไขอดีตคุณ เพราะเมื่อได้ยินเพลงที่ประทับใจขึ้นมาในยามใด ก็มักจะหวนคิดได้ว่าในช่วงนั้นทำอะไร ที่ไหน อะไรประมาณนั้น
ผมเคยเล่นดนตรีในผับ อยู่สามปี ก็จะเป็นเพลงยุค ปลายๆ ขอ70 ขึ้นไป และแนวที่เล่นก็เป็นเพลงทั่วไป ไม่เน้นว่าต้องเป็นดิสโก้ เพราะไม่มี ฟลอร์เต็นรำ ไม่มีรูปแบบ เน้นให้ผู้เที่ยว ร้องตาม กินดื่มกันอย่างสนุกสนาน เฮฮา เป็นหลัก มีโต๊ะพูล ให้แทง มีดาร์ท ปาเป้าให้เล่นตามแต่อัธยาศัย ของผู้เที่ยว เพลงที่ผมเล่นเท่าที่จำได้ก็ เช่น วง Rock well, Duran Duran, Barry manilow, Rionel Richie, Spandau ballet, nick kerchaw, The neck อะไรประมาณนี้ครับ เท่าที่จำได้แบบไม่ดัดจริต ในยุดที่ผมเริ่มทำงาน
ประเด็นผมวันนี้อยู่ตรงนี้ครับ ผมเป็นคนดื้อเพลง คือหมายถึงไม่ค่อยอินกับเนื้อเพลงอะไรง่ายๆ เพียงแค่ประทับใจในการคิดการใช้คำของเพลงนั้นๆ แบบ โอโห...คิดได้ไงเนี่ย หรือประมาณว่า สวยงามเหลือเกิน ก็ประทับใจอยู่ในระดับหนึ่งเสมอ เหมาะสมกับการจดจำเป็นประสบการณ์ในเชิงแนวคิดของงานทางด้านเพลง และเมื่อเวลาผ่านไป เมล็ดพันธุ์ทางความรู้ของการฟังเพลงและการคนตรี มันอยากได้ยินอะไรที่มันใช่กว่ายุคที่เราเติบโตขึ้นมา ประกอบกับการที่เราได้มีโอกาส รู้จัก นักดนตรีชาวไทยรุ่นพี่ ซึ่งมีอายุห่างกับเรา ประมาณ 15 ปี หรือน้อยกว่า นั้น เช่น พี่จ๊อด พี่จิ พี่ฉ่าย พี่พอล พี่ป๋อง พี่อ้อง พี่ป้อม และ อีกหลายท่าน
เอาเป็นว่ากลุ่ม บัตเตอร์ฟลาย นี่แหละ เป็นเหมือนผู้ชี้ทางสว่างทางการฟังและการดนตรีให้กับเราโดยตรง ซึ่งในยุคของพี่เหล่านั้น สิ่งเดียวที่จะฟังได้คือแผ่นเสียง สิ่งเดียวที่จะฟังเพื่อแกะไปเล่นในบาร์ ได้ก็คือแผ่นเสียง น่าประทับใจมากครับ ในจุดนี้ ผมเองพอเริ่มเรียนรู้ดนตรีที่เหมาะกับการรู้จัก ในตอนนั้นก็ยังไม่มียูทูบ คือเมื่อยี่สิปปีที่แล้ว อินเทอร์เน็ต เพิ่งเริ่มพยายามจะมีเองครับ แต่ ซีดีมีหาซื้อได้ทั่วไปอยู่แล้ว การแสดงสด ก็ต้องขอขอบคุณร้าน rex ย่านประตูน้ำ ถนนเพรชบุรีนี่แหละ ที่ทำให้เราได้เห็นวงเจ๋งๆ แสดงสดๆ ให้ดูกันแบบตาลุกวาว และเมื่อพยายามแกะเล่นตามมันทำให้ตาสว่างขึ้นเยอะครับ เบสิกที่ดีของรากการเล่น การ อะเรนจ์เพลง ไม่ว่าจะชิ้นใดๆ ของสตริงคอมโบ้ หรือจะเป็น ออเคสตราชั้นแบบประยุค เราก็จะสัมผัสได้ ถึงแม้จะแค่เปลือกๆ แต่ก็ดีใจที่อยู่ในลู่วิ่งที่ถูกต้อง
กลับมาเรื่องเนื้อเพลงที่ประทับใจกันต่อนะครับ เอาเพลงแบบ คิดได้ไง เช่น “ขาว กว่า ซีด“ (A whiter Shade Of Pale ) ลองไป google ดูนะครับ แล้วจะรู้ว่าคำว่าลงตัว ดนตรีกับเนื้อหาคืออะไร ซึ่งบางอย่างต้องตีความเยอะๆ ก็สนุกดี เอาอีกสัก สองสามตัวอย่าง The logical song ( Super trump ), Across the univers ของ The Beatles วงนี้มีของดีเยอะมากครับ ก็อะไรประมารนี้ แต่เพลงช้าที่เราจะสัมผัสได้ดี ก็เมื่อผู้แต่งเกิดการสูญเสียไม่ว่าจะอะไรสักอย่างแล้วกลั่นออกมาเป็นเนื้อเพลง คนฟังทราบที่มาของเพลงด้วย อันนี้เป็นพลังแฝงเลยครับ ความจับใจมันจะออกมาทันทีเมื่อเราได้ฟัง ความหมาย และการเล่น คำที่มีสัมผัสนอก สำผัสในอย่างลงตัว เช่น การเสียลูกชายของ อิริค แคลปตัน จากอุบัติเหตุ แคลปตัน ออกเพลงที่ชื่อว่า Tears in Heaven หรือ เพื่อนรัก เจ้าหญิง ไดอานา จากไปด้วยอุบัติเหตุ เช่นกัน
ท่าน เซอร์ เอลตัน จอห์น ก็ทำเพลง Sacrifice ออกมาให้คนได้ประทับใจกัน ตัวอย่างทั้งสองเพลง ไม่ใช่เป็นเพลงที่ผมชอบมากจนแทบเป็นลม แต่เมื่อยามได้ภาวะทางอารมณ์ หรือชีวิตคุณ ต้องสูญเสียอะไรบางอย่าง เพลงเหล่านั้น จะกลับมาในหัวคุณทันที ตัวอย่างของผมโดยตรงเลยคือ พี่ป๋อง ได้เคยเล่าเรื่องตอนที่แกออกจาก มหาลัย แล้วมุ่งหน้าขึ้นเหนือ เพื่อจะไปพบ อาจารย์ บรู๊ซ แกซตั้น ที่เชียงใหม่ ไปแบบค่ำไหนนอนนั้น วัดก็นอนมาแล้ว พี่ป๋อง แต่เพลง ปล่อยไปตามลมให้ผมร้อง หลังจากพี่ป๋องจากไป ทุกครั้งที่ผมร้องเพลงนี้ ก็น้ำตาตกในเสมอ และในขณะนี้ผมกำลังจะเสียเพื่อนรักไปอีกหนึ่งตัว เจ้าชาลี สุนัข ลาบราดอร์ วิ่งอยู่กับผมมา สิบห้าปี ซึ่งในขณะนี้ป่วยเป็นโรคไต ในระดับนับถอยหลัง ชาลีเป็นตัวแรกที่จะตายในชีวิตการเลี้ยงหมาของผม เพราะส่วนใหญ่ จะมีคนเอาหมาไปด้วยเสมอ เวลาความรักมันแตกหัก เจ้าชาลีนี่แหละ จะอยู่กับผมจนหมดอายุขัยเป็นตัวแรก เพลงที่เข้ามาสัมผัสใจผมตอนนี้จึงเป็น Tears in Heaven เฉยเลย ทั้งที่ไม่เคย feel กับเพลงนี้มาก่อน เป็นต้น
.......................................
(หมายเหตุ ซึ้งกับเพลง : คอลัมน์ ไตรโทน โดย...จิรายุส วรรธนะสิน)



